ผมนั่งคุยกับคุณพ่อโกสเตถึงหนังสือ “ประวัติการเผยแพร่คริสตศาสนาในสยามและลาว” ซึ่งเพิ่งพิมพ์เสร็จ เป็นงานเขียนของคุณพ่อเองเป็นภาษาฝรั่งเศส และคุณอรสา ชาวจีน เป็นผู้แปล  หนาถึง 726 หน้า ได้พูดคุยถึงเรื่องหนังสือและประวัติความเป็นมาของคุณพ่อด้วย มาถึงตอนหนึ่ง คุณพ่อเอ่ยขึ้น “วันนี้ ใช่วันที่ 13 พฤศจิกายนไหม?”

“วันนี้เมื่อ ค.ศ. 1952 ผมได้เดินทางมาถึงสนามบินดอนเมือง เวลาบ่าย 2 โมง วันนั้นไม่มีคนไปรับ ได้รู้จักกับชาวอังกฤษคนหนึ่ง เขาก็ให้นั่งรถมากับเขาที่โรงแรม โทรคาเดโร ถนนสุรวงศ์ และต่อจากนั้น ก็มาที่สำนักมิสซังฯ เพราะคุณพ่อโอลิเวียร์ คนที่ไปรับเขานึกว่ายังไม่มา ก็เลยรอรับอยู่ที่สำนักมิสซังฯ”

“หลังจากบวชได้ไม่กี่เดือน ก็ออกเดินทางจากฝรั่งเศสวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1952 ที่ท่าเรือมาร์เซยส์ มาถึงสิงคโปร์ และนั่งเครื่องบินมากรุงเทพฯ ใช้เวลาสองอาทิตย์ในเรือและเครื่องบิน 3 ชั่วโมง”

“สิ่งที่รู้สึกแปลกตาคือรถไฟ มองไปมีคนนั่งบนหลังคาแน่นตลอด และเรื่องหนึ่งคือ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก แต่งชุดเหมือนกันหมด ซึ่งในฝรั่งเศสไม่มีเครื่องแบบชุดนักเรียน”

หนังสือเล่มนี้ เป็นการค้นคว้าจากห้องเอกสารที่ฝรั่งเศสซึ่งมีอยู่มาก และห้องเอกสารอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ด้วย มีเรื่องราวมากมาย

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาสำหรับคนไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ และน่าจะศึกษาวิเคราะห์กันต่อ ไม่ควรหยุดเพียงเท่านี้ และสำหรับพระสงฆ์นักบวช รวมทั้งฆราวาสที่ชอบประวัติศาสตร์ด้วย  เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ต้องการพูดถึงด้านงานอภิบาลของพระศาสนจักร ชี้ให้เห็นถึงความยาก ลำบาก และความเป็นมาของพระศาสนจักรแต่ละแห่ง

ผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์พระศาสนจักร ไม่เพียงแค่มีใจเป็นธรรมเท่านั้น แต่ต้องมีความรักต่อพระศาสนจักรด้วย เพราะความจริงบางอย่างอาจจะนำไปใช้ในทางไม่ดีก็ได้เวลานั้นประเทศไทยมีประชากร 19 ล้านคน วันนี้ คุณพ่ออายุ 79 ปี

ในหนังสือเล่มนี้ มีรายละเอียดของครูคำสอน พระสงฆ์ไทยมากขึ้น เพราะว่าเอกสารที่เป็นรายงานนั้น เขาก็พูดถึงเฉพาะบุคคลที่เป็นชาวต่างชาติ คนไทย คนท้องถิ่นเขาไม่รู้จัก ไม่สนใจ ซึ่งความจริงครูคำสอนมีบทบาทสำคัญมาก เพราะมิสชันนารีไม่รู้ภาษาไทยอย่างเพียงพอ มีไม่กี่คนที่รู้ภาษาไทยอย่างดี ตั้งแต่พระคุณเจ้าลาโน พระคุณเจ้าปัลเลอกัว พระคุณเจ้ากืออาส ดังนั้น ต้องใช้ครูคำสอนที่เป็นคนไทยสอนคำสอน

“หลังจากหนังสือเล่มนี้เสร็จแล้ว คิดว่าคนที่จะเขียนต่อ ต้องเป็นนักประวัติศาสตร์คนไทย เพราะมุมมอง ความเข้าใจเชิงลึกจะมีมากกว่า ที่เขียนนี้เป็นการเขียนจากมุมมองฝรั่ง มิสชันนารี ผู้ให้การอภิบาล ในด้านของผู้รับการอภิบาล คนไทยต้องเขียนต่อ มิฉะนั้นจะน่าเสียดายมาก และผมเองไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ เพียงแต่สนใจและพยายามรวบรวมเอกสารต่างๆ จากรายงานประจำปีเป็นหลัก มีเอกสารอื่นบ้างไม่ได้สังเคราะห์เท่าไร”

สำหรับชีวิตธรรมทูตวัย 79 ปี (ค.ศ. 2006) เดินแต่ละก้าวต้องระมัดระวัง และยิ่งวันยิ่งช้าลงๆ สายตา และการได้ยินเบาลง เรื่องราวมากมาย เป็นประดุจขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่บันทึกไว้ด้วยเลือดเนื้อทุกเซลประสาท และสมอง กำลังจะเลือนหายไปพร้อมกับความทรงจำด้วย

ความจริงอีกหลายแง่มุมซึ่งไม่เคยรับรู้ ไม่เคยมีใครบอกเล่าให้ฟัง ได้นำมาเล่าสู่กันฟัง อาจจะมีอีกบางเรื่องได้แต่เพียงแง้มให้ดูเท่านั้น อาจจะต้องใช้เวลาและผู้คนอีกมากที่จะเปิดให้กว้างขึ้น

หนังสือเล่มนี้ คือมรดกล้ำค่า จากน้ำพักน้ำแรง ที่ได้ทุ่มเทให้แก่เรา

“ขอบคุณ คุณพ่อโกสเต ผู้รักประวัติศาสตร์และรักพระศาสนจักร แม้นจะไม่ใช่นักประวัติศาสตร์”.