ขณะที่ไข้หวัดหมู (swine flu) หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 จากแม็กซิโกกำลังระบาดเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ทำให้ผู้คนต้องใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกกันทั่วโลกเพื่อความปลอดภัย ดูเหมือนเป็นแฟชั่นใหม่

วันที่ 10-11 พฤษภาคม ค.ศ.2009 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงแต่งตั้งพระคาร์ดินัลโยเซฟ เซน จากฮ่องกง อายุ 77 ปี เป็นผู้แทนพระองค์ (Special Envoy) มาเป็นประธานฉลองครบรอบ 25 ปี ในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จเยือนประเทศไทย

ในฐานะผู้แทนพระสันตะปาปานั้น ตามระเบียบปฏิบัติจะต้องมีผู้ติดตามมาด้วย ในครั้งนี้มีผู้ติดตาม 4 ท่าน คือทางสภาพระสังฆราชฯ ได้แต่งตั้งให้คุณพ่อเทพรัตน์ ปิติสันต์ และคุณพ่อเอกพงษ์ พงษ์สูงเนิน เป็นผู้ติดตาม สถานทูตวาติกันได้แต่งตั้งมงซินญอร์มาเรค ซาเลฟสก ี( Marek) และมงซินญอร์ เดนนิส คูรัปปสเซรี เป็นผู้ติดตาม รวมทั้งหมด 4 ท่าน

คุณพ่อเทพรัตน์ได้กระซิบว่า

“ในคณะซาเลเซียนของเรา มีคุณพ่อองค์หนึ่งเป็นชาวแม็กซิโก เคยเรียนรุ่นเดียวกับพระคาร์ดินัลเซนด้วย วันที่รู้ว่าพระคาร์ดินัลเซนจะมา เขาอุตส่าห์ขึ้นมาจากห้วยยาง สวมเสื้อหล่อไปรอที่สนามบินสุวรรณภูมิ  แต่ไปรอคนละตึก”

คุณพ่ออันดรูว์ เซรวันเตส อายุ 77 ปี ชายชราผู้สวมชุดขาวยาวตลอดเวลา!

พอได้ยินดังนี้ ผก็หูผึ่ง อยากติดตาม พูดคุย และแนะนำ ให้ “เพื่อนสงฆ์” ได้รู้จัก

“ผมเคยเรียนกับพระคาร์ดินัลโยเซฟ เซน ที่เมืองตุริน เรียนเทววิทยา 4 ปี พระคุณเจ้าประพนธ์ ชัยเจริญ เป็นรุ่นพี่พวกเรา 1 ปี”

“ผมเป็นชาวแม็กซิโก มีพี่น้องรวมทั้งผมด้วย 6 คน ผมเป็นคนที่ 3 พี่ชายคนที่ 2 เป็นพระสงฆ์คณะเยสุอิต ทุกคนยังมีชีวิตอยู่”

ปัจจุบันอยู่ที่วัดแม่พระฟาติมา ห้วยยาง ประจวบคีรีขันธ์ ดูแลวัดทับสะแก คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม เป็นเจ้าอาวาส”

คุณพ่อเข้าเป็นสมาชิกคณะซาเลเซียน ค.ศ.1956 สมัยอยู่ที่เม็กซิโก บวชเป็นพระสงฆ์วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1963 บวชมาได้ 46 ปีแล้ว

“ผมเกิดที่แม็กซิโก อยากจะมาประเทศไทย เรียนภาษาไทยโดยซื้อเทปมาฟัง ซื้อหนังสือมาเรียนด้วยตนเอง 3 ปี และมาประเทศไทยสมัยพระคุณเจ้าเปโตร คาเร็ตโต อยู่ในประเทศไทย 3 ปี ค.ศ.1975-1978 มาถึงพร้อมกับสามเณรยอห์น ตามาโย จากฟิลิปปินส์ ตอนที่มาผมบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว อยู่ 3 ปี ย้ายไปอยู่ 8 วัดๆ”

ต่อมาไปอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ นาน 15 ปี ไปอยู่ ติมอร์ อินโดนีเซีย นาน 11 ปี

“ผมเขียนเนื้อหาวิชาคำสอนไว้เล่มหนึ่ง แต่ยังไม่ได้พิมพ์”

แม้จะอยู่ต่างประเทศมานาน แต่ก็ยังรักประเทศไทย อยากกลับมาอยู่ประเทศไทย ในช่วงวาระสุดท้ายจนถึงวันนี้ก็ได้กลับมาประเทศไทย

“วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.2006 ได้กลับมาประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 ครบ 3 ปีแล้ว แต่อยู่ที่เดียว”

ขณะที่คุยกัน นักขับร้องบนเวที กำลังร้องเพลง “อาเวมารีอา” เป็นภาษาละตินอย่างไพเราะ คุณพ่อก็พูดขึ้นว่า

“ผมชอบภาษาละติน กรีก และฮีบรู ซึ่งถือว่าเป็นภาษาของพระศาสนจักร ผมชอบภาษาละตินมากๆ”

คุณพ่อเป็นคนเคร่งครัดกับตัวเอง หรืออนุรักษ์สุดลิ่มทิ่มประตู ไม่ว่าจะอยู่บ้านและไปไหนๆ ก็จะสวมเสื้อหล่อขาวยาวตลอดเวลา

วันที่ผมได้พบและพูดคุยกันวันที่ 11 พฤษภาคม ในงานเลี้ยงรับรอง ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ คุณพ่อใส่เคลอร์ยี่แขนยาวสีดำตัวใหม่เป็นครั้งแรก

“เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาร่วมงานที่สง่างาม ใหญ่โตมาก อาหารก็อร่อยมาก”

คุณพ่อเป็นคนชอบเรียนภาษา พูดได้หลายภาษาคือ ภาษาสเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ไทย ตากาล็อก อินโดนีเซีย ละติน กรีก ฮีบรู แต่บางภาษาก็ไม่คล่องนัก พอพูดได้เล็กน้อย

วันนั้นผมนั่งคุยและมีคุณพ่อคณะซาเลเซียนอยู่ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยหลายคน คุณพ่อตามาโยเล่าถึงอดีตว่าเพราะเหตุใดผู้ใหญ่จึงให้ย้ายบ่อยมาก ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ คนเดียว 3 ปี ย้าย 8 วัด บางคนวัดละปีก็ยังรู้สึกแปลกๆ

“คุณพ่อเจอใคร พูดคุยกันไม่กี่คำ ก็จะล้างบาปให้ ผู้ใหญ่ห้ามก็ไม่ฟัง”

ผมหันไปถามคุณพ่อว่า “จริงไหม?”

คุณพ่อตอบว่า “ผมถือพระคัมภีร์ตอนที่ว่า จงไปทั่วโลก สั่งสอนนานาชาติทั่วโลก โปรดศีลล้างบาปให้เขา เดชะพระนาม พระบิดา.....ผู้ที่เชื่อก็จะได้รับความรอด”

“อ๋อ....พอเข้าใจแล้ว!” ผมถึงบางอ้อ และสังเกตว่าคุณพ่ออารมณ์ดี รับรู้ด้วยรอยยิ้ม ผมก็เลยกระเซ้าว่า

“ผมว่าพระคุณเจ้าคาเร็ตโตทำถูกแล้ว ถ้าพ่อไม่ร้อนรน ก็เพี้ยนแน่!”

คุณพ่อเซรวันเตสเอามือป้อง กระซิบข้างหูผม และพูดอย่างชัดๆ ให้ฟังว่า

“ความจริง ผมโดนไล่ไปฟิลิปปินส์!”

วันนั้นผมรู้สึกอิ่มใจที่เห็นพระสงฆ์อาวุโสองค์หนึ่งที่ผ่านชีวิตมาแม้จะเรียกว่าทุลักทุเลก็ตาม เมื่อวันเวลาผ่านไปแล้ว ที่คุณพ่อมาร่วมงานครั้งนี้ถือว่า “เสือออกจากถ้ำ” เพราะปกติไม่เคยไปไหนเลย แต่ว่าครั้งนี้ อยากมาพบเพื่อนที่เคยเรียนร่วมชั้นกันมาถึง 4 ปี และไม่เคยพบกันมานานประมาณ 40 ปีแล้ว พอได้ยินข่าวก็ดีใจอยากมาพบ วันแรกที่มารอก็ไม่ได้พบ อุตส่าห์ไปรอที่สนามบินสุวรรณภูมิ ใส่เสื้อหล่อไปรอเลยุกอย่างก็ยอมรับได้ แม้แต่ละคนอาจจะคิดต่างกัน อยู่คนละขั้วกัน

แต่ฝ่ายต้อนรับพาไปทางห้องวีไอพี. อยู่คนละตึก และเจ้าหน้าที่ก็จัดเตรียมเรื่องต้อนรับ มีรถตำรวจนำ และมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ สู่สถานทูตวาติกันเลย ไม่มีโอกาสได้พบกันวันนั้น มาพบกันวันที่ 11 พฤษภาคม ในงานเลี้ยงที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์นี่เอง รู้สึกว่าคุณพ่อดีใจเป็นพิเศษ

ผมรู้สึกว่าชีวิตของคุณพ่อยังมีอะไรที่ท้าทายและเชิญชวนให้พูดคุยได้อีกมาก วันนั้นผมรู้สึกว่าคุณพ่อมีความสุขที่ได้เล่าความหลังและยังพูดภาษาไทยได้ชัดพอสมควร ส่วนผมเองก็มีความสุขที่ได้ฟัง

“ผมคิดว่า คงไม่มีรอบสามแล้วนะครับ!”