ผมมองดูคริสตชนกลุ่มเล็กๆ ในชนบทแบบนี้อย่างคิดหนัก  ก็ชาวบ้านไม่ค่อยอยู่บ้าน  ส่วนมากเข้าเมืองทำงานที่ง่ายกว่าการลงแรงทำนาที่ต้องคอยความเมตตาจากฟ้าฝน

“เรามีแข่งบอลกันนะ” เป็นข้อเสนอแนะที่ทุกคนมองหน้ากัน ดูเป็นเรื่องแปลกเพราะไม่ได้ใช้สนามมาเกือบ 20 ปี

“เอาน่า  ช่วยกันปรับปรุง”

แล้ววันเวลาก็เดินไปตามปกติ เปลี่ยนตรงที่สนามบอลซึ่งกลายเป็นที่เลี้ยงวัว ค่อยๆ ถูกปรับแต่ง มันถูกไถ ถูกตัดถูกถอนต้นไม้ที่แข็งแรง ก็คิดเอาเถอะปล่อยมานาน  งานอื่นๆ ถูกเตรียมเพื่อฉลองวัด พร้อมกับน้ำใจจากชาวบ้านที่ช่วยกันสร้างประตูฟุตบอลใหม่ ผมทานอาหารเที่ยงที่เรียบง่ายกับหลายคนที่มาช่วยกันจนสำเร็จ

วันฉลองวัด คริสตชนญาติพี่น้องได้มีโอกาสพบกัน  ใครว่าไม่น่าสนใจก็ช่างเถอะ  แต่ผมมองว่าชีวิตผ่านไป 1 ปี ช่างยาวนานกว่าจะได้กลับมาพบกันที่วัดนี้อีก  ก็ไม่รู้ว่าอีกหนึ่งปีเราจะมีเวลาอย่างนี้ด้วยกันหรือเปล่า

อาหารใจผ่านไป  อาหารกายก็ตามมา ปีนี้เราล้มวัว 1 ตัว แล้วผมก็เห็นว่าอาหารแบบเดิมๆ หมดเร็วซะจริงๆ

เราได้มีโอกาสเจอะเจอกัน ได้พูดคุยกัน นี่ต่างหากที่เป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่พระให้เรา “วันเวลา”

พ่อบ้านเตรียมพร้อมที่สนามฟุตบอลแล้ว พระสงฆ์ที่ไม่ติดธุระรวมตัวกับสามเณรลงสนามเตะบอลด้วยกัน เสียงหัวเราะสนุกสนานเมื่อเห็นพ่อของตนเองเตะบอล ก็ถูกบ้างผิดบ้างตามอายุที่มากขึ้น  ยิ่งชนกันล้มกลิ้งยิ่งเรียกเสียงฮาได้เต็มร้อย  ต้องเรียกว่าสูสี แต่เราก็ไม่ได้สนใจคะแนนสักเท่าไหร่ ก่อนหมดเวลาครึ่งแรกฝนก็เทลงมาเย็นฉ่ำไปเลย

ช่วงหยุดพัก ฝนหนักมากจนเต็นท์แทบล้ม ต้องช่วยกันจับคนละไม้คนละมือ ครึ่งหลังสนุกเป็นสองเท่า เพราะทั้งพระสงฆ์และพ่อบ้านเตะท่ามกลางสายฝน ทั้งน้ำ  ทั้งฝน  ทั้งลื่น เรียกเสียงหัวเราะสนุกสนานทั้งคนเล่นคนดู  อย่าบอกเลยนะว่าผลเป็นอย่างไร ผมรับรู้ก็อีตอนเดินออกมาจากสนาม  ชายแก่คนหนึ่งที่นั่งดูพูดออกมาว่า

“ไม่มีอย่างนี้มานาน พระสังฆราช พระสงฆ์ และพ่อบ้าน เล่นบอลด้วยกัน แม่บ้านลูกหลานมาดูมาเชียร์ ฉลองวัดปีนี้เหมือนครอบครัวเดียวกันจริงๆ”

คำพูดเรียบง่าย แต่ท้าทายความรู้สึกผมมากจริงๆ ความยิ่งใหญ่คงไม่ใช่เรื่องราวภายนอก แต่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ถ่ายทอดให้กันจากใจสู่ใจต่างหาก ขอบคุณการฉลองวัดนักบุญเปโตร บ้านโนนแฝก เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2552 ที่ผ่านไป “อบอุ่นและสนุกสนานแบบครอบครัวคริสตชน” @