ตอนอยู่บ้านเณรเล็กที่ท่าแร่ ผมเจอคุณพ่ออาวุโสใจดีท่านหนึ่ง พบเพียงครั้งแรกก็รู้สึกชอบเพราะสัมผัสถึงความใจดีของท่าน หลายคนชอบแก้บาปกับท่านนะเพราะท่านหูหนวก (ฮา)

เวลาท่านอบรมก็เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ได้มากปรัชญาเทวศาสตร์สูงส่งอะไร

“เวลาสวดสูก็ทำคือกันกับคุยกับอีพ่อ อีพ่อใจดีแท้ๆ... เพิ่นให้อีหยังแก่พวกเฮาเหมิดแม้แต่ชีวิต ขอโทษน้อเวลาที่เฮ็ดอีหยังผิด ซำนี่แหละ

อยากอายุยืนบ่ เวลากินก็หย่ำโดนๆ (เคี้ยวนานๆ) อาหารมันแหลกแล้วกระเพาะก็เฮ็ดงานบ่หนัก โรงสีสูต้องเฮ็ดงานอีกโดนเด้อ”

คำสอนพูดไทยปนอีสานก็ฟังดีไปอีกแบบ

ประทับใจในคราหนึ่งที่บ้านจอมแจ้ง ขณะที่เราสามเณรเล็กนั่งคุยกันที่นอกวัด เสียงเพลงหมอลำดังลั่นจากห้องแต่งตัวพระสงฆ์ แล้วคุณพ่อก็เดินออกมาทางประตูด้านหลังที่พวกเรานั่งอยู่

มือซ้ายประคองเทปที่แบกบนบ่า ส่วนมือขวาฟ้อนรำโยกตัวตามจังหวะเสียงเพลง ต้องบอกว่าเป็นภาพโดนใจจริงๆ พวกเราหัวเราะสนุกสนานปรบมือตามไปด้วย ยังติดตาตรึงใจกับคำพูดง่ายๆ ที่ยังชอบใช้ประจำอยู่ว่า

“อย่าไปเครียดหลายชีวิต มันบ่เกินร้อยปีดอก”

อีกครั้งที่พวกเราไปร่วมมิสซาวัดที่ท่านเป็นเจ้าวัด วัดเล็กเรียบง่ายติดถนนใหญ่สู่สกลนคร ง่ายกว่าที่คิดจริงๆ เมื่อนับย้อนหลังไป 30 ปี

“เชิญยืน...” ท่านบอกเองพร้อมกับเดินไปกดเทปที่อัดออร์แกนบรรเลง และตลอดมิสซาท่านก็เป็นคนประกาศและกดเพลงเอง พวกเรามองเป็นเรื่องแปลกๆ จนเมื่อจบมิสซานั่นแหละ ท่านบอกกับพวกเราว่า “มันบ่มีคนมาเล่นออร์แกนให้ ก็อัดเอาไว้จังซี่แหละ มีดนตรีแล้วคนก็คึกคักอยากฮ้องเพลง ต่อไปสูก็ต้องใช้คือกันแหละ ท่าเบิ่ง (คอยดู)”

วันนั้นผมมองมันเป็นเรื่องที่แปลก แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นสื่อที่มีการประยุกต์ไปอีกไกลทีเดียว ว่าไปแล้วก็คิดถึงคุณพ่อใหญ่ศรีนวล ศรีวรกุล จังเล้ยยยยย @