ในบรรดาพระสงฆ์แต่ละองค์ กว่าจะได้บวชเป็นพระสงฆ์ ต่างมีที่มาเบื้องหลังต่างกัน บางคนก็เหลือเชื่อ ไม่ธรรมดา ในบรรดานักบวชที่เป็นบราเดอร์มีไม่กี่คนที่บวชเป็นพระสงฆ์ ในบรรดาคณะนักบวชที่เป็นพระสงฆ์ มีไม่กี่คนที่สมัครเป็นบราเดอร์

“ผมอยากให้เรียกว่า บราเดอร์มากกว่า เพราะคุ้นกับการเรียกอย่างนี้มาก่อน”

บราเดอร์ไมเกิ้ล ทินรัตน์ คมกฤส “ภราดาสงฆ์” คณะเซนต์คาเบรียล น้องชายคุณพ่อทัศไนย์ ซึ่งเป็น “ตั้วเฮีย” ของบ้าน ในจำนวน 9 คน บราเดอร์เป็นคนที่ 6 ผู้ได้รับฉายาว่า “ทัศไนย์ มหาราช” จากคุณพ่อชาย ขันทะโฮม เพราะเหมือนเอ็นไซโคเปเดียเคลื่อนที่

วันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 2007 นี้ “ตั้วเฮีย” ฉลองอายุ 6 รอบ, 72 ปี บราเดอร์อายุ 64 ปี ห่างกัน 8 ปี ผมเกิด ค.ศ.1943

ถวายคำปฏิญาณตนครั้งแรกวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1964

ผมบวชวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.1974 พร้อมกับบราเดอร์วินเซนต์ (มรณะ) ที่วัดนักบุญหลุยส์มารี บางแค พระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นผู้บวชให้ ในบรรดาบราเดอร์ที่บวชเป็นพระสงฆ์ยังมีอีก 2 คน คือ บราเดอร์ดำรง เลาหบุตร และบราเดอร์อำนวย ยุ่นประยงค์

ผมเป็นบราเดอร์ได้ 10 ปี ขณะนั้นเรียนเทววิทยาอยู่ที่บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย ตอนที่ไปเรียนก็ไม่ได้คิดจะบวชเป็นพระสงฆ์ แต่ระหว่างนั้น ทางคณะได้มีสมัชชาระดับโลก ซึ่งปกติกำหนดไว้ 6 ปี มีประชุมครั้งหนึ่ง ได้มีมติให้แต่ละแขวงพิจารณาเรื่องการบวชเป็นพระสงฆ์ตามความเหมาะสม ในประเทศสเปน อินเดีย สิงคโปร์ ก็มีบวชเป็นพระสงฆ์กันอยู่แล้ว ยกเว้นในฝรั่งเศสไม่มี ประเทศไทยเวลานั้นก็ยังไม่มี

ผมเรียนอยู่ 2 ปีก็จบ ระหว่างนั้นได้พักอยู่กับคณะฟรังซิสกัน มีทั้งพระสงฆ์และบราเดอร์ มีโอกาสได้เห็นชีวิตพระสงฆ์และงานอภิบาลบ้าง

เมื่อคณะเปิดโอกาสอย่างนั้น จึงได้ลองพิจารณาและปรึกษาผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ไม่ขัดข้อง จึงตัดสินใจสมัครบวชเป็นพระสงฆ์ ได้ไปศึกษาต่อ และสอนพวกโนวิสที่บังกาลอร์อีก 2 ปี

เมื่อกลับมาเมืองไทย ได้บวชเป็นพระสงฆ์และทำงานทั้งของคณะและเยาวชน ซึ่งในโรงเรียนก็เป็นเยาวชนในโรงเรียนของคณะด้วย ต่อมา ค.ศ. 1976 ได้ขอไปเรียนค่อระดับปริญญาโทเรื่องการแนะแนว ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ใช้เวลา 2 ปี

เมื่อกลับมาได้รับหน้าที่สอนที่เอแบค และเอซี. แต่ทำได้ไม่นาน

ต่อมาคุณพ่อบัญชา ศรีประมงค์ ป่วย ผู้ใหญ่จึงได้ขอให้มารับหน้าที่แทน เป็นเลขาธิการสภาเยาวชน เพราะก่อนหน้านั้นก็เป็นกรรมการของเยาวชน ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนอยู่แล้ว จนถึง ค.ศ. 1985

ค.ศ. 1985-1988 ไปศึกษาต่อที่ไซดี (SAIDI) เกี่ยวกับการพัฒนาองค์กร (Organization Development)  ในระหว่างนี้ สภาพระสังฆราชฯ กำลังประชุมวางแผนเพื่อปรับทิศทางการทำงาน ค.ศ. 1987 ได้เชิญวิทยากรจากไซดี.มา และเขาได้ขอให้ผมมาช่วยเรื่องแปล ก็เลยเข้ามาอยู่ในทีมงานสภาฯ ตั้งแต่นั้นมา

เมื่อกลับมา เจ้าคณะให้ไปอยู่ที่อัสสัมชัญ อุบลฯ แต่อยู่ได้ 1 ปี ก็ย้ายเพราะเกิดความขัดแย้งและได้ขอย้ายไปทำงานที่ค่ายผู้อพยพวินัย จังหวัดเลย อยู่ได้ประมาณ 2 อาทิตย์ เกิดเป็นไข้อย่างรุนแรง รักษาทางโน้นอยู่ระยะหนึ่งไม่หาย จึงตัดสินใจลงมารักษาที่กรุงเทพฯ ตรวจพบว่าเป็น “โรคไข้เลือดออก”

ค.ศ. 1996 เป็นช่วงที่คณะสร้างศูนย์ที่ซอยทองหล่อเสร็จใหม่ๆ บราเดอร์ศิริชัย ฟอนซีกา ซึ่งเป็นเจ้าคณะฯ ได้ขอให้มารับผิดชอบที่ศูนย์ฯ แต่อยู่ได้เพียง 1 ปี ก็มารับงานแทนบราเดอร์สุรเดช ซึ่งคณะมอบหมายให้ไปช่วยงานด้านสังคมที่สภาพระสังฆราชฯ และได้ช่วยเตรียมประชุมเกี่ยวกับทิศทางงานอภิบาลฯ เริ่ม ค.ศ.1997 แต่เริ่มจริงๆ จังๆ ค.ศ.1998-1999 อยู่ในคณะทำงานเตรียมวางแผนทิศทางงานอภิบาลด้วย และมีอนุกรรมการถึง 11 คณะ งานครั้งนี้ได้ผลดีมาก ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย จนทำให้การทำงานออกมาอย่างเรียบร้อย

ค.ศ. 2007 ได้ไปอบรมพระคัมภีร์ที่เนมี ประเทศอิตาลี 3 เดือน หลังจากจบแล้วได้ไปดูงานที่บอมเบย์ พระสังฆราชที่นั่นประกาศใช้นโยบายคริสตชนกลุ่มย่อย หรือบีอีซี. หรือจะเรียกอะไรก็ได้ ซึ่งทำมาได้ 20 ปีแล้ว ปรากฏว่าตามวัดต่างๆ ในสังฆมณฑลฯ พระสงฆ์และสัตบุรุษร่วมมือและทำเหมือนกัน จนกระทั่งทุกวันนี้ตามวัดต่างๆ มีกลุ่มเล็กๆ มากมาย ดูแลช่วยเหลือกัน รวมทั้งช่วยกิจการของวัด พวกสัตบุรุษมาช่วยงานกันอย่างแข็งขัน พระสงฆ์จึงเบาแรง มีเวลาที่จะทำงานหลักของตนได้เต็มที่

กับตำแหน่งสำนักนโยบายของสภาพระสังฆราชฯ

รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ผู้ใหญ่ไว้วางใจให้รับผิดชอบในหน้าที่สำคัญนี้ ในช่วงแรกเมื่อประกาศแผนงานอภิบาลหรือทิศทางงานอภิบาลฯ ได้รับเชิญไปช่วยให้คำแนะนำตามสังฆมณฑลต่างๆ เกือบทุกแห่ง และเริ่มต้นไปได้ระยะหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านมาได้ 5 ปี ครึ่งทาง เราก็พยายามที่จะติดตามผลว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เตรียมสำหรับปีที่เหลือ ยังเห็นว่าหลายแห่งพระสงฆ์ยังคงทำแบบเดิม ไม่ได้ยึดทิศทางฯ ของสภาพระสังฆราชฯ มากนัก สัตบุรุษก็ยังมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อย

สิ่งที่สำคัญและเป็นนโยบายกลางก็ยังไม่ได้ลงสู่ภาคปฏิบัติจริงๆ

เมื่อเห็นว่าเหลือเวลาอีก 3 ปี ได้พิจารณาเห็นว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับงานพระสงฆ์คือ พระวาจา พิธีกรรม คำสอน เป็นเรื่องอภิบาลคริสตชนของเรา ต้องประสานสัมพันธ์กัน จึงได้เสนอแผนสามปี เป็นปีพระวาจา เพื่อให้คริสตังได้ใกล้ชิดกับพระวาจาซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และได้เสนอให้คณะกรรมการฯ พระคัมภีร์เป็นแม่งานในโครงการนี้

ในกลุ่มคนที่เคยทำงานด้านสังคม เรามีการรวมกลุ่มกันเพื่อวิเคราะห์สังคม ชื่อ SAT, Social Action Theology ประชุมกันปีละ 2 ครั้ง มีพระคุณเจ้าบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ มาร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง มีคุณพ่อวัชรินทร์ สมานจิต คุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร คุณพ่อมนัส ศุภลักษณ์ คุณพ่อสุเทพ ภูผา คุณรุ่งโรจน์ ตั้งสุรเกียรติ คือคนที่ได้เคยเรียนและทำงานด้านสังคมกันมา ไม่อยากให้หยุดมองเรื่องนี้

เราพยายามที่จะยึดคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรมาเป็นแนวทาง และทุกวันนี้พยายามที่จะนำพระวาจามาเป็นหลักพื้นฐานในการศึกษาด้านสังคม

รู้สึกอย่างไร ระหว่างบราเดอร์กับพระสงฆ์?

“โดยทั่วไป ผมรู้สึกไม่ค่อยแตกต่างกัน แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่าประสบการณ์การอภิบาลตามวัดไม่มี บางอย่างจึงไม่มีความเข้าใจมากนัก และคิดว่างานที่ทำอยู่เวลานี้ ถ้าเป็นพระสงฆ์ที่เคยทำงานอภิบาล พระสงฆ์สังฆมณฑล ก็คงจะเกิดประโยชน์มากกว่านี้”

“กระแสเรียกการเป็นนักบวชได้รับอิทธิพลมาจากพี่ชายบ้าง แต่ผมตัดสินใจเข้าเป็นนักบวชเมื่อเรียนจบชั้น ม. 8 แล้ว และเป็นผู้ช่วยครูอยู่ที่ศรีราชา 1 ปี จึงตัดสินใจเข้าเป็นบราเดอร์ สมัยอธิการยอห์น แมรี่ วันที่ผมสมัครเข้าเป็นบราเดอร์นั้น ผมยังจำได้ดี ตอนนั้นอยู่ที่กรุงเทพฯ บราเดอร์ยอห์น แมรี่ ขับรถมาติดไฟแดงตรงถนนสีลมกับเจริญกรุง พอดีผมเดินอยู่ตรงนั้น ผมจึงเดินไปพบอธิการเพื่อนัดพบและพูดคุยกับท่าน พูดพลางก็ยังรู้สึกขำต่อตัวเอง”

“บราเดอร์ว่างไหม ผมอยากสมัครเป็นบราดอร์

เรื่องและภาพประกอบโดย : โทนี่  ไทยแลนด์