รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

บทความชื่อ Ten Ideas on Priesthood โดย George Olivera, OFMCap, India. <olivegeorge@gmail.com> จาก Review for Religious, Qualrterly 69.1, 2010 หน้า 90-96 ตีพิมพ์ในโอกาสปีพระสงฆ์ เพื่อนำสู่การใตร่ตรองสำหรับพระสงฆ์เองและผู้ที่ภาวนาให้กับพระสงฆ์

  1. ระสงฆ์คือภาพลักษณ์ของพระเจ้า (Imago Dei) เพราะเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงสร้างมาเหมือนดังได้ทรงสร้างอาดัมในปฐมกาล พระสงฆ์ได้รับเรียกจากพระเจ้าให้มาช่วยพระองค์ในการไถ่บาปของมนุษยชาติ พระสงฆ์จึงต้องมีความรักมั่นคงของพระเจ้า (hesed) มีความเชื่อที่ไม่หวั่นไหวในพระเจ้า (emeth) นักบุญโทมัส อไควนัส นิยามชีวิตของพระสงฆ์ว่าเป็นผู้ตอบรับการเชื้อเชิญของพระเจ้าเพื่อมอบชีวิตที่ว่างเปล่าสำหรับพระองค์ (a vacancy for God) พระสันตะปาปาเบเนดิ๊กต์ที่ 15 กล่าวว่า “พระสงฆ์ทุกองค์ต้องสำนึกว่าทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าคือพระเจ้า และประชาสัตบุรุษปรารถนาจะเห็นพระเจ้าในตัวพระสงฆ์” นักบุญยอห์น เวียนเนย์ กล่าวว่า “พระสงฆ์คือผู้แทนของพระเจ้า เป็นมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยอำนาจของพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่า ‘จงไป เราส่งท่านไปเหมือนดั่งที่พระบิดาทรงส่งเรามา’”
  2. พระสงฆ์คือพระคริสต์อีกผู้หนึ่ง (Alter Christus) นักบุญเปาโลได้เขียนถึงความสำคัญของชีวิตพระสงฆ์ว่า “ไม่ใช่ข้าพเจ้าที่มีชีวิต แต่เป็นพระคริสต์ในชีวิตของข้าพเจ้า” (กท 2:20) นักบุญเทเรซาแห่งอาวิลากล่าวว่า “พระคริสต์ไม่มีร่างกาย ไม่มีมือ ไม่มีเท้า แต่พระองค์อาศัยร่างกาย มือ เท้าของพระสงฆ์ ดวงตาของพระสงฆ์จึงเป็นพระเนตรแห่งความเมตตากรุณาของพระคริสต์ ย่างเท้าของพระสงฆ์คือพระบาทที่เยี่ยมกรายของพระองค์ และมือของพระสงฆ์เป็นดั่งพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ยกขึ้นอวยพรประชาสัตบุรุษ” การเป็นพระคริสต์อีกองค์หนึ่งจึงเป็นจุดหมายสูงสุดของการเป็นพระสงฆ์ ดังที่พระเยซูนายชุมพาบาลที่ดีพร่ำเตือนพระสงฆ์ของพระองค์ว่า “จงสละชีวิตเพื่อแกะของตน”
  3. พระสงฆ์คือผู้ได้รับการเจิมด้วยพระจิต (Anointed by the Spirit) พระสงฆ์มีพระพรอันเนื่องมาจากพระจิตในศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลบรรพชา จิตใจ หัวใจ และมือของพระสงฆ์ได้รับการเจิมจากพระจิตเจ้า จึงเป็นบุคคลเหมือนสิ่งคล้ายศีล (a sacramental person) ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองอีกต่อไป แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกียะกับโลกุตระ เป็นผู้นำพระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ให้มาใกล้มนุษย์ด้วยพิธีกรรม และนำมนุษย์ให้เข้าใกล้ชิดกับพระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการวิงวอนต่อพระเจ้าอย่างไม่หยุดหย่อนในนามของประชาสัตบุรุษ
  4. พระสงฆ์บุคลากรของพระศาสนจักร (Ecclesial Person) นักบุญออกัสตินกล่าวว่า ผู้ที่ต้องการพบพระคริสต์ต้องผ่านช่องทางของพระศาสนจักร พระสงฆ์ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อพระศาสนจักรสากล ร่วมชีวิตกับพระศาสนจักรสากล เป็นโฆษกของพระศาสนจักร ทำให้พระศาสนจักรท้องถิ่นมีชีวิตชีวา ปฏิบัติหน้าที่ในระดับท้องถิ่นแต่มีจินตนาการระดับสากล นักบุญเทเรซาแห่งอาวิลา กล่าวด้วยความสุขว่า “ดิฉันเป็นลูกสาวของพระศาสนจักร” พระสงฆ์ก็ควรกล่าวทำนองเดียวกันว่า “ข้าพเจ้าเป็นบุตรขอพระศาสนจักร” พระสงฆ์จึงเป็นผู้รวบรวมลูกๆ ของพระเจ้าที่กระจายไปให้มารวมกันนมัสการสรรเสริญพระบิดา พระบุตร และพระจิต เป็นผู้เชื่อมประชากรของพระเจ้าเข้ากับสหพันธ์นักบุญ เป็นผู้นำในการประกาศความเชื่อทุกวันอาทิตย์และวันฉลองสำคัญ
  5. พระสงฆ์คือบุคคลแห่งศีลมหาสนิท (Eucharistic Person) “จงรับปังนี้ไปกินให้ทั่วกัน นี่เป็นกายของเรา จงรับถ้วยนี้ไปดื่มให้ทั่วกัน นี่เป็นถ้วยโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่” นี่เป็นบทภาวนาขอบพระคุณที่พระเยซูทรงสถาปนาศีลมหาสนิทและศีลบรรพชา บุคคลแห่งศีลมหาสนิทต้องโฟกัสชีวิตในการหยิบปัง บิออก ขอบพระคุณ ถวายพระพร และแบ่งปัน พระสงฆ์จึงต้องเป็นบุคคลที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น (altruistic person) เป็นผู้นำในการนมัสการศีลมหาสนิท อวยพรศีลฯ ถวายกิจศรัทธาด้วยใจรักต่อพระเจ้าผู้อยู่ท่ามกลางโลกในศีลมหาสนิท และนำพระเยซูไปสู่ผู้คนโดยเฉพาะคนยากจนในกิจการงานเมตตาจิต
  6. พระสงฆ์คือมนุษย์เพื่อผู้อื่น (Man for Others) ต้องมีพระเยซูเป็นศูนย์กลางชีวิตและแผ่ไปยังคนอื่นๆ ชีวิตพระสงฆ์มีพระเจ้าเป็นผู้สูงสุด บวชเพื่อนำความรักเมตตาของพระเจ้ามาให้กับโลกที่บิดเบี้ยว โลกที่เรียกกันว่าโลกาภิวัฒน์แต่ใช้ระบบเศรษฐกิจที่ไม่ใยดีต่อผู้คนที่เกี่ยวข้อง โลกนี้ยังเอาแต่แข่งขันกันร่ำรวยแทนที่จะแข่งกันแบ่งปัน พระสงฆ์ต้องนำข่าวดีของพระเจ้าไปยังคนยากจน คนที่ผิดหวังในชีวิต เป็นหนึ่งเดียวกับผู้ทนทุกข์เหล่านั้น
  7. พระสงฆ์คือบุคคลของแม่พระ (Marian Person) พระสงฆ์คาทอลิกยึดมั่นในพระนางมารีย์เสมอ พระคาร์ดินัล John Henry Newman กล่าวว่า “พระคริสต์ไม่เป็นที่รู้จักของคนในปัจจุบัน เพราะพวกเขาไม่รู้จักแม่พระ” นักบุญ Gregory Nazianzen กล่าวว่า “คนที่ไม่เชื่อว่าพระนางมารีย์เป็นมารดาของพระเจ้า คนนั้นต้องเป็นคนแปลกหน้าสำหรับพระเจ้า” นักบุญ Maximilian Kolbe กล่าวว่า “คนที่ไม่ต้องการให้พระนางมารีย์เป็นแม่ของเขา ก็เท่ากับไม่ยอมให้พระคริสต์เป็นพี่ของเขา” บุคคลของแม่พระจะรักการสวดสายประคำรำพึงถึงพระพักตร์ของพระเยซูผู้เป็นสงฆ์สูงสุด
  8. พระสงฆ์คือผู้เยียวยารักษา (Wounded Healer)  เมื่อพระเยซูทรงชีวิตในโลก พระองค์ทรงอุทิศชีวิตด้วยน้ำตา (ฮบ 5:7) พระองค์คือผู้รักษาในขณะที่ตนเองก็บาดเจ็บ เพราะพระองค์คือพระแมสสิอาห์ในคำสอนของชาวยิว (Tamuldic tale) เป็นพระแมสสิอาห์ที่ต้องทนทรมาน Lacordaire ได้อธิบายว่า “พระคริสต์สงฆ์สูงสุด เมื่อมีชีวิตในโลกพระองค์ไม่ปรารถนาความสุขส่วนตน เป็นมิตรกับทุกคนแต่ไม่เป็นของใครสักคน ร่วมทุกข์ทรมานกับผู้เจ็บป่วยทุกชนิด เสด็จจากมนุษย์สู่พระเจ้าเพื่อวิงวอนแก่มนุษย์ เสด็จจากพระเจ้ากลับสู่มนุษย์เพื่อนำการอภัยและความชื่นชมยินดี” จงตระหนักว่าในโลกของเราสิบเปอร์เซนต์ของประชากรมีทรัพย์สมบัติเท่ากับคน 70-80 เปอร์เซนต์มารวมกัน อาหารสำหรับตนเองเป็นเพียงสิ่งของแต่การให้อาหารแก่เพื่อนมนุษย์ถือเป็นจิตกุศล ดั่งคำกล่าวของอัครพระสังฆราช H?lder C?mara “เมื่อข้าพเจ้าให้อาหารแก่ผู้หิวโหยเขาเรียกข้าพเจ้าว่านักบุญ แต่เมื่อข้าพเจ้าถามว่าทำไมถึงอดอยากเขาหาว่าข้าพเจ้าเป็นคอมมิวนิสต์”
  9. พระสงฆ์คือผู้ร่วมจาริกแสวงบุญ (Pilgrim Companion) เป็นนักแสวงบุญในพระศาสนจักรที่จาริกในโลก เราต้องเดินทางไปด้วยกัน ในฐานะเป็นคนที่มีความเชื่อเหมือนกัน พระสงฆ์ต้องเป็นเพื่อนร่วมเดินทางจาริกแสวงบุญ เป็นการเปรียบเทียบกับการเดินทางมุ่งหน้าสู่สวรรค์นิรันดร พระสงฆ์ต้องเป็นเหมือนพระเยซูผู้ร่วมเดินทางกับศิษย์สองคนสู่เอ็มมาอุส ต้องให้กำลังใจเมื่อเขาสงสัยหรือผิดหวัง ต้องทำให้เขาเข้าใจพระคัมภีร์และให้เขาร่วมพิธีบิขนมปังด้วย พระสงฆ์ต้องนำความหวังแก่ผู้คน
  10. พระสงฆ์คือประกาศก (Prophetic Person) พระสงฆ์ได้รับเรียกให้เป็นผู้พูดในนามของพระเจ้าในทุกสถานการณ์ที่เป็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตเรา ดังเช่น เทคโนโลยีที่มีทั้งบวกและลบ และมีผลกระทบอย่างซับซ้อนในชีวิตของผู้คนทุกแห่งหน ค่านิยมที่เคยมีต้องหายไป ในสมัยของวัตถุนิยมเป็นใหญ่เช่นนี้ โลกต้องการประกาศกเพื่อส่องนำความสว่างและความปรีชาฉลาดในการดำเนินชีวิต การรับใช้พระเจ้าจึงมีหลากหลายรูปแบบ