พระคุณเจ้าหลุยส์จำเนียร สันติสุขนิรันดร์ อายุ 66 ปี บวชเป็นพระสงฆ์ได้ 38 ปี เป็นพระสังฆราชนาน 10 ปี ครั้งแรกเป็นประมุขสังฆมณฑลนครสวรรค์ 7 ปี และอยู่ที่ท่าแร่นี่ 3 ปี ได้รับตั้งให้เป็นประมุขอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง

เมื่อเรียนจบบ้านเณรฟาติมา ท่าแร่ แล้วได้ไปศึกษาต่อที่กรุงโรม รุ่นเดียวกันมีคุณพ่อประวิทย์ พงษ์วิรัชไชย คุณพ่อเพิ่มศักดิ์ เสรีรักษ์ และคุณพ่อสำราญ วงศ์เสงี่ยม

มีน้องชายเป็นพระสงฆ์คณะซาเลเซียนชื่อคุณพ่อบรรจง สันติสุขนิรันดร์ อายุห่างกัน 4 ปี

ในช่วงนั้นเป็นช่วงหลังสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 พวกเณรหลายคนก็ยังตื่นเต้นและสับสนกับความเปลี่ยนแปลงในช่วงนั้น เรื่องกระแสเรียก เรื่องความนบนอบ และเรื่องชีวิตโสด

“เรื่องการบวช ปกติที่กรุงโรม จะบวชกันในเดือนธันวาคม แต่เลื่อนไปเป็นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1970 เป็นช่วงที่ต้องเขียนวิทยานิพนธ์ เตรียมสอบ และเตรียมเรื่องบวชไปด้วย ดูวุ่นวายไปหมด ผู้ใหญ่เขาคิดอะไรไม่รู้ คงจะเกรงว่าเมื่อเราบวชแล้ว อาจจะไม่อยู่ในร่องในรอยนักก็ไม่รู้ ได้บวชร่วมกันกับเพื่อนๆ 270 องค์ โดยสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ที่ลานจัตุรัสนักบุญเปโตร กรุงโรม ประเทศอิตาลี”

 คุณพ่อสำราญ เขาไม่ค่อยสบาย ต้องรีบกลับมารักษาตัวที่เมืองไทย และได้รับศีลบวชที่ท่าแร่ ค.ศ. 1971

เมื่อบวชแล้วกลับมาทำงานอยู่กับคุณพ่อคายน์ แสนพลอ่อน 3 ปี แล้วก็ไม่ค่อยสบาย

ต่อจากนั้น ก็ทำงานกับพระคุณเจ้าเกี้ยน เสมอพิทักษ์ อยู่ 7 ปี เป็นเลขานุการที่สำนักมิสซังฯ และก็ไปช่วยดูแลวัดต่างๆ ด้วย

เคยไปเรียนที่ฝรั่งเศสเพียง 8 เดือน ไปเรียนอย่างเดียว (Audit) ไม่มีปริญญา คณะเอ็มอีพี. เขาก็อยากให้คนไทยเราไปช่วยงานที่นั่นบ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับพระสังฆราชของผม กลับมาได้สองปี พระคุณเจ้าคายน์จึงได้ส่งให้ไปช่วยงานอยู่ 2 ปี งานที่ทำก็ไปเทศน์ตามวัด เป็นทีมมีพระสงฆ์จากที่อื่น เช่น จากอเมริกาใต้ อัฟริกา เอเชีย มาร่วมเป็นทีม คล้ายกับเทศน์มิสชั่นเหมือนกัน ตอนแรกก็งง ไปได้ไม่กี่วัน เขาก็เอากุญแจรถให้และบอกให้เริ่มไปเลย ขับรถไปประมาณ 600 กิโลเมตร แห่งละ 10 วัน และก็ย้ายไป

สิ่งที่ผมสังเกตเวลานั้นคือ ความเชื่อของพวกเขาน้อยลง ปฏิบัติศาสนาน้อยลงไปแยะ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนเขามีความเชื่อร้อนรน ส่งมิสชันนารีไปทั่ว แต่บัดนี้ชีวิตด้านจิตใจเหมือน “อยู่ในทะเลทราย”

ชีวิตคริสตังเรื่องครอบครัว แต่ง 3 คู่ หย่า 2 คู่ ในเมือง ตามบ้านนอก แต่งงาน 3 คู่ หย่า 1 คู่ เห็นสภาพชีวิตคริสตังแล้วมันท้อใจเหมือนกัน

เมื่อมีเวลา ผมก็ชอบไปเฝ้าศีลในวัดน้อยของคณะเงียบๆ บางครั้งก็บ่นกับพระเยซูเจ้า “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้?”

ผมทำงานอยู่สภาพระสังฆราชฯ ในตำแหน่งผู้ช่วยรองเลขาธิการคือคุณพ่อเกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช และต่อมาเมื่อคุณพ่อเกรียงศักดิ์ย้ายไป ผมก็ทำหน้าที่แทน ทำอยู่ 8 ปี และต่อจากนั้นก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราช

ทำงานในสังฆมณฑลนครสวรรค์ เนื่องจากเป็นสังฆมณฑลที่ใหญ่ กว้างมาก มีพื้นที่ถึง 13 จังหวัด และมีคริสตังเพียงหมื่นเศษๆ มีพระสงฆ์เพียง 30 กว่าองค์ งานส่วนใหญ่ก็เป็นงานบุกเบิก แพร่ธรรม ความลำบากก็คงพอๆ กัน แต่ต่างกัน

สังฆมณฑลท่าแร่ฯ มีเพียง 4 จังหวัด และมีคริสตัง 4หมื่นกว่าคน เพียง 100 กิโลก็ถึงกันหมด ชีวิตคริสตังที่นี่ค่อนข้างจะมั่นคงเข้มแข็ง บางแห่งร้อยปี หกสิบปี เป็นงานอภิบาลมากกว่า มีพระสงฆ์ 60 กว่าองค์ ดูแล้ว เหมือนมันไม่ค่อยมีอะไรท้าทาย!

สำหรับการทำงานกับพระสงฆ์

ผมถือว่าเป็น “เพื่อนร่วมงาน” และพยายามให้พวกเขาทำงานและอยู่กันเป็นกลุ่ม ไม่อยากให้โดดเดี่ยว มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน เพราะทุกวันนี้มีปัญหามาก กระแสวัตถุนิยม โลกนิยม ความสนุกสนานนิยม และบางที่ก็ยังมีความเหงา โดดเดี่ยว อยากให้พวกเขาเดินร่วมกันไป

เรามีโอกาสเข้าเงียบกันทุกเดือน หลังเกี่ยวข้าวฉลองวัดเกือบทุกเสาร์ ในช่วงฤดูร้อนหลังเฮ็ดนาแล้ว อยากให้เขาได้พบกันเป็นกลุ่มเล็กๆ 5-10 คน จะได้พูดคุยกันมากขึ้น

เรื่องงาน ก็ได้เน้นกับพระสงฆ์เราว่า ถ้าจัดเวลาแต่ละวัน และลำดับความสำคัญของงานให้ถูกต้อง ก็จะทำให้ไม่ยุ่งยาก และได้ทั้งงานและมีความสุข

การสวดภาวนา ถ้าพระสงฆ์เราใช้เวลาสักวันละ 1 ชั่วโมง ก็คิดว่าจะทำให้ชีวิตสงฆ์เราดีขึ้นมาก ถ้าเราไม่สวดภาวนา

การทำงานของเราก็คงเหมือนกับคนทั่วไป และงานอะไรที่หนักไป มากไป ก็แบ่งให้คนอื่น หรือให้คนอื่นช่วย แม้นแต่ซิสเตอร์และฆราวาสด้วย

เรื่องสวัสดิการของพระสงฆ์ ผมมองดูว่า พระสงฆ์เราส่วนใหญ่บวชมาก็ต้องกู้เงินมิสซัง หรือยืมญาติพี่น้อง และคนรู้จักมาซื้อรถ ก็กลายเป็นหนี้ ตอนนี้คิดว่าสังฆมณฑลจะจัดการให้ เพื่อความสบายใจของพวกเขา ผมจัดซื้อให้ปีละ 10 คัน และทำมาได้ 2 ปี และคนหนึ่งอย่างน้อยก็ 10 ปี ในฐานะเป็นอัครสังฆมณฑล เราก็พูดกันว่ามีอะไรก็ช่วยกัน เช่น บางสังฆมณฑลต้องการให้พระสงฆ์ของเราไปช่วย เช่นอุดรฯ มีพ่อมิสชันนารีกลับไปประเทศของเขาหลายองค์ พระคุณเจ้ายอ จากอุดรฯ ขอมา เราก็จัดพ่อของเราให้ไปช่วยสักระยะหนึ่ง

งานที่ถือว่าสำคัญเป็นอันดับแรกๆ คือ กลุ่มคริสตชนพื้นฐาน (ฺBEC, Basic Ecclesial Community) เพราะเห็นว่าสำคัญและทำให้ชุมชน พระศาสนจักรเข้มแข็ง เคยมีถึง 800 กลุ่ม แต่ทุกวันนี้เหลือ 400 กลุ่ม เนื่องจากบางกลุ่มเล็กๆ ไม่ค่อยมีผู้นำที่เข้มแข็ง เราเคยส่งพระสงฆ์และฆราวาสไปดูงานต่างประเทศเรื่องนี้ เพื่อจะได้เข้าใจจิตตารมณ์และวิธีการของเขา เมื่อกลับมาจะได้ทำงานเลย

เพราะเมื่อพวกเขาพบปะกัน ก็จะได้พูดคุย แบ่งปัน ช่วยเหลือ เอาใจใส่กันและกัน ดูแลกันเอง ทั้งเรื่องจิตใจ เรื่องการทำมาหากิน เรื่องลูกเต้าของเขาด้วย

เราได้ยินบ่อยๆ อีสานอพยพเข้าเมืองมาทำงาน ชนบทมีแต่คนแก่และเด็กๆ คริสตังเองก็มีเหมือนกัน เรื่องนี้ในฐานะนายชุมพาบาลทำอย่างไร?

เรื่องชาวอีสานอพยพย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมือง ในกรุงเทพฯ เราเคยรวมกลุ่มพวกเขา ที่โรงเรียนพระวรสาร ยานนาวา ก็เคยรวมได้ถึง 200-300 คน แต่ตอนหลังๆ ก็หายไป เนื่องจากคนที่เข้ามาทำงานกระจายไปในที่ต่างๆ มาก ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีไม่กี่แห่ง ตามวัด ตามโรงเรียน เดี๋ยวนี้กระจายและทำงานหลากหลายมาก แต่คิดว่าจะพยายามรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ยังมีแรงงานต่างประเทศอีก เมื่อ 6-7 เดือนที่ผ่านมาได้เดินทางไปไต้หวัน เพื่อพบกับคนไทยที่ไปทำงานที่ไต้หวัน เพื่อดูงานที่นั่น เพราะทางไต้หวันอยากให้มีพระสงฆ์ไทยไปอยู่ดูแลคนไทยที่นั่น คนไทยไปอยู่ที่ไต้หวันเป็นแสนคน ใน 4 สังฆมณฑลอีสาน

เราได้พูดกันและคิดว่าจะต้องพยายามจัดพระสงฆ์เราไปดูแลเขาให้ในไม่ช้านี้