วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ สามเสน เป็นชุมคนคริสตังเก่าแก่กว่า 170 ปี บริเวณรอบๆ วัดมีโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนเซนต์ฟรังซิสเซเวียร์ โรงเรียนโยนออฟอาร์ค ทั้งอผนกอนุบาล แผนกสามัญ จนถึงระดับเทคโนโลยี และยังมีโรงเรียนเอกชนที่เป็นของคาทอลิกอีกหลายแห่ง

ติดกันไม่กี่ร้อยเมตรมีวัดแม่พระปฏิสนธินิรมล (วัดคอนเซปชัญ) อายุกว่า 333 ปี มีโรงเรียนคอนเซปชัญ แรกเริ่ม เป็นชุมชนเชื้อสายชาวโปรตุเกสและเขมร

ครอบครัวนายยวง บัปติสตา หวล อาภรณ์รัตน์ จากวัดแม่พระปฏิสนธินิรมล จันทบุรี และนางสาวเซซีลีอา แน่งน้อย เจียจวบศิลป์ สัตบุรุษวัดสามเสน ได้แต่งงานกันวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1954 และเริ่มสร้างครอบครัวในหมู่บ้านแห่งนี้ท่ามกลางบรรยากาศคริสตังที่ศรัทธา มีวัดเป็นศูนย์กลางชุมชนสามเสน

ลูกชายคนโตเกิดวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.1955 พ่อและแม่ตั้งชื่อให้ว่า วีระ อาภรณ์รัตน์ มีศาสนนามว่านักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ตามชื่อวัด เมื่อโตขึ้นได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลโรงเรียนพันธะศึกษา ต่อมาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษา ซอยร่วมฤดี เพราะคุณพ่อหวลมีอาชีพขับรถตุ๊กๆ ไปส่งลูกของคนข้างบ้านไปเรียนที่โน่นและเอาลูกชายติดรถไปด้วย เพียง 2 ปี ก็ย้ายกลับมาเรียนต่อที่ชั้นประถมปีศึกษาที่ 3-4 ที่โรงเรียนโยนออฟอาร์ค

การเรียนอยู่ในขั้นดีและยังเป็นเด็กช่วยมิสซาด้วย

หลังจากนั้น ก็มีน้องๆ เกิดตามมาทีละคนๆ

สามเณราลัยนักบุญยอแซฟ

สมัยนั้นคุณพ่อตาปีเป็นเจ้าอาวาส (ค.ศ.1926-1967) แต่ชรามากแล้ว คุณพ่อบุญเลิศ ธาราฉัตร เป็นผู้ช่วยอยู่ ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแทน

ค.ศ.1965 (พ.ศ.2508) สามเณราลัยนักบุญยอแซฟเปิดใหม่ โดยแยกมาจากสามเณราลัยพระหฤทัยศรีราชา ชลบุรี มีสามเณรทั้งหมด 146 คน ย้ายมาจากศรีราชา 85 คน เณรใหญ่อีก 61 คน

สมัยนั้นเปิดรับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.ศ.3) ในรุ่นเดียวกันที่เข้าสามเณราลัยนักบุญยอแซฟ 12 คน มีสามเณรวีระ อาภรณ์รัตน์ รุ่นเล็กสุดรวมอยู่ด้วย คุณพ่อฟรังซิสเซเวียร์ ทองดี กฤษเจริญ ซึ่งเป็นอธิการ มรณภาพกะทันหัน ในเดือนกันยายน คุณพ่อมีคาแอล ฮั่วเซี้ยง กิจบุญชู ย้ายจากวัดแม่พระลูกประคำ กาลหว่าร์ มาเป็นอธิการแทน

โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์เปิดสอนเป็นปีแรก คุณพ่อยอแซฟ เสวียง ศุระศรางค์ เป็นผู้จัดการ มีนักเรียนทั้งหมด 236 คน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ครูที่สอนส่วนใหญ่เป็นสามเณรรุ่นพี่ที่จบชั้น ม.ศ.3 มาจากศรีราชา

วันเรียนก็ไปเรียนเหมือนนักเรียนทั่วไป เรียนคละกันทั้งสามเณรและนักเรียนไปกลับหรือนักเรียนหอพักซึ่งเปิดรับปีแรกอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

วันเปิดบ้านเณรและโรงเรียนนั้น ทุกอย่างพอให้มีกิน อยู่ได้ เรียนได้ นอนได้ และค่อยๆ เรียบร้อยขึ้น

ก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิกเรียนเป็นเวลาที่อยู่บ้านเณร ก่อนไปโรงเรียนก็ทำการบ้าน จัดตารางสอน ทำความสะอาดบ้าน และกลับจากโรงเรียน มาบ้านเณรก็ทำงานบ้าน ทำความสะอาด ทำสวน งานประปา ทั้งซ่อมและต่อท่อ งานไฟฟ้า ทำตั้งแต่ซ่อมฟิวส์ขาด เปลี่ยนหลอด จนถึงเดินสายไฟทั้งอาคารเรียนทั้งหลัง ฯลฯ

วันเสาร์อาทิตย์เรียนคำสอน ภาษาอังกฤษและภาษาละตินกับรุ่นพี่ๆ ส่วนรุ่นพี่ที่เรียกว่า “มาสเตอร์” รุ่นโตๆ ก็เรียนกับคุณพ่ออธิการหรือคุณพ่อประจำบ้านเณร ชีวิตนักเรียนสมัยนั้นเป็นอย่างนี้

นักเรียนแต่ละคน สามเณรแต่ละคน มักจะมีสมุดจดศัพท์ มีหนังสือเรียนติดมือตลอด มีเวลาว่างเล็กน้อย ก็ต้องท่องศัพท์ ดูหนังสือ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ คิดดูแล้วเวลาว่างแต่ละวันแทบจะไม่มีเอาเลย

เวลาสอบก็จะสอบพร้อมกันที่โรงยิมเนเซียม และเวลาประกาศผลสอบก็ใช้โรงยิมเช่นเดียวกัน โดยนักเรียนทั้งโรงเรียนจะนั่งเป็นชั้นๆ เรียงกันไป เต็มทั้งโรงยิม มีคุณพ่ออธิการ คุณพ่อผู้จัดการ และคุณครูประจำชั้น จะเป็นผู้ประกาศผลสอบ อ่านดังๆ ทีละคน โดยอ่านตั้งแต่คนที่ได้คะแนนสูงสุด คืออันดับที่ 1 อันดับที่ 2 และอันดับที่ 3 เรียงไปเรื่อยๆ จนถึงคนสุดท้าย

สมัยก่อนผู้ที่ได้คะแนน 50 % ถือว่าผ่าน คนที่ได้คะแนนต่ำกว่าถือว่าสอบตก คนที่สอบได้คะแนนไม่ถึง 50 % จะถูกเรียกชื่อและต้องออกไปยืนเรียงแถว โดยเว้นช่องไฟห่างกันเล็กน้อยให้รู้ว่าสอบไม่ผ่าน

แต่สำหรับทางบ้านเณรนั้น เกรดของสามเณรถ้าได้คะแนนไม่ถึง 60% ต้องซ้ำชั้น นี่เป็นเกณฑ์และเงื่อนไข การเรียนสมัยนั้น เสียงปรบมือจะอยู่ที่ 3 อันดับแรกเท่านั้น

การประกาศผลสอบแต่ละครั้ง มันท้าทายให้แต่ละคนต้องออกแรง ทุ่มเท เอาจริงเอาจังกับการเรียนหนังสือมากๆ เพราะมีความอายเป็นแรงขับเคลื่อน สมัยนั้นสามเณรแต่ละชั้นที่สอบได้อยู่ในอันดับที่ 1-10 จะเป็นสามเณร เป็นส่วนใหญ่ มีนักเรียนที่ไม่ใช่สามเณรแทรกเข้ามาบ้างก็เล็กน้อย

สามเณรวีระ อาภรณ์รัตน์ หมายเลขประจำตัว “ย.อ.159” จะเป็นคนที่ถูกเรียกชื่อให้ยืนหัวแถวอยู่เป็นประจำ ตั้งแต่ชั้นประถมปีศึกษาที่ 5 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 !

ฟุตบอล เรื่องเล่นๆ แต่เอาจริงๆ

เรื่องเล่นๆ แต่เอาจริงๆ ส่วนเรื่องจริงๆ เรื่องเป็นเรื่องตาย กลายเป็นเรื่องเล่นๆ

ทุกสิ่งที่ทางบ้านเณรจัดให้ทำ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ เรื่องเล่นๆ แต่ก็จะเป็นประโยชน์เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเป็นพระสงฆ์ เวลาจะทำงานกับเยาวชน เรื่องกีฬาจะช่วยเป็นเครื่องมือให้ได้ติดต่อทำงานกับเยาวชน

เมื่อเข้าบ้านเณรใหม่ๆ บ้านเณรสร้างอยู่กลางท้องนา มีตึก 4 ชั้น โผล่ขึ้นมากลางท้องนา ซังข้าว มีตึกโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ โรงยิมมีเพียงหลังคาพื้นซีเมนต์โล่งๆ ใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ ทั้งเป็นสนามบาส โรงละคร ที่ประชุม ที่จอดรถบัส ฯลฯ

จากซังข้าว ค่อยๆ กลายเป็นสนามฟุตบอลฯ

อุปกรณ์กีฬา ลูกฟุตบอล ลูกบาส ตะกร้อ ที่ถือว่าเป็นอุปกรณ์กีฬาราคาถูกและใช้เล่นกันได้หลายคน และฟุตบอลแต่ละลูก ขนาดหนังกลับ ต้องเลาะหนังที่เสียทิ้ง และเอามาเย็บเป็นลูกฟุตบอลใช้ใหม่ เพราะสมัยก่อนมียางใน

ทุกวันจะต้องมีสามเณรแผนกเย็บ ซ่อมลูกฟุตบอล ประมาณ 3-5 คน ซ่อมกันไปเรื่อยๆ คนที่มีหน้าที่เย็บฟุตบอล ก็มีงานให้ทำตลอดทุกวัน ซ่อมเสร็จแล้วก็ต้องทดลอง ซ้อมเตะซ้อมเดาะดูว่ามันเบี้ยว มีสมดุลความเป็นลูกฟุตบอลหรือลูกลักบี้กันแน่

บางคนเล่นเตะอัดกัน ลูกบอลแตกคาเท้าก็มี!

ส่วนลูกบาสก็เล่นจน “หัวล้านเลี่ยน” ลื่นมันวับจนเล่นไม่ได้นั่นแหละ จึงเอาไปทำอย่างอื่นเล่นต่อไป

สามเณรวีระมีหน้าที่อยู่แผนกซ่อมลูกฟุตบอลด้วย และมีโอกาสใกล้ชิดกับลูกฟุตบอลมากกว่าเพื่อนอีกหลายคน

เวลาว่างแม้กลางวันแดดร้อนๆ หรือตอนเย็นๆ ก็จะเห็นสามเณรวีระและกับเพื่อนๆ เล่นฟุตบอล “ฟุตบอลติดเท้า” หรือเรียกว่าเป็นโรค “บ้าบอล”

ทั้งโรงเรียนและบ้านเณรมีการจัดตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมาและมีการแข่งกันกันตลอด ทั้งกีฬาสีในโรงเรียน กีฬาอำเภอสามพราน กีฬาจังหวัดนครปฐม และสัญจรไปต่างจังหวัดช่วงปิดเทอม มีมาสเตอร์ชัยยุทธ กิจสวัสดิ์ มาสเตอร์ขจรฤทธิ์ เถลิงศักดานุวงศ์ มาสเตอร์สวัสดิ์ ตรีนิกร และอีกหลายคน

โอกาสฉลองวัดทั้งวัดนักบุญเปโตร สามพราน วัดนักบุญอันนาท่าจีน วัดพระวิสุทธิวงส์ ลำไทร วัดพระหฤทัย ขลุง วัดแม่พระฟาติมา ห้วยยาง

สามเณรวีระจะเป็นคนที่เล่นฟุตบอลได้สวยงาม เป็นคนที่เล่นเซนเตอร์และศูนย์หน้า คอยแจกลูก ควบคุมเกม และพร้อมที่จะเป็นคนทำประตูเอง

นักฟุตบอลที่ดังที่สุดเวลานั้นคือเปเล่ เพื่อนๆ เคยตั้งฉายาให้สามเณรวีระว่า “เปเล่” ในด้านฝีเท้าและลีลาการเล่น ประเภทยากๆ ที่ไม่มีใครกล้าเล่น นักฟุตบอลสมัยนี้อาจจะเห็นลูก “ลอยตัวและเตะกลับหลัง” ว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อ 30 ปีก่อนโน้นคนไทยยังไม่เคยเห็นคนเล่นเท่าไหร่

เล่นตั้งแต่ระดับบ้านเณรเล็กจนถึงบ้านเณรใหญ่ และมหาวิทยาลัยที่กรุงโรม จากรุ่นเล็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ จนรุ่นอาวุโส

เมื่อเข้าบ้านเณรใหญ่แสงธรรม ก็เป็นนักฟุตบอล เป็นตัวหลักให้กับทีมวิทยาลัยแสงธรรม

แม้แต่เมื่อบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว ได้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่กรุงโรม ก็ยังเล่น ลีลาและลวดลายไม่อายใคร ครั้งหนึ่งหลังจากยิงทำคะแนนได้ 2 ประตู โดนฝั่งตรงข้ามรวบ แต่เสียดายกระดูกคนละเบอร์ โดนรวบคราวนั้น “กระดูกขาขวาหักต้องเข้าเฝือก” ต้องใช้ไม้ค้ำยัน อยู่ 3 เดือน!

เรื่องหนักเรื่องเบา เรื่องเล่นเอาจริงเอาจังทุกเรื่อง บาสเก็ตบอลก็เล่นได้ดี แต่หลายๆ ครั้ง ต้องเล่นในเวลาเดียวกัน จึงต้องเลือกฟุตบอลมาก ที่ไม่เล่นคือกีฬาที่ต้องลงทุนใช้เงิน เช่น เทนนิส แบตมินตัน ฯลฯ

บ้านเล็ก กับครอบครัวใหญ่

ในครอบครัวอาภรณ์รัตน์ คุณพ่อหวลและคุณแม่แน่งน้อยมีลูกทั้งหมด 12 คน ลูกคนแรกหัวปีชื่อ “วีระ” ครอบครัวไม่ได้มีมรดกคุณตาคุณยาย หรือ “มรดกเจ้าคุณปู่” แม่น้อยหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวด้วยฝีมือและน้ำพักน้ำแรงล้วนๆ คือทำขนมไทยๆ พื้นบ้านขายในหมู่บ้าน

ขายได้สตางค์และยังได้เลี้ยงลูกๆ ไปด้วย ไม่ต้องไปซื้อขนมอื่น “ขนมเจ๊น้อย” ชาวบ้านจึงรู้จักแม่ค้าคนนี้ดีทั้งฝีมือและน้ำใจ ลูกๆ แต่ละคนไม่ก็ไม่ได้สอนให้กินฟรีๆ ต้องออกแรง เป็นทั้งลูกมือแม่น้อย และเป็นลูกแม่ค้าไปด้วย

“ผมเป็น ลูกแม่ค้า”

เป็นคำพูดที่ผมได้ยินคุณพ่อวีระพูดหลายครั้งต่อหน้าผู้คนที่ประชุม เพื่อต้องการจะบอกอะไรอีกมากมายที่มีความหมายแฝงเร้นให้รู้มากกว่าคำพูดเพียงสองสามคำ ให้รู้ว่าแม่แน่งน้อยเป็นแม่ค้าทำขนมขาย

“ผมมาจากครอบครัวยากจนธรรมดาที่มีความศรัทธาไว้ใจในพระ แม้ลูกจะมากแต่ก็อบอุ่น ช่วยเหลือกัน รักกันดี”

ในฐานะที่เป็นพี่ชายคนโต ทุกคนเรียก “พี่ระ” คำนี้ย่อมมีความหมายและปลุกจิตสำนึกของพี่คนโตของน้องๆ ภายใต้จิตสำนึกคือ “ความเสียสละ หน้าที่ และความรับผิดชอบ” คนที่ไม่ได้เป็นพี่ชายคนโตจะไม่มีความสำนึก จะไม่มีวันเข้าใจคำนี้อย่างลึกซึ้ง “เสียสละเพื่อน้องๆ อีก 11 คน”

วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ.1986 แม่แน่งน้อยป่วยและเสียชีวิตด้วยอายุเพียง 55 ปีเท่านั้น เป็นเวลาที่เจ็บปวดที่สุด ถ้าบ้านมีเงินมากกว่านี้ ก็คงมีโอกาสพาแม่ไปรักษาตัวได้ดีกว่านี้ แม่ต้องจากลูกๆ หลานๆ ไปเร็ว ไม่ใช่เงื่อนไขของอายุ แ