ใครๆ ก็อยากรู้ว่า เรื่องที่เป็นความลับ เรื่องบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นพระสังฆราช ถือว่าเป็นความลับสูงสุด (Pontifical Secret) เฉพาะเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ แต่ก็พูดไม่ได้เด็ดขาด จนถึงเวลาประกาศ และวันที่ประกาศพระสังฆราชใหม่ล่าสุด คุณพ่อพิบูลย์ วิสิฐนนทชัย นั้น คุณพ่ออยู่ที่ไหน?

ที่ที่สงบ ไม่มีคนพลุกพล่าน ห่างไกลผู้คน และมีคนรู้จักและรู้ใจ คือวัดนักบุญมาร์โกซึ่งมี “คุณพ่อทอง” (คุณพ่ออนุชา ชาวแพรกน้อย) ลูกศิษย์ก้นกุฎิ เป็นเจ้าอาวาส เป็นสถานทที่ี่คุณพ่อพิบูลย์เลือกไปปลีกวิเวกในวันที่ 19 มิถุนายน 2009 “เพื่อนสงฆ์” ได้ข่าวจึงติดต่อขอให้ช่วยพูดคุย และหาเรื่องราวมาแบ่งปันกันบ้าง และนี่เป็นบทความที่คุณพ่อได้พูดคุยมาแบ่งปันกันเฉพาะในบางเรื่องเท่านั้น

เรื่องปัญหาหัวใจ ‘ผ่าตัดหัวใจ’

ย้อนไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เรื่องการผ่าตัดหัวใจเป็นเรื่องใหญ่ เสี่ยงชีวิตเหมือนอยู่บนคมมีดหมอ

คุณพ่อพิบูลย์ได้ย้อนเวลาให้ฟังว่า

เมื่ออายุ 18 ปี สมัยอยู่บ้านเณรเล็กยอแซฟ มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ และต้องทำการผ่าตัด แต่ระหว่างนั่งรอหน้าห้องผ่าตัด ก็รำพึงในใจว่า “ทำไมพระเป็นเจ้าทำกับเราอย่างนี้?” “ทำไมให้เราเป็นโรคเป็นไข้ตั้งแต่ยังหนุ่มๆ?”

แต่ที่สุดของบทรำพึงนั้น ก็คือ “ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย” คุณหมอได้ทำการผ่าตัดและแจ้งว่า ผ่าตัดหัวใจไม่สำเร็จ ไม่ครบบริบูรณ์ และถามว่าจะผ่าตัดใหม่อีกรอบไหม? เวลานั้นก็ตั้งใจไว้แล้วว่า “ไม่ขอผ่าอีกแล้ว” จะพยายามทำตัวให้อยู่กับโรคที่ตัวเองเป็นให้ได้ เป็นความทุกข์ของชีวิต เป็นกางเขนที่รับแบกและโอบกอดไว้ในชีวิตตลอดไป

เมื่อบวชแล้ว ครั้งแรกไปอยู่กับคุณพ่อบุญไทย สิงห์เสน่ห์ ที่วัดปากน้ำ ต่อมาย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด บางสะแก ณ วัดแห่งนี้เอง มีตำนานสืบขานของสัตบุรุษวัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด เล่าสู่ลูกหลานเกี่ยวกับเรื่องผ่าตัดหัวใจของคุณพ่อพิบูลย์ไว้ว่า

สัตบุรุษได้รวบรวมเงินทำบุญจากทั้งวัด เพื่อจะถวายคุณพ่อให้ไปผ่าตัดหัวใจให้ครบสมบูรณ์ ด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อคุณพ่อได้รับเงินนั้นแล้ว กลับเอาเงินทั้งหมดมาสร้างเขื่อนกั้นไม่ให้น้ำท่วมหมู่บ้านและวัด เป็นเรื่องที่โจษขานกันเสมอ เมื่อพูดถึง “หัวใจของคุณพ่อ”

วันนี้อายุ 63 ปีแล้ว คุณพ่อก็ยังอยู่มาได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ผ่าตัดซ้ำอีก และจะอยู่ต่อไป “เพื่อรักและรับใช้ ด้วยหัวใจที่มอบแด่พระเต็มร้อย” ดังบทมักญีฟีกัสสรรเสริญพระเจ้าของแม่พระ ที่คุณพ่อได้ใช้เตือนจิตใจไว้เสมอว่า ข้อคิดและปฏิบัติที่ได้จากบทสวดนี้ ที่สวดกันมาเป็นเวลากว่า 3,000 ปี ตั้งแต่นางฮันนาห์ถวายซามูแอล และมาถึงสมัยของแม่พระที่เตือนให้ระลึกถึง 3 ข้อสำคัญ คือ

หนึ่ง จะทำงานให้พระ ต้องถวายตัวหมดทั้งสิ้นแด่พระ สอง พระยกย่องคนใจสุภาพถ่อมตน และยิ่งทียิ่งซ่อนตัวเป็นพลังให้คนอื่นได้นำและทำไป สาม ความมัธยัสถ์ ยากจน เขามีทุกอย่างแต่ไม่ถือเอาเป็นของตนเอง ความยากจนแบบพระเยซูเจ้า ผลิตสมบัติยิ่งใหญ่ให้พระศาสนจักร ชีวิตนี้ถือตามบทมักนีฟิกัส เปิดโอกาสให้พระทำงานผ่านทางเรา

ชีวิตสมถะ กินนอน และรถยนต์

สมัยนี้การเดินทางเป็นเรื่องปกติ การขับรถเป็นเรื่องจำเป็น แต่คุณพ่อไปไหนมาไหน มักจะขออาศัยเขาไป แต่ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นรถเมล์ หรือ บขส. มีเพียงกระเป๋าถือเล็กๆ แม้นจะไปต่างจังหวัดก็ตาม มันอยู่ที่ใจ

“ใจ” เป็นคำไทย ใช้แทนจิตวิญญาณ เป็นที่รวมของสรรพกำลังทุกอย่างในตัวมนุษย์ เป็นพระพรที่พระเจ้าโปรดประทานให้ ดังนั้น ถ้าคนเรามี “ใจ” เราสามารถทำได้เกือบทุกอย่างโดยอาศัยใจ เราสามารถพลิกแพลงแก้ไขสถานการณ์คับขัน ให้มีทางออกที่เหมาะสมที่สุดกับเวลานั้น แต่ถ้าคนเรายึดติดกับกายภาพหรือวัตถุนิยม คนเราจะมีอิสระน้อยลงทันที เช่น คนรวยขับรถเบนซ์ เมื่อเจอรถติด รถเบนซ์ก็ไม่ได้ช่วยให้เดินทางต่อไปได้

ตอนนี้ถนนในกรุงเทพฯ บางวัน บางแห่ง รถติดนานมาก รถเบนซ์แม้จะมีราคาแพง ใช้ขับขี่ได้ดี แต่ก็ไม่คล่องตัว สู้คนที่มีรถอยู่ที่ใจ เขาสามารถปรับเปลี่ยนเป็นรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือลงมาเดินกับชาวบ้าน ก็ยังสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้ “ใจ” ทำให้คนเป็นอิสระ ฉะนั้น ก่อนที่จะทำอะไร ให้ใช้หัวใจคิดไตร่ตรองให้ดี แล้วจึงลงมือทำ “รถมันอยู่ที่ใจ”

ตั้งแต่เช้าของวันที่ 19 มิถุนายน ที่คุณพ่อปลีกวิเวก เพื่อรับพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าที่วัดนักบุญมาร์โก “คุณพ่อทอง” ได้เตรียมที่นอนหมอนอมุ้งย่างดีให้คุณพ่อ หมอนที่จะให้นอน อุตส่าห์ใส่ปลอกเตรียมไว้ เวลาตบๆ แล้วมันจะฟูขึ้น แต่คืนนั้นคุณพ่อพิบูลย์ไม่ใช้เตียง ไม่ใช้หมอน จะปูเสื่อหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือ เอาหนังสือ 2-3 เล่ม มาหนุนหัว เอาพลาสติกปูพื้น แล้วนอนอย่างสบายอารมณ์

คุณพ่อกล่าวย้ำว่า  “เรามั่นใจในสิ่งที่เราทำ ทำอย่างนี้ ไม่ต้องซักหมอน”

เวลาอาบน้ำ คุณพ่อก็จะแช่ชุดที่ใช้ใส่ในวันนั้นไว้ในกะละมัง หลังอาบน้ำก็ซักเสื้อผ้าทันที ทำอย่างนี้จนเป็นนิสัยถาวร คุณพ่อมีเสื้อผ้าทำงานมีเพียง 4 ชุด คือ เสื้อแขนยาวสีขาว 4 ตัว และกางเกงขายาวสีดำ 4 ตัวแค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว

รู้ไหมว่าครับว่าคุณพ่อยังตัดผมด้วยตัวเองอีกด้วย และผมเองยังเคยเห็นภาพน่ารักมากๆ คือ คุณพ่อตัดผมให้คุณพ่อชวลิต กิจเจริญ ด้วย

กินรีไซเคิล

ที่วัดนักบุญมาร์โกไม่มีแม่ครัว อาหารก็หามาจากที่ต่างๆ แล้วแช่ตู้เย็นไว้ เวลาจะกินก็เอามาอุ่น เวลาที่คุณพ่อพิบูลย์ได้อาหารมาจากงานประชุมพระสงฆ์ หรือจากวัดแม่พระแห่งเหรียญอัศจรรย์ หรือเหลือจากที่ให้ “อาสาโคเออร์” ทำ หรือจากอารามคาร์แมล สามพราน เราก็ทานกันอย่างนั้น แต่พอรู้สึกว่าจะเริ่มกินซ้ำแล้ว  ผมก็ชวนคุณพ่อไปทานที่ศูนย์อาหารที่ห้างโลตัส ปทุมธานี อิ่มหนึ่งก็ 35 บาท แต่คุณพ่อบอกว่า “กินในตู้เย็นให้หมดก่อน” เย็นวันนั้นมีครอบครัวใหญ่ที่ทำบุญครบรอบ 6 ปีของคุณแม่ที่จากไป เขาจัดรวมญาติและนำอาหารจำนวนมากมาถวายวัด ทำให้เรามีอาหารทานกันต่อไปได้อีกหนึ่งอาทิตย์ เมื่อคุณพ่อทำงานที่ศูนย์สังคมพัฒนาฯ กรุงเทพฯ หรือที่สำนักงานโคเออร์ คุณพ่อได้เอาอาหารถุงจากอารามพระหฤทัยฯ ไปให้พนักงานทานกันในตอนเที่ยง และก็ทานด้วยกันกับพนักงานเสมอ

ความยากจนของพ่อ

คุณพ่อเล่าให้ที่ประชุมหัวหน้าองค์กรต่างๆ ของวัดอัครเทวดาราฟาแอล ปากน้ำ ฟัง วันนั้นมีคุณพ่อวิทยา ลัดลอย เจ้าอาวาสอยู่ด้วยว่า สมัยเป็นปลัดที่วัดนี้ซึ่งมีคุณพ่อบุญไทย สิงห์เสน่ห์ เป็นเจ้าอาวาส ได้เห็นชีวิตประหยัดของคุณพ่อบุญไทย ท่านไม่มีเงิน ไม่มีของมากนัก แต่ก็เคยสร้างวัดปากลัด และสร้างโรงเรียนที่วัดปากน้ำ ด้วยการขอเงินสลึงสองสลึงจนได้เป็นปี๊ปจากชาวบ้าน ขอความร่วมมือจากชาวบ้าน

ถ้าเราจน เราจะรู้จักหาเงินช่วยคนอื่น แต่ถ้าเรารวย แล้วลูกหลานเราใช้เงินไม่เป็น ไม่รู้จักหาเงิน กลับจะผลาญเงินหมดไปเสียด้วยซ้ำ จากการที่ได้รู้จักคุณพ่อพิบูลย์มานานพอสมควร คุณพ่อไม่ได้ใช้เงินเพื่อตัวเองเลย และเงินที่สัตบุรุษถวายให้นั้น ล้วนกลับคืนไปสู่การกุศลผลบุญในงานช่วยเหลือผู้ยากไร้ และการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับงานสังคมของพระศาสนจักร

“ตัวอย่างของพระคริสตเจ้าผลักดันเรา” (2คร 5:14-17) กล่าวคือ พระองค์เกิดมาเพื่อลำบากและสิ้นพระชนม์สำหรับคนจำนวนมาก เพื่อคนรุ่นหลังผู้มีชีวิตจะได้ไม่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าและเพื่อคนอื่นทั้งปวง นี่เป็นมาตรฐานคริสตชนที่พระทรงวางเงื่อนไขไว้แล้ว กล่าวคือ ใครปรารถนาจะติดตามพระเยซูก็ต้องแบกกางเขน เสียสละตนเองตามแบบอย่างพระองค์ ที่จริงทุกคนมีโรคประจำตัวและมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมายที่แก้ไขไม่ได้ในชีวิตปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ที่พระวรสารบอกว่า เป็นชีวิตกางเขนที่ช่วยชำระ “มนุษย์เก่า” ให้สูญสิ้นไป (การคิดถึงตัวเอง การแสวงหาสุขภาพที่ไร้ขอบเขต การแสวงหาอำนาจและสมบัติมากมายมาเป็นของตน)

ถ้าคนเราคิดถึง “ตัวกู” ให้น้อยลง ก็จะมีเวลาว่างมากขึ้น สำหรับ “เป็นมนุษย์คนใหม่” เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตแบบพระคริสตเจ้า ซึ่งบัดนี้พระองค์กลับฟื้นคืนชีพแล้ว พระองค์ต้องการร่างกายของเรา เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเราในยุคปัจจุบัน ถ้าเราร่วมมือกับพระองค์ได้ ร่างกายที่เจ็บป่วยก็จะแข็งแรงขึ้น ชีวิตที่เคยมีปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขโดยอาศัยพระองค์ เพราะพระองค์ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ พระองค์สถิตอยู่กับคริสตชนทุกคนที่เชื่อ วางใจ และรักพระองค์

ความจนมี 4 แบบ 1) จนเพราะเกียจคร้าน 2) จนเพราะขาดโอกาส ขาดความรู้ หรือร่างกายทุพพลภาพ 3) จนเพราะถูกโกง ถูกคนเอาเปรียบ และ 4) จนเพราะต้องการดำเนินชีวิตตามแบบพระเยซู (พระองค์ทรงร่ำรวย แต่ทรงยอมสละทุกสิ่ง เกียรติยศ อำนาจ และแม้กระทั่งศักดิ์ศรีความเป็นพระเจ้า) พระองค์ใช้ชีวิตอย่างคนจนเพื่อมนุษย์จะได้รับส่วนแบ่งในมรดกอันมหาศาลของพระองค์

ความจนแบบที่ 4 นี้เอง คือคุณค่าวัฒนธรรมพระวรสาร นักบวชทุกคณะมักยึดถือความยากจนแบบพระเยซูเจ้า บางทีในหลวงของเราเรียกว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” คือพอเพียงแล้วสำหรับตัวกู แต่นักบวชส่วนใหญ่ก็ยังทำงานหนักเพื่อจะได้มีสมบัติที่เหลือแบ่งให้คนอื่น และเป็นทุนสำหรับขยายงานของศาสนาให้กว้างไกลออกไป

จงยึดรูปแบบ ชุดเครื่องแบบทำให้คนลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเสื้อผ้า ต่างกับคนยึดแฟชั่น ต้องมีหลายชุดและต้องทำให้ทันสมัย ดาราภาพยนตร์คงต้องยึดแฟชั่นเพราะต้องการทำให้คนอื่นสนใจในหนังละครที่ตัวเองแสดง ส่วนนักบวชมีหน้าที่สื่อคุณค่าวัฒนธรรมพระวรสาร “ซื่อๆ เรียบง่าย ประหยัด” นี่ถือวิถีชีวิตที่สามารถช่วยคนให้มีเงินเหลือใช้สำหรับเก็บออมไว้ในยามขัดสนและช่วยเหลือคนอื่น วิถีเศรษฐกิจของนักบวชจึงเป็นเศรษฐกิจยั่งยืน สมาชิกอยู่ได้ทุกแห่งทั่วประเทศในที่กันดารและในเมืองหลวงร่ำรวย เพราะเขามีเหลือแบ่งปันกัน จึงอยากเชิญชวนคริสตชนให้ยึดคุณค่าพระวรสาร “ซื่อๆ เรียบง่าย ประหยัด” ครอบครัวจะได้ไม่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ รู้จักกินอาหารที่มีคุณค่าและประหยัด รายได้ของคนจนส่วนใหญ่สูญเสียไปกับรายจ่ายค่าอาหาร

ดังนั้น “การรู้จักหาอาหารมีความสำคัญมาก” ครอบครัวที่ขาดความถี่ถ้วนในเรื่องนี้ จะไม่สามารถเอาชนะความยากจนได้ เพราะเขาไม่เรียนรู้วิชาหาอาหาร เขาจึงมีวิธีเดียวคือ “ใช้เงินซื้ออาหารกิน” สำหรับคนบ้านนอก ขอแนะนำว่าให้เพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ปลูกทุกอย่างที่ต้องการกิน เขาก็จะไม่ต้องซื้ออาหารเพราะเขามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จากสวนครัวข้างบ้านของตัวเอง สำหรับคนกรุง ขอแนะนำให้กินอาหารรวมกันเป็นครอบครัว หรือกับเพื่อนพี่น้องที่มากกว่าหนึ่งคน ทำให้สามารถแบ่งปันอาหารกันได้ สำหรับคนที่มีตู้เย็น ควรซื้ออาหารสดจากสี่มุมเมืองแช่ตู้เย็นไว้หรือทำเป็นหม้อใหญ่แล้วเก็บไว้กินได้หลายวัน เรียนรู้วิชาถนอมอาหารจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีอยู่ทั่วๆ ไป

ถ้าเราทำอาหารกินเองเราก็จะห่างไกลจากสารก่อมะเร็ง ส่วนการกินในภัตตาคารนานๆ ครั้งในวันฉลอง ก็น่าจะอนุโลมได้ ที่สุดแล้ว ทุกคนควรเข้าใจว่า เงินส่วนใหญ่มักสูญเสียไปกับค่าอาหาร ถ้าเราสามารถบริหารค่าใช้จ่ายด้านนี้ได้ ย่อมมีเงินคงเหลือแน่นอน

ผมคิดว่าคนที่ได้รู้จักคุณพ่อพิบูลย์ ย่อมสามารถเห็นแบบอย่างอีกหลายแง่มุมที่เป็นแบบอย่างได้ และในเวลาเดียวกัน ก็อาจจะเห็นจุดอ่อน ข้อบกพร่องบ้าง ก็เป็นธรรมชาติและเป็นธรรมดาของมนุษย์

แต่สิ่งที่มั่นใจและหวังว่า แบบอย่างการทุ่มเทชีวิตจิตใจของคุณพ่อยอแซฟ พิบูลย์ วิสิฐนนทชัย ที่พระได้เลือกสรรให้เป็นพระสังฆราช ประมุขสังฆมณฑลนครสวรรค์ จะเป็นพลังและเป็นกำลังใจหนุนนำบรรดาพระสงฆ์ให้เจริญชีวิตด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมายในการติดตามพระเยซูคริสตเจ้า ด้วยอุดมคติชีวิตสงฆ์ด้วย “การรักรับใช้” พี่น้องและพระศาสนจักรต่อไป...

เหตุเกิดตอนอาหารเช้า ณ วัดนักบุญมาร์โก จ.ปทุมธานี
วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.2009
ต่อเนื่องถึงช่วงบ่าย ณ อาคารสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน ค.ศ.2009

คุณพ่ออนุชา  ชาวแพรกน้อย   สัมภาษณ์