สงฆ์หนุ่มมาดนิ่งและนิ่ม ลุ่มลึก แม้แต่เพื่อนสมัยเป็นเณรยังเรียก “มาสเตอร์” เป็นศิษย์แสงธรรมรุ่นที่ 8 คุณพ่ออดิศักดิ์ พรงาม อายุ 54 ปี จากสังฆมณฑลจันทบุรี เป็นอธิการบ้านเณรใหญ่แสงธรรม ลำดับที่ 7

เข้าบ้านเณรเล็กพระหฤทัย ศรีราชา ชลบุรี

ก่อนบวชก็ไปอยู่ที่ฟัสกาตี้ ประเทศอิตาลี 4 เดือน และมาต่อที่ตาไกไต ประเทศฟิลิปปินส์ อีก 10 เดือน

รู้สึกอย่างไร ที่ต้องมารับหน้าที่อธิการบ้านเณรใหญ่แสงธรรม

(หัวเราะ.....นิ่ง....) ก็รู้สึกหนักใจ เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่พร้อม ไม่ได้เตรียมตัวมาสำหรับหน้าที่นี้ แม้จะอยู่บ้านเณรกลาง 4 ปี อยู่บ้านเณรใหญ่มา 12 ปีแล้วก็ตาม แต่ทำงานด้านอื่น ไม่ได้รับการอบรมมาทางด้านนี้

การอบรม

เราทำงานเป็นทีมผู้ให้การอบรม (Formators) แต่ละชั้นมีคุณพ่อประจำชั้นของตน ที่อยู่ใกล้ชิด รับรู้ แนะนำ ให้การอบรมได้มากเป็นพิเศษ

ขณะที่สังคม เรียกร้องเรื่องคุณภาพของพระสงฆ์ในอนาคตในหลายมิติ

คุณพ่อได้เล่าให้ฟังถึงประเด็นหลักๆ ในเรื่องการอบรมสามเณรให้เป็นพระสงฆ์ “เน้นด้านมนุษยธรรม ความพร้อมด้านอารมณ์  ความมุ่งมั่นในชีวิตเพื่อเป็นพระสงฆ์ สำหรับบางคนอาจจะไม่ค่อยเด่นชัดนัก สังเกตจากความรับผิดชอบในหน้าที่ และการทุ่มเทให้กับการศึกษาอบรม เพื่อเตรียมตัวเขาให้พร้อมสำหรับเป็นพระสงฆ์ในอนาคต”

ด้านภาษาอังกฤษมาถึงบ้านเณรใหญ่ต้องใช้การได้ สื่อสารรู้เรื่อง อ่านตำราภาษาอังกฤษได้ ปี 1 ต้องเรียนเพิ่มจากที่หลักสูตรวิทยาลัยกำหนดอีก 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนรุ่นโตกว่านี้ ก็พยายามส่งเสริมให้เข้าห้องสมุด ฟังภาษาอังกฤษ

เราก็พยายามเสนอต่อผู้ใหญ่ว่า เมื่อเณรเข้ามาบ้านเณรใหญ่ ภาษาอังกฤษต้องใช้การได้แล้ว ที่บ้านเณรเล็ก และบ้านเณรกลาง ต้องเตรียมให้สอดคล้องกัน และต้องสอบ ซียู.เทป (CU-TEP) 450-500 คะแนน

เรื่องภาษานี้ยาก เราอยู่ในบรรยากาศไทย พูดภาษาไทยกันในชีวิตประจำวันกัน แรงจูงใจไม่ค่อยมากนัก จะไปเอาจริงเอาจังก็ปี 6 ปี 7 โน่น

ค่าใช้จ่ายสำหรับบ้านเณร

เฉลี่ยค่าใช้จ่ายของเณรแต่ละคน คิดเป็นรายหัว 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาท) ต่อคน ต่อปี แต่ละสังฆมณฑลเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้กับทางบ้านเณร นอกจากนั้น สภาสังฆราชฯ มอบให้อีก 6 ล้านบาทต่อปี จากต่างประเทศอีก 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งวิทยาลัยด้วย

คิดอย่างไรกับการเป็นมหาวิทยลัยคาทอลิก (Catholic University)

“คงต้องศึกษาดีๆ เพราะเรื่องอาจารย์เรายังไม่พร้อมและไม่พอ พื้นที่และบรรยากาศอาจจะกลายเป็นเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วๆ ไป ไม่ใช่บรรยากาศบ้านอบรมเณร”

ขณะนี้คุณพ่อวิทยา คู่วิรัตน์ ได้รับแต่งตั้งให้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ ปัญหา อุปสรรค และผลกระทบต่อบ้านเณร ซึ่งได้เสนอต่อสภาสังฆราชฯ ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และต้องศึกษาต่อไปอีก

เงื่อนไขของการเป็นมหาวิทยาลัยคาทอลิกคือต้องเปิดสอนวิชาเทววิทยา ซึ่งทางบ้านเณรก็สอนอยู่แล้ว และต้องมีอย่างน้อย 3 คณะ และสามารถสอนถึงระดับปริญญาเอกได้

รู้สึกอย่างไร กับโครงการของเณรปี 4
(Pastoral Year)

เมื่อเณรจบปี 4 แล้ว เราให้เขาได้มีโอกาสไปฝึกงาน ไปปรับตัวบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสังฆมณฑล และขึ้นอยู่กับตัวเณรแต่ละคน ทางบ้านเณรก็จะให้ข้อแนะนำกับสังฆมณฑลว่า ควรให้เขาได้รับการพัฒนาและแก้ไขจุดใดบ้าง บางคนเป็นคนเก็บตัว บางคนไม่ค่อยมั่นใจ บางคนเรื่องวางตัวต่อคนต่างเพศ ฯลฯ

แต่เมื่อเขากลับเข้ามา สังเกตว่าเขาเติบโตขึ้นมาก เรื่องความรับผิดชอบ ความคิด ฯลฯ เอาจริงเอาจังกับชีวิตสงฆ์มากขึ้น

จากผลวิจัยเกี่ยวกับปีอภิบาล 5 รุ่นย้อนหลังไป เห็นว่าได้รับผลดี มีประโยชน์มาก เรียกว่า 100 % บางคนก็อาจจะขอยืดเวลาออกไปอีกก็ได้ ถ้าคิดว่ายังไม่พร้อม และต้องการเวลาอีก

เรื่องโทรศัพท์มือถือ ซึ่งบางคนอาจจะรู้สึกแปลกใจ ทำไมและเหตุผลอะไร ทางบ้านเณรจึงออกกฎระเบียบค่อนข้างเข้มงวด สำหรับสามเณรใหญ่

เราก็ได้พยายามพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ก่อนที่จะประกาศระเบียบเรื่องนี้ เพราะบ้านเณรเป็นช่วงเวลาฝึกหัดตัวเอง เราสังเกตอยู่ 3-4 ปีมาแล้ว และทางบ้านเณรก็มีโทรศัพท์สาธารณะสำหรับเณรโดยเฉพาะอยู่ 3 เครื่อง เมื่อเณรคนไหนมี ให้นำมาฝากไว้กับคุณพ่อประจำชั้น

ระดับปรัชญา ปี 1 ถึงปี 4 เมื่อกลับบ้านก็ขอเอากลับไปใช้ได้ ระดับเทววิทยา ปี 5 ถึงปี 7 วันเสาร์-อาทิตย์ ไปทำงานอภิบาลตามวัด ก็เอาไปใช้ได้ เพราะต้องการให้ฝึกเรื่องความมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์

เราก็พยายามเน้นว่าโทรศัพท์มีไว้ใช้งาน มิใช่มีไว้เพื่ออวดกัน แข่งขันกัน และถ้าไม่รู้จักใช้ก็จะเสียเงิน เสียเวลาและบรรยากาศการอบรม เวลาสงบนิ่งเพื่อชีวิตฝ่ายจิตใจไม่ค่อยมี มีแต่เรื่องโน้นเรื่องนี้ตลอดเวลา แม้นยามค่ำคืนก็ตาม

ประเด็นนี้ ผมได้เคยคุยกับฆราวาสหญิงซึ่งก็ใกล้ชิดกับพระสงฆ์นักบวช และทำงานในองค์กรของพระศาสนจักรมานาน ก็พูดทันทีว่า “เห็นด้วยเป็นอย่างมาก” ที่ทางบ้านเณรได้มีระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเป็นช่วงของการอบรม