คุณพ่อฝรั่ง รูปร่างใหญ่ เหมือนนักกีฬามวยปล้ำ เดินถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกที่รัก อายุ 80 ปี บวช ค.ศ.1952 หลังจากเรียนอักษรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอน ประเทศฝรั่งเศสจบแล้ว ก็เก็บข้าวของใส่กระเป๋าลงเรือมาเมืองไทย

คุณพ่อเป็นบุตรหัวปีของครอบครัว มีน้องๆ อีก 7 คน มีชีวิตอยู่ 6 คน น้องสองคนเสียชีวิต ค.ศ.2007

อยู่ประเทศไทยมากว่า 50 ปี พูดภาษาไทยอีสานรู้เรื่อง แม้จะไม่คล่องเท่ากับชาวอีสาน แต่ชีวิตที่ผ่านมาเท่าๆ กับชีวิตของอีกหลายๆ คน คุณพ่อเดินทางไปเกือบทั่วทุกหัวระแหงในภาคอีสาน

ครั้งแรก ผู้ใหญ่ส่งผมไปเมืองเว้ (Hue) ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน แต่เข้าไปไม่ได้เพราะเวียดนามเหนือกำลังจะบุกเมืองเว้ ผู้ใหญ่จึงขอให้มาประเทศไทยก่อน เมื่อมาอยู่ได้ 6 เดือน ผู้ใหญ่ก็มาเยี่ยม และบอกกับผมว่า “คุณพ่อรู้ไหม... พระสังฆราชเว้จะขอคุณพ่อคืน”

ค.ศ. 2007 ในโอกาสสัมมนาสงฆ์อีสานที่ท่าแร่ ได้จัดไปเวียดนาม ผมสมัครไปทันทีเลย และได้ไปที่เมืองเว้ที่ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้มาทำงาน แต่ต้องใช้เวลาถึง 50 กว่าปี จึงมีโอกาสได้ไป

ถ้าผมไปในเวลานั้น พระสังฆราชองค์ปัจจุบันนี้ก็คงจะเป็นลูกศิษย์ของผม เพราะนับดูเวลาแล้ว ผมต้องเป็นอาจารย์ของบ้านเณรใหญ่ในเวลานั้น “โปรวิดองส์” (Providence) ก็ตรงกัน ผมก็ปฏิเสธที่จะไปๆ มาๆ

แรกเริ่มเรียนรู้ วัฒนธรรมไทย และภาษาไทย

ได้มาอยู่กับพระคุณเจ้ามีเชล อ่อน ประคองจิต เรียนกับพระคุณเจ้ามีเชอยู่ 1 ปี จากนั้นท่านได้ส่งผมไปอยู่ที่ศรีราชากับบราเดอร์ลูโดวีโก อยู่ที่นั่น 6 เดือน เพื่อสอบ ป. 4 สอบผ่านได้คะแนน 56 หรือ 65 จำไม่ได้แน่ หลังจากนั้นก็ไปอยู่ที่บ้านเณรฟาติมาที่ท่าแร่ ไม่รู้มีปัญหาอะไร ผมนบนอบไปอยู่ที่นั่นอย่างซื่อๆ มารู้ทีหลังว่าพระคุณเจ้าบาเยต์ไม่ได้ส่งผมไป ไม่รู้ มันแปลก ถ้าพระสังฆราชไม่ได้ส่งไป แล้วผมจะไปได้อย่างไร?

ต่อมาไม่นาน เป็นโรคไต ต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ จึงถือโอกาสเรียนภาษาไทยต่ออีกเล็กน้อยราว 6 เดือน แล้วกลับไปเป็นปลัดที่วัดอุบล 1 ปี งานหลักของผมคือสอนภาษาฝรั่งเศสที่โรงเรียนสิทธิธรรมของผู้แทนชื่อสิทธิธรรมซึ่งเป็นนักการเมืองของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นโรงเรียนเอกชน แต่สอนได้เพียง 1 ปี ก็สนุกดี ต่อมาเขาโดนฟ้องในข้อหาว่ามีหัวเอียงซ้าย ต้องหนีเข้าป่า แล้วหนีไปเวียดนาม ภายหลังได้กลับมาประเทศไทย แล้วมาพบผม ต่อมาเขาได้ทำงานในหน่วยงานทหารของอเมริกัน แต่รัฐบาลไทยจะจับเขา

งานบ้านเณรเล็ก

ผู้ใหญ่ได้มอบให้ไปสอนเรียนอยู่ 8 ปี เป็นอธิการอยู่ 3 ปี ขอลาออกจากอธิการบ้านเณรและไปฝรั่งเศส กลับมาอยู่ที่วัดมหาสารคาม 3 ปี

ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการเจ้าคณะแขวงคณะมิสซังต่างประเทศที่กรุงเทพฯ 5 ปี ต่อจากคุณพ่อหลุยส์ เลออง และต่อมาคุณพ่อยัง จักแมง มารับหน้าที่แทน เป็นช่วงที่ประเทศในอินโดจีน คือ เวียดนาม และลาว แตก

ระหว่างที่เป็นอธิการเจ้าคณะอยู่นั้น ค.ศ.1975 ผมได้ไปรับพระสงฆ์ นักบวช มีซิสเตอร์ด้วย ที่ต้องลี้ภัยออกจากเวียดนามใต้ที่อรัญประเทศ รวม 11 คน ได้ไปคอยรอรับและช่วยพวกนี้ให้เข้ามาในประเทศไทย และจะกลับไปฝรั่งเศสทั้งหมด

มีคุณพ่อคณะเบเนดิกตินคนหนึ่งอยู่ในรายชื่อว่าจะต้องมา มีแต่รายชื่อ แต่ไม่เห็นหน้า ตัวไม่มา ก็ต้องไปคอยตามหาอยู่หลายอาทิตย์ ต้องไปคอยเฝ้าดูและสอบถามผู้อพยพดู และถามคนที่มา ทราบว่ามีฝรั่งถูกฆ่าตายที่เชิงสะพานแห่งหนึ่ง รวมทั้งชาวสยามและชาวอเมริกันอีกสองคน

หลังสงครามสงบแล้ว ได้พยายามไปสืบหาดู พบว่ามีกระดูกอยู่ที่นั่นจริง แสดงว่าคุณพ่อองค์นี้ถูกฆ่าตาย

ฤาษีผู้นั้นเป็นน้องชายของพระสังฆราชแห่งบาเยอซ์ (Bayeux)

มีองค์หนึ่งกลับมาช่วยงานผู้อพยพลี้ภัย คุณพ่อเวอร์เนย์เป็นพระสงฆ์เยสุอิตชาวฝรั่งเศส มาจากอินเดีย มาช่วยงานกับผู้อพยพ โอ้ย... เป็นน้องชายของนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมาก และมาจากหมู่บ้านเดียวกับนายฌาคส์ ชีรัค ซึ่งในเวลานั้น ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้เอาเรือมารับผู้อพยพในอ่าวไทย

เมื่อครบวาระอธิการเจ้าคณะแล้ว ได้มาอยู่ที่วัดนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ อยู่ 10 ปี คริสตังไม่มาก รวบรวมคริสตังมาฉลองปัสกา แต่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ 60 กิโลเมตร ต้องเดินไปเยี่ยมชาวบ้าน อยู่ที่นี่สนุกมาก ได้รับผิดชอบงานครอบครัวของสังฆมณฑล

ต่อมาไปอยู่ที่วัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด จังหวัดสุรินทร์ 3 ปี มีวัดน้อยต้องดูแลด้วย ในช่วงนี้มีซิสเตอร์คณะเมตตาธรรมแห่งเนอร์แวร์ (Charite of Nervers) เข้ามาทำงานที่สุรินทร์ และได้รับหน้าที่ให้ดูแลรับผิดชอบงานชีวิตครอบครัวระดับชาติ

ที่สุดก็มาอยู่ที่วัดนักบุญยวง บัปติสต์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลฯ อยู่มานาน 19 ปีแล้ว ต่อมาพระคุณเจ้าให้ทำงานเบาๆ ไม่ต้องดูแลครอบครัวแล้ว ตอนนี้รู้สึกเบามาก มีเวลาว่างมากเกินไป ยังเสียดายงานครอบครัว มีเพียงเป็นจิตตาธิการซิสเตอร์คณะกาปูชิน 10 คน

ผมชอบงานครอบครัวและทุ่มเทมากพอสมควร พยายามทำให้เข้าใจครอบครัวในแง่ของเทววิทยา ซึ่งเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องศีลธรรม เรื่องการคุมกำเนิด พยายามทำให้พระสงฆ์ และพระสังฆราชเข้าใจ การคุมกำเนิดได้ผลดี แต่สิ่งไม่ดีที่ตามมาอีกมากมาย ไม่มีใครพูดถึงเลย

ตอนนั้นสมณสาส์นของพระสันตะปาปาไม่มีใครแปล ผมจึงตัดสินใจลงมือแปล โดยติดต่อกับอาจารย์สารภีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภรรยาของคุณบรูซ เกสตัน นักดนตรีที่มีชื่อเสียงมาก ตอนแรกเขาเป็นโปรเตสแตนต์ ต่อมาได้สมัครเป็นคาทอลิก

อาจารย์สารภีจบปริญญาเอกจากฝรั่งเศส ช่วงนั้นผมยังเป็นอธิการเจ้าคณะที่สีลมอยู่ ได้ต้อนรับเขา หนังสือเล่มนี้ ถือว่าเป็นคำสอนที่สำคัญมากสำหรับเรื่องครอบครัว

“350 ปี ก็ดีใจที่มีคณะนี้ ทำให้เผยแพร่พระวาจาได้อย่างกว้างขวาง”

แต่ก่อนที่คณะเอ็มอีพี.จะมา ก็มีคณะเยสุอิต คณะดอมินิกัน และคณะฟรังซิสกันอยู่แล้ว คณะเอ็มอีพี. ก็มาช่วยเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่ง

ผมดีใจที่ได้เป็นสมาชิกในคณะนี้ และเป็นสมาชิกตลอดมา เข้ามาในประเทศไทยแล้วก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย

เราเองก็ต้องถ่อมตัวเหมือนกัน ถ้าดูในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร คณะมาเริ่มทำงานในประเทศไทยที่อยุธยา มีบทบาทสำคัญมาก และต่อมาไปจีน ญี่ปุ่น เกาหลี

ที่นี่ มีหลายคนเคยถามผมว่า คุณพ่อเป็นพระสงฆ์คณะอะไร?

“เป็นเยสุอิตหรือ?”

“คณะซาเลเซียนหรือ?”

“คณะมิสซังต่างประเทศแห่งปารีส!”

“???....!!!”

ดีใจอย่างหนึ่งคือ เวลานี้ยังทำงานตามจิตตารมณ์ของคณะ คือให้การอบรมผู้ที่จะบวชเป็นพระสงฆ์ พระสังฆราช และสร้างบ้านเณรขึ้นที่อยุธยา

และที่สำคัญพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู และพระสังฆราชอื่นๆ ด้วย ได้สังเกตว่าคณะได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่สังฆมณฑล ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรเป็นของตนเอง มอบให้เป็นของสังฆมณฑลทั้งหมด ทั้งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และสังฆมณฑลจันทบุรี ไม่มีอะไรเลยที่เป็นของคณะเลยจริงๆ ที่เหลืออยู่มีเพียงบ้านของคณะหลังเล็กๆ เท่านั้น”

ตลอดเวลาที่คุยกัน คุณพ่อต้องนั่งนึกชื่อคนหรือบางเรื่องอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นอาการของโรคหลงลืม คุณพ่อพูดบ่อยๆ

“ผมกำลังเป็นโรคอัลไซเมอร์”

ขณะที่คุยกับคุณพ่อกิลแมงครั้งนี้ มีสิ่งแปลกปลอมอยู่อย่างหนึ่งคือ ที่มือขวามีผ้าพันอยู่ หยิบจับอะไรไม่ค่อยสะดวก และที่ใบหน้าที่เคยเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา วันนี้ไว้หนวดไว้เครายาว จนผิดกว่าที่ผ่านมา คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า

“มือขวาที่นิ้วหัวแม่มือ ข้อที่ 3- 4 ต้องผ่าตัดที่อุบลฯ เพราะกระดูกงอก ปวดมาก ต้องให้หมอผ่าตัด และเมื่อ ค.ศ.2007 เป็นโรคหัวใจ ผ่าตัดที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ คุณหมอกิตติชัย จากจุฬาฯ มีคุณหมอบุญเสริฐคอยดูแล ได้ผ่าตัดใหญ่ เอาลิ้นหัวใจของหมูมาใส่แทน” (หัวเราะ)

“จริงๆ... ยังใช้ได้ดีอยู่”