วันนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับพระคุณเจ้า ถึงชีวิตและพันธกิจในฐานะพระสังฆราชสังฆมณฑลจันทบุรีและในชีวิตพระสงฆ์อันยาวนาน

พระคุณเจ้าได้เล่าเรื่องเมื่อเริ่มแรกชีวิตสังฆราชให้ฟังว่า “พระสมณทูตเวลานั้นคือ พระสมณทูตยัง ยาโดต์ ได้ประกาศให้ทราบวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1971 และต่อมาพระคุณเจ้าสงวน สุวรรณศรี ได้เป็นประธานอภิเษกวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1971 ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 นี้ ก็ครบ 37 ปี ตอนที่เป็นสังฆราชนั้นอายุเพียง 40 ปี”

“ตอนนั้น เมื่อท่านสมณทูต ยัง ยาโดต์ (ค.ศ. 1968-71) บอกให้ทราบ ก็รู้สึกงงมาก ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เพราะยังเด็ก อายุน้อยๆ ไม่รู้ว่าพระสงฆ์ผู้ใหญ่จะเชื่อฟังหรือไม่ ที่ตัดสินใจรับก็ด้วยความนบนอบและก็น้อมรับตามน้ำพระทัยยของพระ ตอนเซ็นต์ชื่อรับมือสั่นๆ เหมือนกัน”

“ตอนนี้ อายุ 76 ปี ก็กลับคิดว่า พระสงฆ์หนุ่มๆ จะทำยังไง เขาจะเชื่อฟังไหม... (หัวเราะ...)...มันเป็นช่องว่างระหว่างวัย มันกลับกันแล้ว”

จากวันนั้น ผ่านมาถึงวันนี้ ในฐานะประมุขสังฆมณฑล รับผิดชอบสูง จากสังฆมณฑลที่เป็นแบบครอบครัว เมื่อเติบใหญ่ก็มีระบบระเบียบมากขึ้น มีกรรมการบริหาร ฝ่ายงาน แผนกต่างๆ เป็นระบบ ก็ได้เห็นความเจริญ ก้าวหน้ามากขึ้นในส่วนนี้

ตอนนั้นมีพระสงฆ์เพียง 30 องค์ นอกจากนั้น มีคณะพระมหาไถ่ที่พัทยา บ้านเด็ก และคณะคามิลเลียนที่โคกวัด ปราจีนบุรี ซึ่งเขาก็มีงานของเขาเองเกี่ยวกับคนโรคเรื้อน ไม่มีวัด

พระคุณเจ้าได้ย้อนหลังให้ฟังว่า

“สมัยเป็นเด็กได้รับศีลล้างบาปจาก พระสังฆราชยาโกเบ แจง เกิดสว่าง ได้รับศีลกำลังจากพระสังฆราชเรอเน แปร์รอส ได้รับศีลบวชจากพระสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ สงวน สุวรรณศรี”

เกี่ยวกับกระแสเรียก

“...มาจากแม่ แม่ไม่ได้เรียนหนังสืออะไร เป็นคนญวน แต่ท่านศรัทธา เมื่อแม่แต่งงานมีลูก 4 คน เตี่ยก็มาตายจากไป แล้วแม่ก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านซิสเตอร์ วัดกาลหว่าร์ ทำอาหารให้คุณพ่อกียู

ต่อมาน้องชายบิดาคุณพ่อวัชรินทร์ สมานจิต ก็มาขอแต่งงานกับแม่ แล้วก็ย้ายบ้าน และครอบครัวมาอยู่ที่วัดหัวไผ่”

“สมัยอินโดจีน ข้าหลวงสั่งปิดวัด ห้ามตีระฆัง ปิดโรงเรียน ที่วัดหัวไผ่ วัดนักบุญยอแซฟ พนัสนิคม วัดเซนต์ปอล แปดริ้ว วัดบางคล้า และที่ศรีราชา เด็กๆ ไม่มีที่เรียน”

“บ้านเณรเวลานั้นก็ต้องปิด เณรก็ย้ายไปอยู่ที่บางนกแขวก มีพระคาร์ดินัล มีชัย พระคุณเจ้าประพนธ์ คุณพ่อเสวียง คุณพ่อศวง ....ไปอยู่ที่นั่นกันหมด”

ท่านแปร์รอสก็ได้ให้พระสงฆ์คณะซาเลเซียนมาอยู่แทนพระสงฆ์ชาวฝรั่งเศส คุณพ่อก็มารวบรวมเด็กๆ จากวัดต่างๆ ไปรวมกันที่บ้านเณรศรีราชา รวม 2 ปี มีทั้งหมด 35 คน เป็นเหมือนหอพักเด็ก พอจบสองปีแล้ว คุณพ่อก็ถามว่าใครอยากเป็นเณรบ้าง มีเพียง 4 คนที่สมัครเข้าบ้านเณร

สำหรับผมเองเวลานั้น อยู่ชั้นป 3-4 ก็สมัครไปด้วย ท่านก็ถามว่าเพราะอะไร ก็ตอบไปว่าอยากบวชเพราะ “อยากทำมิสซาให้พ่อแม่”

“เพราะตอนนั้น เวลาเป็นเด็ก กลับมาจากวัด ก็จะมาเล่นทำมิสซากันกับน้องๆ ให้น้องเป็นคนช่วยมิสซา”

เรื่องสุขภาพ...ไม่วูบ!

ตอนนี้สุขภาพก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรมากนัก เป็นปกติดี แต่หมอบอกว่าเป็นโรคลมชักประจำตัว ก็ต้องคอยระวัง ครั้งที่แล้วที่เกิดอุบัติเหตุนั้นหมอก็บอกว่าไม่ใช่เป็นโรควูบ เพราะถ้าวูบน่าจะรู้ตัวเร็วกว่านี้ พอรถกระแทกก็น่าจะรู้ตัวแล้ว แต่นี่มันวิ่งไปเรื่อยๆ จนไปชนกับต้นเสา ก็ยังไม่รู้ตัวเลย ตอนนี้ไปไหนไกลๆ ก็มีคนช่วยขับ แต่ถ้าใกล้ๆ ก็พอขับได้

ตลอดเวลา36 ปีที่เป็นพระสังฆราช ได้บวชพระสงฆ์เฉลี่ยปีละ 2 องค์ วันที่ 29 มกราคม 2009 ก็จะครบ 50 ปีชีวิตสงฆ์

จุดเด่นคือพระสงฆ์จันทบุรี จำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็จะใกล้ชิดกันสนิทกัน ทำให้งานต่างๆ ดำเนินไปด้วยดี ร่วมมือกันดี วัดก็มีประมาณ 40 วัด ไม่มากนัก ก็พยายามไปร่วมฉลองวัด ได้รู้จักใกล้ชิดกัน

ช่วงที่รู้สึกเหนื่อยก็มีบ้าง เรื่องการปกครอง ปัญหาเกี่ยวกับพระสงฆ์เองก็มีบ้าง สมัยเป็นพระสังฆราชใหม่ๆ เราก็มีความคิดริเริ่มของตนเอง คิดว่าดี น่าทำ แต่ก็รู้สึกว่าถ้าเราเริ่มเองมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเริ่มมาจากสัตบุรุษ จากคณะสงฆ์เอง ก็จะได้รับความร่วมมือและก็ไปด้วยดี

ตอนนี้ ได้ยื่นจดหมายขอลาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 วันเกิดได้เขียนจดหมายลาเกษียณแล้ว แต่พระสันตะปาปาจะพิจารณารับหรือไม่ยังไม่ทราบ

หลังเกษียณแล้วก็คิดเล่นๆ ยังไม่จริงจังอะไรนักนะว่า อยากจะไปทำงานกับคนแก่ เพราะเคยเห็นบ้านคนชราแห่งหนึ่งในต่างประเทศ หลายคนอยากจะเรียนคำสอน รับศีลล้างบาป ก็คิดว่าอยากจะอยู่เพื่อสอนคำสอนพวกเขา ทำชีวิตให้มีประโยชน์ดีกว่าอยู่เฉยๆ รอความตาย ภาษาละตินว่า “Nunc pro Tunc”

ข้อคิดสำหรับ “เพื่อนสงฆ์” วันนี้

“เรื่องพระสงฆ์เป็นเรื่องสำคัญ เป็นพระคริสต์อีกองค์หนึ่ง พระสงฆ์เป็นคนของพระเจ้า อยู่ในโลก แต่ไม่ใช่คนของโลก

นักบุญยวงบอกว่า เราพระสงฆ์นักบวช ถูกกระแสของโลกโจมตี และบางคนก็ตกเป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านี้

ก่อนบวช เราเป็นเณร ฝึกหัดตัวมาก่อนบวชเกือบ 20 ปี ต้องมีวุฒิภาวะ ก็ต้องพยายามระมัดระวังตัว

ชีวิตของเราก็ต้องเตรียมให้ดี คงไม่ใช่เพียงความรู้เท่านั้น แต่ชีวิตจิต ไม่ใช่เรียนเรื่องความรู้ เรื่องหัว แต่เป็นเรื่องใจ จากหัวถึงใจ เพียงสองคืบ แต่ก็เดินลงมาไม่ถึงใจ ใช้เวลานานเหลือเกิน

พระสงฆ์ควรมีพ่อวิญญาณ สำคัญมาก ท่านคอยแนะนำ คอยดูแล สมัยเป็นเณรเราก็ต้องมี และเห็นประโยชน์ สมัยนี้ พระสงฆ์เราก็ควรจะมีพ่อวิญญาณเหมือนกัน จะช่วยชีวิตสงฆ์ได้ดี”