รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

บทความนี้สะท้อนความพยายามของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งสหรัฐฯ (The U.S. Conference of Catholic Bishops) ซึ่งทำข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับบทบาทของฆราวาสในงานของพระศาสนจักร-LEM เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมพระสังฆราชเต็มคณะก่อนสิ้นปี ค.ศ.2005

คำว่า LEM ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเกิดขึ้นหลังจากการสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2 เมื่อบรรดาสตรีที่มีความศรัทธาต่อศาสนา ปรารถนาจะมีส่วนร่วมในงานบริการของพระศาสนจักร (ministry) เป็นอะไรที่มากกว่าอาสา สมัครเฉพาะกิจ นั่นคือเป็นงานประจำที่ต้องได้รับค่าจ้าง ดังเช่น เป็นผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นผู้ประสานงานด้านพิธีกรรม เป็นผู้ประสานงานด้านเยาวชน และในบทบาทอื่นๆ ที่ทางวัดต้องการ เป็นต้น ในสหรัฐฯ มีจำนวนมากกว่า 3,000 คน รับผิดชอบมากกว่า 300 โครงการ มีจำนวนมากกว่าพระสงฆ์เสียอีก ทั้งเป็นกลุ่มที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมากอีกด้วย

ผู้เขียนบทความเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันยุโรปศึกษานาโนวิก (the Nanovic Institute for Europe) และสถาบันศึกษาระหว่างประเทศเฮเลน เคลล็อกก์ (the Helen Kellogg Institute for International Studies) เพื่อศึกษาเรื่องงานศาสนบริการบริการ (Ministry) ของพระสงฆ์และฆราวาส

ยุโรป

ประเทศฝรั่งเศสและเยอรมันนีมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งในฝรั่งเศสนั้นมีลักษณะคล้ายในสหรัฐฯ ในแง่ที่งาน LM ไม่ได้เป็นไปเพราะพระสังฆราชบัญชา หากแต่เป็นงานที่เกิดขึ้นจากรากหญ้า เขตวัดต่างๆ ของฝรั่งเศสหลังจากการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เริ่มมีฆราวาสที่อาสารับใช้คณะสงฆ์ในวัด แต่เป็นงานชั่วคราวแบบอาสา เพราะขาดหน่วยงานและทุนทรัพย์ จึงไม่ได้เติบโตอย่างมีระบบแบบในสหรัฐฯ ที่เขตวัดและสังฆมณฑลได้ว่าจ้างฆราวาสให้เป็นพนักงานเต็มเวลา

ในทางกลับกัน พระสังฆราชเยอรมันซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดได้ย้ำและจัดระบบ LEM ให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยหลังจากการประชุมพระสงฆ์ทั่วประเทศก็ได้มีการตีพิมพ์เอกสารการประชุมสังฆราชเยอรมันชื่อ “On Ordering Pastoral Ministries” ซึ่งกำหนดลักษณะและบทบาทเป็นแนวทางในการบริหาร LEM ในเขตวัดในเยอรมนีมากว่า 25 ปี

เอกสารในปี ค.ศ.1977 ยอมรับว่าการขาดแคลนพระสงฆ์เป็นปัจจัยสำคัญใน LEM หลายแห่งซึ่งเป็นปัญหาระยะยาว จึงได้มีการเสนอให้มีการรับเอา LEM รวมทั้งเสนอแผนระยะยาวในการรวมตัวกันสู่พันธกิจและโครงสร้างของพระศาสนจักรท้องถิ่น ซึ่งในเบื้องต้นบรรดาพระสังฆราชของเยอรมันนี ยอมรับว่างานศาสนบริการของฆราวาสในเขตวัดเป็นงานประเภทอาสาสมัครและไม่ได้ให้ค่าตอบแทน แต่ในภายหลังบรรดาพระสังฆราชกลับมองว่า ผู้ที่ทำงานในบริบทของ LEM เป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาเฉพาะทาง จึงต้องได้รับการว่าจ้างเป็นการถาวรเพื่อทำงานร่วมกับพระสงฆ์ (การประชุมพระสังฆราชของเยอรมนี, ค.ศ.1981, 507)

จากนั้นจึงได้มีการให้คำจำกัดความของฆราวาสที่ทำงานกับพระสงฆ์ว่าแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  1. Pastoral Assistant – ผู้ช่วยด้านงานอภิบาล คือฆราวาสที่จบการศึกษาด้านเทวศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ช่วยงานในระดับสังฆมณฑลหรือองค์กรส่วนภูมิภาค
  2. Parish Assistant – ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการ คือฆราวาสที่ศึกษาศาสนบริการในสาขาวิชาชีพจากมหาวิทยาลัยหรือในโครงการของสังฆมณฑล ทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการ การอบรม การสอนคำสอนและให้คำปรึกษาแก่เจ้าวัด
  3. Parish Helper – ผู้ช่วยฝ่ายสนับสนุน คือฆราวาสที่มีประสบการณ์หรือผ่านการอบรมหลักสูตรสั้นๆ ทำหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนเช่น งานในสำนักงานเขตวัดและงานธุรการ เป็นต้น

ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการและผู้ช่วยฝ่ายสนับสนุนยังคงมีบทบาทสำคัญในวัดของเยอรมนี ฆราวาสหลายคนที่ศึกษาเทววิทยาที่มหาวิทยาลัยในเยอรมนี (ผนวกกับโครงสร้างในการจัดเก็บภาษีที่ให้นำรายได้ของรัฐมาสนับสนุนสังฆมณฑล) ได้เอื้อต่อการเติบโตของศาสนบริกรของวัด (church minister) ที่ไม่ได้บวชเป็นพระสงฆ์ แต่เป็นผู้ที่มีความชำนาญและได้รับเงินค่าจ้างด้วย

ละตินอเมริกา

ในละตินอเมริกา ชุมชนชาวคริสต์เป็นศูนย์กลางในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของศาสนจักรคาทอลิก ชุมชนดังกล่าวมีขนาดเล็กและเป็นการรวมตัวกันของผู้มีจิตศรัทธาของเขตวัดย่อย เพื่ออ่านและใคร่ครวญพระคัมภีร์ และกระตุ้นให้สมาชิกรับมือกับความท้าทายทางสังคม การเมือง และ เศรษฐกิจ ที่คนยากจนเผชิญอยู่

รูปแบบที่เป็นอยู่ของพระศาสนจักรที่บราซิลได้เป็นแบบอย่างสำหรับละตินอเมริกา เอเชีย และแอฟริกา เพราะในชุมชนชนบทที่ห่างไกล ชุมชนรากหญ้าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีศาสนบริการที่ประจำอยู่ พิธีกรรมในชุมชนเหล่านี้มักกระทำโดยฆราวาส

CELAM ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนของสังฆราชแห่งละตินอเมริกาได้ยอมรับการเติบโตของฆราวาสที่ไม่ได้รับศีลบวช หน่วยงานของ CELAM 2 แห่ง คือ Department of the Laity และ Department of Vocations and Ministries ได้สนับสนุนการประชุมในปี ค.ศ.1995 ที่ชื่อว่า “Reality in the Continent: Lay Ministries” เป้าหมายของการประชุมนี้คือเพื่อวิเคราะห์ LM ที่เป็นอยู่ในแต่ละประเทศ แยกแยะประเด็นเกี่ยวกับหลักคำสอนที่เกี่ยวข้องและแนะแนวทางในการปฏิบัติในด้านศาสนบริการ

บรรดาพระสังฆราชได้แนะนำให้ศาสนบริกรมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยมุ่งเน้น LM พื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่

  1. ศาสนบริกรด้านพระวาจา (Minister of the Word) – ทำงานหลายรูปแบบ รวมทั้งการรวมตัวและการก่อตั้งชุมชน การเทศน์ การส่งเสริมการศึกษาพระคัมภีร์ และกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนา (evangelizing activities)
  2. ศาสนบริกรด้านศีลมหาสนิท (Minister of the Eucharist) – ทำงานร่วมกับพระสงฆ์เพื่อพิธีศีลมหาสนิทและพิธีกรรมต่างๆ
  3. ศาสนบริกรด้านผู้เจ็บป่วย (Minister of the Sick) - ให้บริการผู้ป่วยและคนชราและมักจะมีบทบาทในงานการกุศล

โครงสร้างทั้งสามนี้ช่วยทำให้การบริการในวัด มีความเป็นระบบ

เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1998 บรรดาพระสังฆราชแห่งบราซิลได้ประชุมสมัชชาใหญ่หัวข้อ “Mission and Ministries of Lay People” ซึ่งได้วางกรอบทางเทววิทยาสำหรับ LM ที่มีอยู่มากมายในบราซิล

เอเชีย

สหพันธ์สภาพระสังฆราชเอเชีย (The Federation of Asian Bishops’ Conferences - FABC) ซึ่งมีประชากรคาทอลิกจำนวนเพียงไม่ถึงร้อยละ 3 ได้ต่อสู้กับความแปลกแยกที่เคยเกิดขึ้นในทวีป และได้ย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการเสวนาวัฒนธรรมพหุนิยม และจำเป็นต้องจัดการกับปัญหาความยากจนอันเป็นลักษณะเฉพาะของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก

ประมาณปี 1977 FABC ได้ตีพิมพ์ผลการสัมนาวิชาการพิเศษเกี่ยวกับงานบริการของพระศาสนจักรในเอเชีย โดยเริ่มต้นด้วยการบรรยายสถานการณ์ปัจจุบันของเอเชีย และกล่าวว่าพระศาสนจักรต้องใส่ใจกับ “สัญญาณแห่งเวลา” (signs of the times) เอกสารดังกล่าวเรียกร้องให้มีความร่วมมือกันในงานบริการของพระศาสนจักรเพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้

ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เน้นพระศาสนจักรระดับท้องถิ่นไปสู่การทำงานเพื่อพระเจ้า เอกสารและโครงการต่างๆ ของ FABC ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนจุดเน้นจากเรื่องภายในพระศาสนจักร ไปเป็นเรื่องของพันธกิจ, การเข้าสู่วัฒนธรรมท้องถิ่น-inculturation, การให้คำปรึกษา และการบริการในโลกกว้าง

ที่ประชุมสมัชชา FABC ครั้งที่ 7 เมื่อปี ค.ศ. 2000 ได้เน้นงานบริการของพระศาสนจักรที่มีการประสาน งานกันอย่างมีเป้าหมาย เอกสารต่างๆ จึงชี้ให้เห็นถึงลักษณะและความจำเป็นต้องส่งเสริมงานบริการของพระศาสนจักรโดยฆราวาสที่มีอยู่เป็นจำนวนมากผู้อุทิศช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตของตนให้แก่งานเผยแพร่ศาสนา หรืองานอาสาสมัครอื่นๆ

แอฟริกา

การประชุมพระสังฆราชว่าด้วยแอฟริกามีขึ้นที่กรุงโรมในปี ค.ศ.1994 เพื่อเตรียมต้อนรับปีฉลองสมโภช นับเป็นโอกาสหนึ่งของพระสังฆราชที่จะสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับ LM โดยหลายเดือนก่อนหน้าการประชุมคณะสงฆ์ดังกล่าวนั้น พระสังฆราช Eldoret จากเคนยากล่าวว่า

“เป็นเรื่องดีที่การประชุมคณะสงฆ์นี้  ได้เอ่ยถึงงานบริการของพระศาสนจักรซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นให้เหมาะสมกับความต้องการของ พระศาสนจักร ในแอฟริกาโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า งานบริการของพระศาสนจักรด้านงานคำสอน (catechist) การรักษาผู้ป่วย การให้คำปรึกษา การเผยแพร่ศาสนา การส่งเสริมการสมรสแบบคริสต์ ความยุติธรรมและสันติภาพ การช่วยเหลือผู้ยากไร้ งานบริการพิเศษของพระศาสนจักรเพื่อศีลมหาสนิท การเป็นผู้นำชุมชนชาวคริสต์ขนาดเล็ก ทั้งนี้ งานบริการของพระศาสนจักรโดยฆราวาสที่รับผิดชอบเขตวัดใน Kinshasa, Zaire หรือที่เรียกว่า Bakambi นั้น น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา (Arap Korir, 242-43)

งานสอนคำสอนแบบดั้งเดิมจึงได้กลายมาเป็นงานศาสนบริการที่สำคัญ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับเอเชียที่คำว่า “งานคำสอน” (catechist) มีความหมายมากกว่าการเป็นอาสาสมัครในโครงการศาสนศึกษาในเขตวัด

การประชุมสังฆราชแอฟริกาสรุปว่างานสอนคำสอนควรจะได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นระบบและได้รับกำลังใจ รวมทั้งควรได้หลักประกันเกี่ยวกับเงื่อนไขในการดำรงชีพและการทำงานอย่างเหมาะสม อีกทั้งความรับผิดชอบของพวกเขาควรได้รับการยอมรับและนับถือ “ให้ชุมชนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการกำหนดคุณลักษณะ การฝึกอบรม การสนับสนุน และการให้ค่าตอบแทนผู้สอนคำสอน (catechist) อย่างเป็นธรรม” ที่ประชุมยังได้เรียกร้องให้มีการกระตุ้นและการฝึกอบรมผู้สอนคำสอน (catechist) ต่อไปในภูมิภาคของตน (AMECEA, 299)

คิดระดับโลก ทำระดับท้องถิ่น

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของงานบริการของพระศาสนจักรในวัฒนธรรมและทวีปต่างๆ นับเป็นสิ่งท้าทายต่อการมองภาพกว้าง พระสังฆราชในส่วนต่างๆ ของโลกยอมรับฆราวาสที่อุทิศตนให้กับงานบริการของพระศาสนจักรโดยการยกฐานะของพวกเขาในชุมชน

“เห็นได้ชัดว่าในพระศาสนจักรนั้นมีงานบริการของพระศาสนจักรที่ก้าวไปสู่ ecclesial re-positioning หรือการจัดโครงสร้างใหม่ (re-configuratiojn) ที่ชัดเจนอันสืบเนื่องจากอัตลักษณ์ของชุมชน หรืออาจกล่าวได้ว่าบุคคลที่รับผิดชอบงานบริการของพระศาสนจักรดังกล่าวพบว่าตนเองมีความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ภายใน พระศาสนจักร และสันนิษฐานว่าพวกเขาจะได้รับพลังจากพระจิตในแบบที่เปรียบได้กับความสัมพันธ์ใหม่ในงานบริการของพระศาสนจักร โดยผู้ทำงานบริการของพระศาสนจักรเหล่านี้ เป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งในบางความหมายคือเป็นทั้งผู้ที่ชุมชนเรียกร้องและเป็นทั้งผู้ที่รับผิดชอบต่อชุมชน” (Gaillardetz, 135)

คำว่า ministerium ของสังฆมณฑลเป็นคำศัพท์ใหม่ซึ่งหมายถึงการรวมกลุ่มของพระสงฆ์ สังฆานุกร และผู้ทำงาน LEM นี่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่อาจจะเป็นโครงสร้างของการสนับสนุนที่ยอมรับระดับของพันธกิจและการช่วยเหลือของผู้ที่ทำงาน LEM

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2 ได้มีผู้กังวลว่าพิธีกรรมพิเศษในการมอบอำนาจแก่ฆราวาสจะถดถอยลง แต่ในปัจจุบันก็ได้มีการตอบรับ sacramental people ผู้สมัครใจที่จะร่วมงานในฐานะศาสนบริกรในรูปแบบใหม่ของพระศาสนจักร (การจัดการใหม่ – re-positioning) อันเกิดจากพันธกิจใหม่ในงานบริการของพระศาสนจักร

งานบริการของพระศาสนจักรทุกแห่งมีศีลล้างบาปเป็นรากฐาน โดยการริเริ่มงานบริการของพระศาสนจักรหนึ่งแห่งในชุมชนหนึ่งที่มีพื้นฐานของความเป็นผู้รับใช้ ้-ministerial อย่างไรก็ตามศีลล้างบาปก็ไม่ได้กำหนดให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมีบทบาทในงานบริการของพระศาสนจักรเป็นพิเศษ ดังนั้น เราจึงควรกระตุ้นให้มีพิธีกรรมในการรับเข้าเป็นศาสนบริกรสำหรับผู้ที่อุทิศตนในฐานะฆราวาสช่วยงานบริการของพระศาสนจักร-LEM

สรุป

เท่าที่ศึกษาเรื่องศาสนบริการในรูปแบบใหม่ๆ จากทั่วโลก พบว่ามีทั้งความเหมือนและความต่าง ทั้งยังเป็นการย้ำว่าประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของศาสนบริการในพระศาสนจักรสหรัฐฯ ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะตัวแม้ว่าจะมีรูปแบบพิเศษหลายอย่างที่เราเรียกกันว่า LEM

เราได้ประโยชน์จากการใช้เวลากับ “การคิดระดับโลก ทำระดับท้องถิ่น” โดยเราต้องมีความรอบคอบในการก้าวเดินไปสู่การปฏิบัติใกล้ตัว เพื่อสนับสนุน กระตุ้น และพัฒนาสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้

เรียงเรียงจาก
 Think Globally, Act Locally: Lay Ecclesial Ministry – LEM
by Edward P. Hahnenberg