“เพื่อนสงฆ์” ได้มีโอกาสขึ้นไปเชียงใหม่ และพักที่สำนักพระสังฆราชเชียงใหม่ ถือโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อคาร์โล ลุสซี ในฐานะพ่อบ้านและเหรัญญิกสังฆมณฑลเชียงใหม่ บ้านติดกันเพียงแต่หันหลังให้กัน!

คุณพ่อเป็นคนรูปร่างสูงสง่า สวมแว่นตาหนา พูดเร็ว ทำอะไรเป็นระเบียบเรียบร้อย ในห้องทำงานมีเพียงโต๊ะเล็กๆ มีบอร์ดข้างหลังซึ่งมีรูปคุณพ่อนิโคลาสแขวนอยู่ นอกนั้นก็เป็นเอกสาร และประกาศ ฯลฯ

บ้านศูนย์กลางของคณะเบธาราม มีอาคารสองหลังเรียบๆ ด้านหน้ามีต้นก้ามปูขนาดใหญ่ 3-4 คนโอบ แผ่กิ่งก้านคลุมพื้นที่เกือบเต็มบริเวณลานหน้าบ้าน บอกให้รู้ถึงอดีตอันยาวนานของที่นี่ และมีวัดน้อยแยกออกไปต่างหาก ปกติจะมีเพียง คุณพ่อลุสซีและคุณพ่อ ยัง ลานืส ซึ่งอาวุโส อายุ 87 ปี พอเดินได้ ต้องใช้วอล์เกอร์ และมีพนักงานคอยดูแลตลอดเวลา

เกี่ยวกับชีวิตและครอบครัว

ผมเกิดวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1934 อายุ 74 ปี เป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 9 คน สองคนสุดท้องเป็นฝาแฝด แต่เกิดมาได้ 1 วันก็ตาย ตอนเกิดมาเราก็ดีใจมาก แต่วันรุ่งขึ้นบิดาของพ่อบอกว่า “น้องได้เป็นเทวดาแล้ว และให้สวด สิริพึงมีแด่พระบิดา..ให้น้อง”

คุณพ่อนิโคลาสได้เปิดบัญชีล้างบาปคริสตังกลุ่มแรกของวัดเมืองพาน วันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1934 คริสตังคนแรกที่ได้รับศีลล้างบาปยังมีชีวิตอยู่ ชื่อลุงแสง ปันโย ตอนนี้อายุ 91 ปีแล้ว (ภรรยาเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 2008) ผมเกิดก่อนที่คุณพ่อนิโคลาสล้างบาปที่วัดเมืองพาน 10 วัน

ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์วันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1958 จากพระอัครสังฆราชมอนตินี ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 ในเวลานั้นท่านเพิ่งย้ายมาอยู่ที่มิลาน หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เป็นพระคาร์ดินัล และได้เป็นพระสันตะปาปา

เดินทางมาประเทศไทย

ผมออกเดินทางจากอิตาลีวันที่ 31 มกราคม เดินทางทางเรือมาถึงสิงคโปร์วันที่ 20 กุมภาพันธ์ เข้ามาในเมืองไทยวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1959 อยู่ในประเทศไทยมา 49 ปีแล้ว ตอนมาใหม่ๆ ได้ไปพักที่บ้านพัก คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (เอ็มอีพี.) ที่สีลม เป็นเวลา 2 วัน

ช่วงนั้นตาผมมองไม่ค่อยเห็นแล้ว ผมพักอยู่ที่สำนักมิสซังกรุงเทพฯ คุณพ่อเมอนีเอร์พักอยู่ที่โรงพิมพ์อัสสัมชัญชั้นบน อยู่ได้เพียง 2 เดือนกว่า แต่ได้ประโยชน์มาก สมัยพระสังฆราชหลุยส์ โชแรง ท่านไปร่วมประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2

“ตาบอดนี่มีประโยชน์มาก ได้ฟังเรื่องมาก!”

มาใหม่ๆ ก็ได้ไปอยู่ที่วัดเซนต์แอนโทนี่ แปดริ้ว 5 เดือน สมัยคุณพ่อลังฟังต์ เป็นเจ้าอาวาส บางครั้งก็ข้ามฟากไปวัดเซนต์ปอล สมัยคุณพ่อเศียร โชติพงษ์ ไปวัดเซนต์ร็อค ท่าไข่ สมัยคุณพ่อเอากุสติน สำอางค์ ผิวเกลี้ยง คุณพ่อพูดภาษาละตินได้คล่อง ผมเองไปอยู่เพื่อเรียนภาษาไทย และช่วยงานบ้าง ก็ได้ประสบการณ์ที่ดีมาก

หน้าที่การงาน

วันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ.1949 อยู่ที่วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ อ. พาน จ. เชียงราย 13 ปี ต่อจากคุณพ่อเตรสซี 1 ปี ต่อจากคุณพ่อแวร์ดิเอร์ 11 ปี (มีสัตบุรุษ 200 คน) วันที่มาอยู่ที่เมืองพาน ก็ยังไม่ได้ทำอะไร ช่วงคริสต์มาส ไปถวายมิสซาที่เวียงป่าเป้า เชียงราย เพราะที่นั่นไม่มีพระสงฆ์ไปอยู่นานแล้ว

อยู่ที่เมืองพาน ก็ต้องไปดูกลุ่มคริสตังที่แม่จัน ห้วยไคล้ แม่สาย เชียงคำ และพะเยา สมัยนั้นได้รู้จักคุณพ่อนิพจน์ เป็นเด็กๆ อยู่ที่นั่น และเวลาไปไหนๆ ก็ต้องใช้รถบรรทุกสาธารณะ ไม่มีรถส่วนตัว

มีซิสเตอร์อาลิส (โหน่ย) คณะพระหฤทัยฯ กรุงเทพฯ มาอยู่ช่วยงานที่วัดอยู่ 5 ปี (ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้วขณะอายุ ได้ 102 ปี)

คุณพ่อเมอนีเอร์ได้เล่าให้ฟังว่า ที่เปิดโรงเรียนสมัยนั้นก็เพราะเด็กๆ ไม่ได้เรียนหนังสือกันเท่าไรนัก จึงตัดสินใจเปิดเพื่อ “โรงเรียนจะได้ช่วยเด็กให้มีความรู้และต่อไปจะได้ทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง และสำหรับคริสตังเอง ก็จะได้มีความรู้ มีอาชีพ และที่สำคัญคือได้เรียนคำสอนด้วย เป็นการลงทุนระยะยาว”

“ข่าวดีที่สุดคือ เมื่อสอบไล่ระดับจังหวัด เด็กจากโรงเรียนของเราได้ที่ 1-2 ของจังหวัด และมีคนหนึ่งเป็นคริสตังด้วย จากแม่จัน สอบ ป. 6 สมัยนั้นเรียก ม. 5 ตอนนี้ไปอยู่ที่สหรัฐฯ แล้ว”

ย้ายไปอยู่วัดเชียงราย 16 ปี และดูที่อื่นด้วย เช่น เชียงคำ พะเยา

“ที่ผ่านมา ผมได้เห็นสิ่งที่ดีมากๆ คือน้ำใจของสัตบุรุษของเรา มีน้ำใจดีมากทีเดียว”

คุณพ่อได้แนะนำเอกสาร 2-3 เรื่องที่ผมว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากคือ

หนังสือซูเวอเนซ์-วูส์, โอ๊ต สยาม (Souvenez-vous, Haute Siam) ค.ศ. 1935-1939 รวม 15 เล่ม มี 16 หน้า เป็นภาษาฝรั่งเศสพร้อมรูปภาพประกอบ ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับงานแพร่ธรรมในเชียงใหม่

เปิดตู้ให้ดูหนังสือที่เข้าเล่มเรียงไว้อย่างเรียบร้อย คือ หนังสือสารสาสน์ รวมเล่มตั้งแต่ ค.ศ. 1945-1969 มีเอกสารหลายอย่างที่คุณพ่อกำลังค้นคว้า รวบรวม ก็ถ่ายสำเนาจากหนังสือชุดนี้

เอกสารหลายอย่างอยู่ในแฟ้ม เป็นเอกสารต้นฉบับ เขียนด้วยลายมือ บางแผ่นคุณพ่อหยิบขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น มีค่ามาก และด้วยความระมัดระวัง

สมุดบันทึกมิสซา ตั้งแต่บวชเป็นพระสงฆ์มา คุณพ่อมีสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ขนาดพกติดตัวได้ บันทึกเกี่ยวกับการถวายมิสซาทุกวันอย่างต่อเนื่อง ใครขอมิสซา ได้ถวายเมื่อไหร่ และถวายที่ไหน “เพื่อแสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อผู้ที่เขาขอมิสซา และสมัยอยู่บ้านเณร อธิการยังได้เสนอว่า ต้องระบุรายรับจ่ายไว้ด้วย” คุณพ่อหยิบสมุดมาให้ดูเป็นกองเรียงกันอย่างดี และผมขอดูบางอย่างเล็กน้อย

“สมุดนี้ยังช่วยให้เรารู้ว่า แต่ละวันเราทำอะไร ที่ไหน ข้อมูลหลายๆ เรื่องก็ได้จากสมุดเล่มนี้”

บันทึกหมายเหตุของวัด ตั้งแต่ ค.ศ. 1947 คุณพ่อเมอนีเอร์ได้บันทึกไว้อย่างละเอียดเกี่ยวกับวัดเมืองพาน และส่งต่อให้คุณพ่อแวร์ดิแอร์ และคุณพ่อแวร์ดิแอร์ได้มอบให้ผมไว้ พิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส เริ่มตั้งแต่หลังสงคราม พูดถึงสภาพพระศาสนจักรที่กำลังฟื้นฟู และพูดถึงคุณพ่อนิโคลาสไว้อย่างดีพิเศษทีเดียว น่าสนใจมาก แม้นจะมีหลายอย่างที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป คือคุณพ่อนิโคลาสซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีอะไรจะทดแทนได้

ปัญหาเรื่องตา เกือบจะบอดหลายครั้งแล้ว

ตั้งแต่ ค.ศ. 1962 เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องตามาก ไปหาหมออุทัย รัตตนิน ที่กรุงเทพฯ มีคนแนะนำว่าหมอคนนี้เก่งมากๆ ก็ได้ไปพบท่านและใช้ยาหยอดตา หมออุทัยบอกว่าสาเหตุมาจากทานอาหารไม่พอ ตอนนั้นอยู่มาได้ 8 ปี น้ำหนักลดลงเหลือ 62 กิโลกรัม คือกินข้าวไม่ลง ทานอาหารไม่ค่อยได้ ตอนที่ไปต่างประเทศกลับมาน้ำหนักเพิ่มเป็น 92 กิโลกรัม

ค.ศ. 1984-1989 เป็นช่วงที่มีปัญหามาก ได้ลงไปหาหมอที่กรุงเทพฯ อีก แต่หาหมอที่โรงพยาบาล 2-3 แห่ง ที่สุดหมอที่นั่นเขาบอกว่าอาการอย่างนี้ มีหมออยู่คนหนึ่งที่เก่งและรักษาได้ เขาแนะนำให้ไปพบ แต่หมอคนนี้อยู่ที่เชียงใหม่ ชื่อหมอพิทักษ์ กิจเจริญ ผมก็ยิ่งรู้สึกดีใหญ่ เพราะยิ่งอยู่ใกล้ๆ ตอนนั้นผมอยู่ที่เชียงราย? หมอก็ตรวจให้ และไม่ได้คิดสตางค์ผมเลยสักบาทเดียว

ค.ศ. 1994 ผมต้องกลับไปอิตาลี และได้ไปพบหมอตาที่มีชื่อเสียงที่มิลาน ได้เอาจดหมายและเอกสารจากหมอพิทักษ์ไปให้เขาดูด้วย พอเขาตรวจสายตาผมและดูรายงานอาการ เขาก็พูดชมว่า “หมอคนที่ตรวจนี้เก่งมากๆ”

ค.ศ. 2001 หมอบอกว่าพร้อมแล้ว เหมือนกับผลไม้สุกดีแล้ว เริ่มผ่าตัดตาข้างซ้ายก่อน ใช้เวลา 2 วัน และก็ข้างขวา ปิดตาทีละข้าง ก็มองดูชัดเจนดี สำหรับค่าใช้จ่าย คุณพ่อเน้นเสียงและทำไม้ทำมือ “000,000.00 บาท” ไม่มีเลย คุณหมอรักษาให้ฟรีๆ

พอเปิดตา “โอ้... มหัศจรรย์จริงๆ ผมคิดถึงเรื่องคนตาบอดในพระวรสารเลย ช่างสว่างสดใส เห็นอะไรๆ ชัด ตอนแรกๆ ไม่แน่ใจ เห็นนกเกาะอยู่บนต้นไม้ ต้องถามแม่ครัวว่า บนต้นไม้มีอะไร เขาก็บอกว่ามีนก...ดีใจมาก!”

หมอบอกว่าให้มัดระวังในระยะ 15 วันอันตราย ช่วงนั้นต้องสวมแว่นตาดำ ตอนนี้ก็ดูเห็นชัด แต่ต้องไปหาหมอเอายาทุกเดือน

ได้คุยกับคุณพ่อวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ “เมื่อวันที่ 23 มีนาคม คุณพ่อลงไปกรุงเทพฯ พร้อมกับพ่อของคณะที่สามพราน ก็ทำบัตรบรรพชิต ซื้อของที่มิสซังฯ และไปเยี่ยมซิสเตอร์ที่พระหฤทัยฯ ซึ่งเคยอยู่ด้วยกัน... ก็คิดถึงเขา ได้ยินเขาถามถึงพ่อบ่อยๆ ซิสเตอร์อาลิส อายุ 102 ปีแล้ว และจะไปบ้านเอ็มอีพี.ที่สีลมด้วย”

สนใจประวัติศาสตร์

ผมเริ่มสนใจประวัติศาสตร์ เพราะตอนนั้นมาใหม่ๆ สัตบุรุษพูดถึงคุณพ่อนิโคลาสด้วยความรู้สึกที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ ด้วยท่าทที่ไม่เหมือนกับพูดถึงคุณพ่อองค์อื่นๆ คุณพ่อเป็นคนพิเศษมากๆ สำหรับพวกเขา ตอนนี้ได้พยายามรวบรวมไว้ สนุกดี คุณพ่อลุสซียังได้เน้นด้วยความมั่นใจว่า

“ถ้าเราไม่รู้จักรากของเรา ของครอบครัว ตระกูล ตัวเรา และของพระศาสนจักร ว่าใครเป็นมาอย่างไร ก็ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ทุกวันนี้”

“เชียงใหม่เรามีรากศักดิ์สิทธิ์!”

ผมขอหมายเลขโทรศัพท์มือถือ เพื่อจะติดต่อพูดคุยกัน

“ผมไม่มีโทรศัพท์มือถือ! คิดว่าไม่จำเป็น