อธิการเจ้าคณะถือว่าเป็นกัปตันเรือ ผู้รับผิดชอบสูงสุดของแต่ละคณะ “เพื่อนสงฆ์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ พูดคุยกับคุณพ่อเอ็ตชาร์รัง อธิการใหญ่คณะเอ็มอีพี ระหว่างที่ท่านแวะมากรุงเทพฯ ก่อนจะเดินทางต่อไปเพื่อทำธุระอื่น

ทำให้เราได้ทราบความคิดเห็นและงานต่างๆ ของคณะเอ็มอีพีในช่วงเวลา. 350 ปีบ้าง โดยมีคุณพ่อยัง ดังโตแนล เป็นล่ามให้ ณ บ้านเลขที่ 254 ถนนสีลม

คุณพ่อยัง บัปติสต์ เอ็ตชาร์รัง เกิด ค.ศ.1932 ปัจจุบันอายุ 77 ปี บวชเป็นพระสงฆ์ ค.ศ.1958 เป็นอธิการใหญ่คณะเอ็มอีพี. มาได้ 5 ปี สำหรับเทอมแรกโดยมีกำหนดเทอมละ 6 ปี

หน้าที่อธิการเจ้าคณะต้องเดินทางแวะกรุงเทพฯ บ่อยๆ เพราะเวลามาเอเชีย จะเยี่ยมบ้านของสมาชิกประเทศต่างๆ จากกรุงเทพฯ ก็ไปมาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง ฯลฯ ก็สะดวกมาก

“บอง ชู... Bon Jour…”

เป็นการพบกันครั้งแรก หลังจากที่คุณพ่อดังโตแนล อธิการเจ้าคณะในประเทศไทยนัดหมายให้ และพอพบประสบตากันครั้งแรก ท่านเป็นคนสูงประมาณ 185 เซนติเมตร รูปร่างใหญ่ สวมชุดธรรมดาๆ ตามแบบฝรั่งเศส ซึ่งไม่เน้นเครื่องแบบ

เรื่องงานฉลอง 350 ปี รู้สึกอย่างไรบ้าง?

“งานฉลอง 350 ปีของคณะที่ผ่านมา ถือว่าที่ปารีสเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน (ค.ศ.2008) สำคัญและมีความหมายมากที่สุดแล้ว มีพระคาร์ดินัล พระสังฆราชกว่า 30 องค์ พระสงฆ์กว่า 300 องค์ และ มีผู้ไปร่วมมากกว่า 3000 คน ถือว่าเป็นงานที่ใหญ่มาก รวมทั้งพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู พระสงฆ์ นักบวช และสัตบุรุษจากประเทศไทยไปร่วมกันด้วย”

“นอกจากนั้นในฝรั่งเศสมีสังฆมณฑลต่างๆ เชิญเราไปจัดงานฉลองในสังฆมณฑลประมาณ 70 แห่ง ในระหว่างปีที่ผ่านมายังไม่ครบ ในประเทศเกาหลีใต้ก็จัดเหมือนกัน และก็ประเทศไทยนี่แหละ มีอีกหลายประเทศยังมีปัญหาเรื่องการเมือง ก็จัดไม่ได้”

สำหรับประเทศไทยซึ่งจัดวันที่ 7 กุมภาพันธ์นั้น จะมาร่วมด้วยแน่ๆ!

ตั้งแต่แรกเริ่ม ค.ศ.1658 มีสมาชิกของคณะที่เป็นชาวฝรั่งเศส จนถึงปัจจุบันประมาณ 4000 คน  ปัจจุบันนี้มีเพียง 300 องค์ ส่วนใหญ่อายุมาก พระสงฆ์ที่อายุน้อย บวชน้อยกว่า 10 ปีลงมา มีประมาณ 25 องค์ จะมีประชุมพวกเขา 2-3 ปีครั้งหนึ่ง และปีนี้มีประชุมร่วมกัน 18 คน ที่หลวงพระบาง ประเทศลาว

คนที่สมัครเข้ามาเป็นเณรสมัยนี้ ส่วนใหญ่จะเรียนจบปริญญามาแล้ว และมีงานทำกันแล้วด้วย บางคนเป็นครู บางคนเป็นวิศวกร

ประชุมสงฆ์หนุ่มอายุบวชไม่เกิน 10 ปี เวลา 2-3 ปีครั้ง มีทั้งหมด 25 องค์ แต่ที่จะพบกันมี 18 องค์ ในประเทศไทย มีคุณพ่ออแลง คุณพ่อโอลิเวียร์ คุณพ่อนิโกลาส์ เพียง 3 องค์เท่านั้น

ทำงานอยู่ทั้ง 12 ประเทศ ส่วนใหญ่ในเอเชีย นอกนั้นอยู่ในฟิลิปปินส์ เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไทย  มาเลเซีย กัมพูชา จีน อินเดีย ไต้หวัน มอรีเชียส และมาดากัสการ์ ในเอเชียมีสมาชิกมากที่สุดที่ญี่ปุ่น มีประมาณ 30 องค์ และประเทศไทยมี 20 กว่าองค์

สมาชิกน้อยลงๆ และตายลงๆ

จุดประสงค์ของเราคือการก่อตั้งพระศาสนจักรท้องถิ่น เมื่อพระศาสนจักรท้องถิ่นเติบโตแล้ว ก็เหมือนอย่างในพระคัมภีร์ “ยอห์น บัปติสต์” บอกว่า ท่านเองต้องเล็กลงๆ แต่พระคริสต์เจ้าใหญ่ขึ้นๆ บทบาทของเอ็มอีพี. จิตตารมณ์ของคณะ เราได้ทำสำเร็จแล้ว แต่ละประเทศมีพระศาสนจักรท้องถิ่นที่เข้มแข็งแล้ว มีพระสังฆราช พระสงฆ์ คริสตังมีความเข้มแข็ง ฯลฯ

เราคงไม่ใช่นั่งรอความตายด้วยความเป็นทุกข์ เสียใจ แม้จะมีสมาชิกอาวุโสมาก มีสมาชิกหนุ่มน้อย แม้สมาชิกจะน้อยลง แต่เรายังต้องทำงานต่อไป วิธีการทำงานอาจจะต่างกันออกไปตามยุคสมัย จำนวนสมาชิกมากไม่สำคัญ ที่สำคัญคือคุณภาพของคริสตังเป็นอย่างไรบ้าง

ประเทศที่ลำบาก เช่น เวียดนาม ลาว พม่า ซึ่งยังมีปัญหาด้านการเมือง ไม่สามารถเข้าไปได้ แต่เราเชื่อว่ากลุ่มคริสตชนที่เข้มแข็งยังมีชีวิตอยู่

ปารีส กับอยุธยา ประวัติศาสตร์ที่มากกว่าเวลา

เมื่อคณะเอ็มอีพี.ตั้งขึ้นใหม่ๆ ค.ศ.1658 ได้ส่งธรรมทูตเดินทางมาอยุธยา ได้แก่ พระคุณเจ้าลังแบร์ต เดอ ลา ม็อตต์ พระคุณเจ้าฟรังซัวส์ ปัลลือ คุณพ่อหลุยส์ ลาโน ฯลฯ และมีประชุมเกี่ยวกับงานธรรมทูตเพื่อหาวิธีการทำงานที่เหมาะสม และได้ให้แนวทางเรื่องการศึกษาสังคม ความเป็นอยู่ของประเทศที่ธรรมทูตไปทำงาน ภาษา วัฒนธรรม และศาสนาของประเทศนั้นๆ

การประชุมครั้งนั้นถือว่า ได้วางรากฐานหรือต้นแบบชีวิตธรรมทูตอย่างแท้จริง และนำไปใช้กับประเทศอื่นๆ และคณะอื่นๆ ได้ด้วย

ประเทศไทยมีคริสตังเพียงเล็กน้อยแค่ 0.5 % แต่จะเห็นได้ว่าคริสตังเป็นคนที่มีความเชื่อเข้มแข็งและมีคุณภาพในด้านความเชื่อ ทุกวันนี้สามารถก่อตั้คณะธรรมทูตไทย (TMS, Thai Missionary Society) เพื่อไปช่วยเหลือประเทศอื่น เช่นลาว และกัมพูชา

ประเทศที่เกิดการเบียดเบียนอย่างหนัก

ประเทศที่เคยมีความยากลำบากในการเบียดเบียนศาสนามากมี 3 ประเทศ คือ จีน เวียดนาม และเกาหลี ในด้านลบทำงานไม่สะดวก ลำบาก มีอุปสรรค อีกด้านหนึ่ง ถือเป็นโอกาสพิสูจน์ความเชื่อของสัตบุรุษว่าเป็นอย่างไร มีความเข็มแข็งและมีประจักษ์พยานด้วยตนเอง

ไม่ควรคิดถึงเรื่องจำนวนมากนัก สิ่งที่สำคัญน่าจะเป็นเรื่องคุณภาพมากกว่า

ประเทศเขมร สมัยพอลพต ผู้นำเขมรแดง (ค.ศ.1975-1979) พระสงฆ์ต่างประเทศถูกขับไล่ออกนอกประเทศ พระสงฆ์นักบวชพื้นเมืองถูกฆ่าตายหมด พระศาสนจักรถูกเบียดเบียน แม้ดูเหมือนอยู่ในความมืด แต่ก็ยังมีชีวิต

ประเทศอินเดีย ไม่มีปัญหาการเมืองเหมือนหลายประเทศ การทำงานก็บังเกิดผลดี เจริญก้าวหน้ามาก แม้คริสตังจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็มีชีวิตชีวาดี

“ในคณะเรามีมรณสักขีหลายคน คิดว่าเป็นผลมาจากครอบครัวที่พ่อแม่มีความเชื่อเข้มแข็ง ศรัทธา พ่อแม่ส่งเสริม สนับสนุนกระแสเรียกของลูกๆ ทำให้ธรรมทูตมีความศรัทธาเข้มแข็ง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ครอบครัวที่ศรัทธาเป็นบ่อเกิดของกระแสเรียก”

สมัยก่อน การเป็นธรรมทูตถือว่าไปแล้วไม่มีโอกาสกลับมาพบกันอีกเลย และจะมีพิธีส่งตัวธรรมทูตที่จัดอย่างเป็นทางการและเป็นการลาจากกันจริงๆ มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ มาร่วมพิธี แล้วมีช่วงหนึ่ง พวกเขาจะก้มลงจูบเท้าของธรรมทูต เพราะบางคนอาจจะตายระหว่างการเดินทาง ต้องพบกับโรคภัยไข้เจ็บ และการเบียดเบียน เพราะการเดินทางและการปรับตัวให้เข้ากับประเทศต่างๆ เป็นเรื่องยากและลำบากมาก

สมัยนี้มีพิธีส่งตัวธรรมทูตเหมือนกัน แต่ปรับเปลี่ยนไปบ้าง มีมิสซา เสร็จแล้วก็มีพิธีมอบไม้กางเขนต่อหน้ารูปแม่พระ และมีรายชื่อมรณสักขีสมาชิกของคณะซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งในบ้าน ไม่ได้มีพิธีจูบเท้ามิสชันนารีแล้ว”

เรื่องราวของคณะเอ็มอีพี.ตั้งแต่แรกก่อตั้งจนถึงวันนี้ เพื่อก่อตั้งพระศาสนจักรในทวีปเอเชีย การเดินทางแห่งกาลเวลาที่ผ่านมา มีทั้งสุขและทุกข์ มีทั้งชีวิตและความตาย ความตายมิได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน แต่กลับกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ท้าทายธรรมทูตคนแล้วคนเล่าให้ก้าวเข้ามาแทนที่ต่อไป

ณ บ้านศูนย์กลางของคณะที่ปารีส จะมีภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นภาพพิธีส่งตัวธรรมทูต และยังมีห้องพิพิธภัณฑ์ หรือเรียกว่า “ห้องมรณสักขี” มีเรื่องราวของมิสชันนารีที่ไปทำงานในประเทศเวียดนาม จีน และเกาหลี ซึ่งถูกเบียดเบียนและฆ่าตายอย่างทารุณพร้อมกับคริสตัง

ขณะที่สมาชิกวันนี้น้อยลงๆ เหมือนคณะกำลังจะตาย เราคงไม่ตั้งตารอคอยความตายด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เพราะมีสมาชิกน้อยลง แต่ยังมีงานที่จะต้องทำต่อไป หน้าที่อื่นที่ต้องทำในประเทศต่างๆ คนหนุ่มๆ ก็ยังมีเข้ามา งานอาจจะต่างกันออกไป

บนถนนสีลม บางรัก

บ้านเลขที่ 254 เป็นกำแพงอิฐ สูงประมาณ 150 เซนติเมตร มีต้นอโศกปลูกเรียงเป็นกำแพงสูง มีป้ายรถเมล์อยู่นอกกำแพง อยู่ระหว่างซอยสีลมที่ 18-20 ปากทางเข้าจะมีคนจับจองเป็นร้านขายของ และบางคนก็เอามอเตอร์ไซค์เข้าไปจอด เอาม้ายาวเข้าไปนอน  เจ้าบ้านเป็นคนใจกว้าง สงสารคนทำมาหากิน

ภายในบริเวณ จะเห็นตึกเก่าๆ 3 ชั้น มีวัดน้อยๆ สำหรับกลุ่มชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์และวันฉลองสำคัญๆ ด้านหลังเป็นที่จอดรถ ครัว และที่พักคนงาน เป็นอาคารชั้นเดียว

สภาพที่เป็นอยู่มันท้าท้ายกระแสสังคมเมือง ถ้าเป็นของคนอื่นคงจะรื้อและสร้างเป็นตึกสูงกว่านี้อีกหลายสิบเท่า เพราะที่สวย ทำเลดี ณ บ้านแห่งนี้มีเพียงคุณพ่อยัง ดังโนแนล อธิการเจ้าคณะ คุณพ่อฟรังซัวส์ กูริยู และพระคุณเจ้าปิแอร์ บัค พักอยู่ เป็นทั้งบ้านพักและที่ทำงาน ศูนย์กลางให้กับสมาชิกที่ผ่านไปมาคนแล้วคนเล่า

แต่ละคนล้วนมีที่มาอย่างยาวนาน กว่าจะมาถึงบ้านหลังนี้ บรรพบุรุษเป็นผู้บุกเบิก ออกไปสำรวจพื้นที่และหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความเชื่อทั่วพื้นแผ่นดิน กลุ่มคริสตชน วัด โรงเรียน ฯลฯ มากมาย มิสชันนารีรุ่นก่อนๆ เป็นผู้ทำไว้ หากจะนับจากวันนี้ย้อนไปถึงกลุ่มแรกคือ

พระคุณเจ้าลังแบรต์ เดอ ลา มอตต์ ออกเดินทางจากเมืองมาร์เซย ประเทศฝรั่งเศส วันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ.1660 มีพระสงฆ์ร่วมเดินทางมาด้วย 2 องค์ มาถึงมาถึงเมืองมะริดซึ่งเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรสยาม วันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ.1662 รวมเวลา  1 ปีครึ่ง พักอยู่ระยะหนึ่ง แล้ววันที่ 30 มิถุนายน ออกเดินทางมาถึงอยุธยาวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.1662

อยุธยาเวลานั้นเป็นศูนย์กลาง ผู้คนมาค้าขาย พูดภาษากันกว่า 20 ภาษา และมีชาวสยามอยู่กระจัดกระจายกันไปตามเมืองต่างๆ ราว 3-4 ล้านคน!

มาถึงวันนี้ รวมเวลา 350 ปี พันธกิจของคณะได้สำเร็จแล้ว!