ทุกครั้งที่คริสตชนในศตวรรษที่ 21 นี้ ไปวัดในวันอาทิตย์ เคยสังเกตกันไหมว่า จำนวนคนแก้บาปในระหว่างฟังมิสซานั้นน้อยลงมากเมื่อเทียบกับทศวรรษที่แล้ว และน้อยลงเป็นสัดส่วนลงมากๆ เมื่อเทียบกับทศวรรษถัดๆ ไปข้างหลัง

ผมครุ่นคิดว่า ไม่ใช่เป็นเพราะผู้คนในยุคไอทีสะท้านวิญญาณนี้มีบาปน้อยลง ทำบาปน้อยลงกว่าในยุคก่อนๆ (ซึ่งไม่น่าจะเป็นได้ในความเป็นจริง) ก็อาจเป็นเพราะคนรุ่นนี้ไม่ตระหนักถึงบาป บุญ คุณ โทษ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า การกระทำใดเป็นบาป บาปในที่นี้หมายรวมถึงทั้งบาปส่วนบุคคล (Individual Sin) และบาปสังคม (Social Sin) บาปสังคมนี้น่าจะหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายในทุกด้านทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ต่อรัฐและต่อตัวบุคคล ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ การลอยตัวค่าเงินบาทใน ค.ศ.1997 เดือนกรกฎาคม ที่มีนักการเมือง นักธุรกิจ จำนวนหนึ่งรู้ล่วงหน้านานพอที่จะปลดเปลื้องหนี้สินต่างประเทศของบริษัทของตน และสร้างความร่ำรวยด้วยการกักตุนเงินดอลล่าร์ไว้มากๆ ก่อนที่วิกฤตการณ์จะเกิดขึ้น และส่งผลสะเทือนรุนแรงไปทั้งประเทศจนนักธุรกิจจำนวนมากมายในประเทศสิ้นเนื้อประดาตัว จากผู้จัดการธนาคารกลายเป็นคนขายแซนด์วิช หลายคน (จากสถิติที่ปรากฏ นับหลายร้อยคน) ถึงกับคิดสั้นอำลาโลกอันทารุณโหดร้ายนี้ไป เป็นความผิดของพวกเขาหรือที่มิได้ล่วงรู้ข้อมูลลับสุดยอดระดับชาติล่วงหน้า เพียงเพราะพวกเขามิได้ร่วมอยู่ในทีมงานรัฐมนตรี ทีมงานธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยที่พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ถอยหลังจากวันนี้ไปอีกราว 6 ปี บาปสังคมยังครอบคลุมไปถึงนักวิชาการที่ขายตัวขายจิตวิญญาณให้กับนักธุรกิจข้ามชาติที่พร้อมจะขายสมบัติของชาติและแผ่นดินเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวตนเองและนานาบริษัทในเครือข่ายโยงใยซับซ้อนระดับโลกของตน

ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกันดารวิถีก็มีเขียนไว้ว่า “จงรู้ไว้เถิดว่า บาปของท่านย่อมตามทัน”

อารัมภบทมาค่อนข้างยาวเพื่อจะเขียนถึงพระสงฆ์ที่ผมประทับใจสุดๆในการแก้บาปตลอดชีวิตคริสตชนกึ่งศตวรรษที่ผ่านมาโดยเรียงตามลำดับทางกาลเวลาเป็นหลัก (Chronological Order)

แน่นอน ในฐานะศิษย์เก่าเยสุอิต พระสงฆ์ 2 องค์แรกที่ผมประทับใจมากยามแก้บาปกับท่านหนีไม่พ้น คุณพ่อเยสุอิต 2 องค์ คือ คุณพ่อจีน แบร์รี่ และคุณพ่อลาเชนสกี้ ผมประทับใจคุณพ่อแบร์รี่มากยามแก้บาปกับท่านในแง่ที่ว่า ในฐานะนักจิตวิทยาสมัยใหม่ที่สอนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาตลอด 30-40 ปี ท่านทราบดีว่าผมแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างพระเจ้า (GOD) กับพระศาสนจักร (The CHURCH) สำหรับผม พระเจ้าเป็นทิพย์ (Divine) ไม่ผิดพลาด และสถิตอยู่โพ้นสรรพสิ่ง ส่วนพระศาสนจักรนั้น แม้จะเริ่มต้นนับหนึ่งด้วยพระเยซูเจ้า แต่สำหรับผมแล้ว ก็หาใช่จะมีทิพยลักษณะสมบูรณ์ สัมบูรณ์เยี่ยงพระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพไม่ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของพระศาสนจักร บ่อยครั้งที่พระศาสนจักรก็ได้เคยกระทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไป อาทิเช่น การตั้งศาลศาสนา (Inquisition) ตัดสินลงโทษผู้คนที่คิดไม่เหมือนตนว่า เป็นแม่มด พ่อมด และประหารชีวิตผู้คนเหล่านั้นด้วยการเผาทั้งเป็น รวมทั้งตัดสินลงโทษกาลิเลโอที่ยืนหยัดคัดค้านความเชื่อของพระศาสนจักรในสมัยโบราณ ที่เชื่อหัวปักหัวปำโดยขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมายืนยันว่า โลกแบน ขณะที่กาลิเลโอเห็นว่า โลกกลม และโลกหาใช่ศูนย์กลางของจักรวาลตามที่พระศาสนจักรยุคโบราณเชื่อถือ แต่ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล

ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงมองว่าพระศาสนจักรก็หนีมนุษยสภาวะที่มีผิดบ้าง ถูกบ้างไม่พ้น สำหรับผมพระศาสนจักรคาทอลิกที่เดินทางอยู่ในโลกนี้ไม่สามารถหนีความเป็น Human ที่ซึมลึกอยู่ในเลือดเนื้อ ในจิตวิญญาณขององค์กรได้ (Intrinsic) เพราะฉะนั้น ยามที่ผมเข้าไปแก้บาปกับคุณพ่อจีน แบร์รี่ (ถ้าจะถอดชื่อท่านจริงๆ ตามหลักการแปลจะต้องเขียนชื่อท่านว่า ฌัง แบร์รี่ (Jean Barry) ตามหลักการถ่ายเสียงภาษาฝรั่งเศสในทฤษฎีการแปล (Transphonation)

คุณพ่อจีน แบรี่

คุณพ่อลาสเชนสกี้

ท่านชอบบอกกับผมว่า บาปานุบาปที่ผมได้สารภาพกับท่านนั้น ท่านในฐานะตัวแทนของพระเยซูเจ้าและพระศาสนจักร ท่านยกให้ผม แต่ถ้าผมไม่เห็นสัมพันธภาพ เอกภาพระหว่างพระเจ้ากับพระศาสนจักร หรือมองแบบแบ่งแยกอย่างชัดเจนเด็ดขาดตามที่ปรากฏในความคิดเห็นข้างต้นนั้น ท่านไม่มั่นใจว่าพระเจ้าจะยกบาปให้ผมหรือไม่ สมเป็นนักจิตวิทยาระดับโลกจริงๆ

ถัดจากคุณพ่อแบร์รี่ ก็หนีไม่พ้นคุณพ่อลาสเชนสกี้ในแง่ที่ว่า ท่านพยายามทำให้ผมเข้าใจเสมอมาว่า พระสงฆ์ ในมิติหนึ่งก็คือปุถุชนคนธรรมดาที่ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง เจือปนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย พระสงฆ์หาใช่มนุษย์พิเศษ หรือยอดมนุษย์ (Super Hero) ที่หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์จากวังวนของกิเลส ตัณหา ราคะ ทั้งนี้ เพราะท่านทราบว่า ผมคาดหวังสูงมากจากพระสงฆ์องคเจ้าและนักบวชที่ได้รับการเรียกและการเลือกจากพระเจ้า จากการแก้บาปกับคุณพ่อลาสเชนสกี้ ดวงตาของผมจึงสว่างขึ้นมารองรับสัจธรรมที่ว่า นักบวชมิใช่นักบุญ และในมุมกลับ ความเป็นนักบุญก็มิได้จำกัดวงอยู่แค่เฉพาะบรรดานักบวชชายหญิงของพระศาสนจักรคาทอลิกเท่านั้น

ใครที่เข้าใจผมดีจะทราบว่า พระสงฆ์องค์ต่อไปที่จะเอ่ยถึงในแง่ความประทับใจในการแก้บาปก็คือพระสงฆ์คณะพระมหาไถ่ (Redemptorist) แต่หาใช่พระสงฆ์ต่างประเทศที่มีจิตวิญญาณมิชชันนารีอย่างเต็มเปี่ยมอย่างเช่นคุณพ่อแบร์รี่และคุณพ่อลาสเชนสกี้ไม่ หากเป็นพระสงฆ์ไทยที่เราท่านตั้งสมญานามหรือฉายาให้ท่านว่าคุณพ่อเอลวิส ขออภัยท่านผู้อ่านจริงๆ ที่ผมไม่สามารถจำชื่อจริงของท่านได้ ถ้าจำไม่ผิด คิดว่าคือคุณพ่อไพโรจน์ สมงาม (ผิดพลาดโปรดอภัย)

คุณพ่อไพโรจน์

เพราะตัวเองก็เห็นคล้อยตามกับฉายาของท่านจนลืมนามจริงของท่านไป (เหมือนเด็กโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ในยุค 40 ปีที่แล้วที่จะเรียกชื่อกันด้วยชื่อบิดา จนลืมไปว่าชื่อจริงของเพื่อนเป็นเช่นไร ยิ่งยามโทรไปที่บ้านเพื่อน กลายเป็นเราขอพูดกับพ่อของเพื่อนแทน อิ อิ อิ) ครั้งหนึ่งในชีวิตคริสตชน ผมเคยเข้าไปแก้บาปกับท่านที่วัดพระมหาไถ่ ถนนวิทยุ หลังจากฟังการแก้บาปของผมแล้ว แทนที่ท่านจะกำหนดกิจใช้โทษบาปให้สวดบทข้าแต่พระบิดา วันทามารีอา เท่านั้นเท่านี้บท ท่านคงเข้าใจในจิตวิญญาณเสรีชนของผมเยี่ยงบิดาเข้าใจลูก ท่านจึงเอ่ยว่า สำหรับกิจใช้โทษบาปนั้น ให้ผมไปกำหนดเอาเองตามความต้องการส่วนตัวของผม ท่านให้เสรีภาพอย่างสมบูรณ์แก่ผมที่จะเลือกทำเยี่ยงอิสรชน

ในแง่หนึ่งผมว่าคุณพ่อไพโรจน์ หรือคุณพ่อเอลวิส เป็นเอ็กซิสเทนเชียลิสท์ที่แท้จริงองค์หนึ่ง (Existentialist) ทั้งนี้เพราะสำหรับชาวเอ็กซิสเทนเชียลิสต์แล้ว มนุษย์คือเสรีภาพ (Man is Freedom) ไม่ใช่มนุษย์มีเสรีภาพ (Man has Freedom) เสรีภาพในสายตาของชาวเอ็กซิสท์หมายถึงเสรีภาพในการเลือก (Freedom to choose) แม้แต่การเลือกที่จะไม่เลือกก็ถือเป็นการใช้เสรีภาพอย่างสมบูรณ์ของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เองมนุษย์จึงถูกสาปให้เป็นเสรีภาพ (Man is condemned to be free) มนุษย์จึงถูกเขวี้ยงมาสู่โลกเพื่อให้เป็นอิสรชนสมบูรณ์

ใช่แต่เท่านั้น คุณพ่อเอลวิสยังขอให้ผมช่วยสวดให้ท่านในฐานะที่ท่านเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งด้วย (เช่นเดียวกับที่คุณพ่อลาเชนสกี้เคยให้ความกระจ่างสว่างแก่ผมมาแล้ว) ยอมรับว่าเพียงน้อยครั้งที่ได้แก้บาปกับท่าน แต่ก็เป็นการแก้บาปที่จำได้ไม่รู้ลืมตราบจนวันนี้ แม้กาลเวลาจะผันผ่านมามากกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม ถ้าคุณพ่อเอลวิสยังมิได้กลับไปหาพระเจ้าและได้อ่านบทความชิ้นนี้ ขอให้ท่านทราบว่า ผมเป็นคริสตชนที่ศรัทธามากในวิธีคิด (Way of Thinking) ของท่านอย่างที่สุดในแง่ที่ไม่ใช่วิธีคิดแบบขนบนิยม ประเพณีนิยมที่ครอบงำวิถีชีวิตแบบไทยๆมานานแสนนานประหนึ่งคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับปฐมกาล (Genesis

หลังจากที่ผมย้ายบ้านมาอาศัยอยู่ที่พระราม 3 ผมก็หาเวลาไปวัดบ้านเซเวียร์และวัดพระมหาไถ่ไม่ค่อยได้ ผมจึงเลือกไปวัดวันอาทิตย์ตอน 17.30 น.ที่วัดเซ็นต์หลุยส์ประจำกับลูกๆ และที่นี่เอง ผมก็ได้พบกับความประทับใจในการแก้บาปกับคุณพ่อท้องถิ่นองค์หนึ่งแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ไม่เพียงแต่ตัวผมเองเท่านั้นที่ประทับใจ แม้แต่ลูกสาววัย 12-13 ขวบที่ได้เข้าไปแก้บาปกับท่าน ก็ยังมาเล่าความประทับใจให้บิดาของเธอฟัง ผมเองก็เห็นพ้องกับลูกสาวอย่างยิ่ง กล่าวคือเป็นคุณพ่อที่ให้เวลากับการแก้บาปนานมากๆ ท่านจะอบรม เทศนา สั่งสอน ให้บทเรียนชีวิต ด้วยจิตเมตตาโดยมิได้รีบร้อนที่จะให้การแก้บาปนั้นจบสิ้นไปเร็วๆ เลย อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยมีคิวแก้บาปยาวมากที่วัดเซ็นต์หลุยส์รอบเย็นก็ได้

คุณพ่อสมชาย

ท่านให้เวลากับคริสตชนแต่ละคนที่เข้าไปหาท่านไม่น้อยกว่าคนละ 20 นาทีโดยประมาณ อย่างไม่เร่งรีบ อย่างไม่ร้อนรนที่จะทำเวลาของการแก้บาปให้น้อยที่สุดแต่ได้จำนวนคนมากที่สุดเหมือนกับอีกหลายๆ วัดที่ผมเคยเจอมา ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากวิธีคิดแบบทุนนิยมที่เน้นประโยชน์สูงสุดโดยใช้เวลาน้อยที่สุด (Maximized Profit)

ผมยอมรับว่าทุกครั้งที่เข้าไปแก้บาปกับท่าน ผมได้รับความบรรเทา ความสว่าง ความเข้มแข็งที่จะต่อสู้กับชีวิตบนพื้นโลกนี้ต่อไปมาก ผมถึงกับพยายามตามล่าหาความจริงว่า คุณพ่อที่นั่งฟังแก้บาปอยู่ทางด้านซ้ายของโบสถ์วัดเซ็นต์หลุยส์ในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ คือใคร สุดท้ายก็พบว่า คือคุณพ่อสมชาย อัญชลีพรสันต์ ซึ่งแม้จะอายุไม่มาก แต่ความเข้าใจโลก และชีวิตของท่านลึกซึ้งกว่าปุถุชนหรือกัลยาณปุถุชนอีกมากมายหลายล้านที่มีอายุมากกว่าท่าน ดังสัจธรรมที่ว่า ทารกที่รู้จักธรรม แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ยังมีค่ามากกว่าคนแก่อายุร้อยปีที่เมาทางโลก

ผมสันนิษฐานว่า การที่คุณพ่อสมชายให้เวลากับคนที่มาแก้บาปมากๆ นั้นอาจมาจากประสบการณ์ตรงของท่านในการรับฟังแก้บาปของนักศึกษาคนหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่เข้ามาสารภาพบาปกับท่านว่า กลุ้มใจเรื่องเกรดการสอบไล่ กลัวว่าจะไม่จบภายใน 4 ปี ซึ่งท่านก็ได้ให้ความสว่างแก่นักศึกษาคนนั้นไปในแง่ที่ว่า สาระสำคัญของการศึกษาระดับอุดมมิใช่อยู่ที่การเรียนจบหรือไม่จบใน 4 ปี แต่อยู่ที่การทำงานหลังจากเรียนจบแล้วให้ประสบความสำเร็จ ให้มีคุณค่าความหมายต่อตัวเอง ต่อครอบครัว ต่อประเทศชาติ และต่อมวลมนุษยชาติ

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า วันรุ่งขึ้น นักศึกษาคนนั้นกระโดดตึกตาย เพราะน้อยใจในผลการเรียนที่ได้รับ คุณพ่อสมชายเล่าให้ฟังในวัด (ตอนที่ท่านเทศน์) ว่าท่านถึงกับมือสั่น อึ้ง นิ่ง งงงันไปชั่วขณะหนึ่งเมื่อเปิดอ่านข้อความในหนังสือพิมพ์ขณะที่ท่านกำลังทานอาหารเช้าอยู่ ท่านยังคิดว่า ถ้าท่านให้เวลากับนักศึกษาคนนั้นมากกว่านี้ เขา (หรือเธอ) อาจจะไม่จบชีวิต คิดสั้นแบบนี้ก็ได้ อาจจะยังมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตและโลกต่อไปก็ได้ ทั้งที่มิใช่ความผิดใดๆ ของคุณพ่อสมชายเลย

ผมเดาว่าโศกนาฏกรรมของนักศึกษาคนนั้นที่เข้ามาแก้บาปกับท่าน 1 วันก่อนอำลาโลก อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ (Turning Point) ในชีวิตการเป็นพระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกิจกรรมการฟังแก้บาปซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักประการหนึ่งของความเป็นพระสงฆ์ของท่าน ทำให้ท่านใช้เวลากับคริสตชนที่เข้ามาแก้บาปอย่างที่สมควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีของการฟังแก้บาป

ขอให้คุณพ่อทุกองค์ที่ผมเอ่ยถึงในบทความนี้รักษาความดีของท่านให้ยั่งยืนชั่วฟ้าดิน

ใช่แต่เท่านั้น ทุกครั้งที่ไปวัดเซ็นต์หลุยส์ ผมยังชอบหยิบเอาสารวัดกลับมาอ่านที่บ้านเสมอๆ เพราะมีสาระ ความคิดที่ดี นอกเหนือจากแจกฟรี ผมติดตามอ่านงานของคอลัมนิสต์ท่านหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “คนข้างวัด” มาโดยตลอด ประเมินจากวิธีคิดและน้ำเสียงในบทความแล้ว ผมคาดเดาว่าคนข้างวัดน่าจะเป็นนามปากกาของคุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์ อย่างแน่นอน ถ้าไม่ติดกับกรอบของศาสนาคาทอลิกแล้ว ผมอยากหารางวัลทางวรรณกรรมระดับชาติมาถวายท่านกับมือจริงๆ ท่านเขียนได้คม ลึก และตรงไปตรงมายิ่งกว่าไม้บรรทัดระดับตีแสกหน้าคนอ่านให้ได้สติยั้งคิด หรือคิดในมุมมองใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา