รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

หลังจากเป็นประมุขสังฆมณฑลมานาน 30 ปี จนชีวิตเมื่อยล้าและเจ็บป่วย ที่ผ่านมาล้วนมีประสบการณ์เรื่องราวมากมาย มาถึงวันนี้ได้พักผ่อนเสียที พร้อมเปิดใจแบบทำบัลลูนและบายพาสหัวใจให้ “เพื่อนสงฆ์” ได้รู้กัน

ประสบการณ์ 30 ปี ชีวิตและพันธกิจ

“มันเป็นประสบการณ์ส่วนตัว ผมไปเป็นพระสังฆราชที่อุบลฯ โดยพิจารณาว่าทำไมถึงมาอุบลฯ เป็นเพราะรากเหง้าของตระกูล “หมั้นทรัพย์” อยู่ที่อุบลฯ ผมยังมีอา มีญาติพี่น้องทางบิดาอยู่ที่อุบลฯ ครบ ตรงนี้เป็นชั้นลูกชั้นหลานแล้ว สัตบุรุษและคณะสงฆ์ของสังฆมณฑลอุบลฯ ในสมัยนั้นรู้จักผม เพราะว่าผมได้รับภาระจากสภาพระสังฆราชฯ ให้เป็นคนสนับสนุนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ผมทำงานกับหมอเชาวลิต จิตตรานุเคราะห์ ในคณะกรรมการสงเคราะห์คาทอลิกมาก่อน เพราะฉะนั้นผมวิ่งไปทั่วประเทศและไปที่อุบลฯ จัดการสัมมนาให้เขา 2-3 ครั้ง เขาก็รู้ว่าเราเป็นใคร เราเป็นลูกหลานของคนนั้นคนนี้ เมื่อเวลาที่จะเลือก ส่วนมากคะแนนก็มาจากตรงนั้น ผมก็รู้ความเป็นมาอย่างนี้ดี

อีกอย่างหนึ่ง บิดาของผมเป็นคนอุบลฯ แต่ว่าไปเป็นครูคำสอนที่วัดเพลง และแต่งงานที่วัดเพลง เราก็เกิดและเป็นสัตบุรุษอยู่วัดเพลง เมื่อถึงเวลาพระให้เราไปทดแทนบุญคุณมิสซังอุบลฯ ทางโน้นโดยไปเป็นสังฆราช เวลาที่บวชเป็นพระสังฆราชบิดามารดาของผมก็ตายหมดแล้ว !

เมื่อเร็วๆ นี้ มีความรู้สึกว่าในประวัติแพร่ธรรมของอีสานนี้ ก็ปรากฏว่ามีพระสงฆ์ไทยพื้นเมืององค์หนึ่งซึ่งเป็นลูกหลานของ “สมภารปาน” ซึ่งแต่เดิมเป็นสมภารอยู่ที่วัดบ้านกล้วยแถวบางนกแขวก แต่มีพี่น้องอยู่ที่วัดเพลง แล้วผมก็คิดว่าทางแม่ของผมนี้ก็มีสายสัมพันธ์กับครอบครัวกับญาติของสมภารปานนี้ ลูกหลานของสมภารปานนี้มีผู้หนึ่งซึ่งได้บวชเป็นพระสงฆ์ ชื่อคุณพ่อเกลเมนเต พริ้ง (ยอแซฟ พริ้ง) เป็นหลานของสมภารปาน ซึ่งหลานผู้นี้ได้ถูกส่งไปแพร่ธรรมในมิสซังอีสานที่อุบลฯ

ผมเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ปีนี้ คุณพ่อเกลเมนเต พริ้ง ไปสอนเรียนอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า ซึ่งบ้านเด็กกำพร้าเขาทำเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพ ไปสอนวิธีใช้เลื่อยให้ชาวอีสานพัฒนาอาชีพ ให้รู้จักใช้เลื่อยซึ่งแต่ก่อนนี้เขาไม่รู้จักเลื่อย จะตัดไม้โค่นต้นไม้ก็ใช้ขวานหรือมีดอีโต้ เมื่อกว่า 100 ปีมานี่แหละ

ผมก็มานึกทีหลังว่าพระเจ้าจัดการให้เรา ทีนี้ผมกำลังจะไปสืบให้แน่นอนที่ว่าทางสายแม่ผมเป็นนั่นอยู่หรือเปล่า ทีนี้ที่ยกอันนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเวลาผมไปอุบลฯ ทั้งคณะสงฆ์ ทั้งสัตบุรุษ เขาก็ยินดีต้อนรับ ทั้งๆ ที่ผมเป็นพระสงฆ์มิสซังราชบุรี นอกจากนั้น คติพจน์ของผมในเวลาบวชเป็นสังฆราชคือ “Omnia omnibus factus sum.” “เป็นทุกสิ่งเพื่อทุกคน” หมายความว่า ผมจะต้องอุทิศตนเองทั้งหมดเหมือนกับพระเยซูเจ้าที่สละทุกสิ่งทุกอย่างมาเกิดเป็นมนุษย์และจะมีประสบการณ์ของมนุษย์ทั้งหมด ผมเกิดที่วัดเพลงเป็นคนภาคกลาง วันนี้ต้องไปอีสาน เพราะฉะนั้นต้องพยายามสละเรื่องคนภาคกลาง นั่นแหละผมจึงมานึกว่าผมจะต้องพยายามเป็นคนอีสานคนหนึ่งให้ได้โดยเอาแนวความคิดของพระเยซูเจ้า”

ทั้งหมด 30 ปี ถ้าแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงไหนที่มีอะไรที่ประทับใจ

“ที่น่าประทับใจ ก็แน่นอนช่วงแรกก็ประทับใจว่าเราไปอยู่ที่นั่น ทั้งสัตบุรุษ ทั้งคณะสงฆ์ ก็รัก ต้อนรับเราดีให้ความร่วมมือเต็มที่ ทั้งๆ ที่ช่วงแรกนั้นผมยังต้องทำงานระดับทวีปเอเชีย ต้องเป็นประธานของสังคมพัฒนา(OHD) อยู่ ตั้งแต่ ค.ศ.1977 ผมบวชเป็นสังฆราช ค.ศ.1976 ค.ศ.1977-1985 เกือบ 10 ปี บินไปบินมา ทั้งระดับทวีป ระดับประเทศ และทั้งระดับสังฆมณฑล เราก็ถือว่าพระให้โอกาสเรา ตั้งแต่ระดับรากหญ้าขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก

ชีวิต 10 ปีต่อมา เมื่อครบวาระระดับทวีป เราก็ยังทำงานระดับประเทศอยู่ เราก็เอาประสบการณ์ในระดับทวีปมาใช้ในระดับประเทศ ก็รู้สึกลำบาก ใน 10 ปีแรกยังไม่ลำบากเท่าไหร่ที่จะทำงาน แต่ว่าสิบปีที่ 2 มาพูดถึงระดับประเทศ จริงๆ ผมก็มีความตั้งใจว่างานทุกอย่าง ผมจะทำตนเป็น “Low profile” หมายความว่าจะไม่ออกหน้าออกตา หลายคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำงานระดับทวีปมา บอกตรงๆ ว่าไม่อยากโฆษณาตัวเองไปไหนทำอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นความคิดที่เราได้รู้ได้เห็นมาในระดับทวีป ระดับโลก เราเอามาแบ่งปันกับระดับประเทศ รู้สึกว่ายากนะในสิบปีที่ 2 นี้

ในสิบปีที่ 3 นี้เราก็พยายามจัดงานที่รับผิดชอบให้เป็นระบบมากกว่า เพราะฉะนั้นงานพัฒนา เราก็แบ่งเป็นกรรมาธิการนั้นกรรมาธิการนี้ ให้เวลาแก่สังฆมณฑลมากขึ้น จะเห็นว่าเราได้รับการตอบสนองดีจากสัตบุรุษ จากพระสงฆ์ และจากคณะซิสเตอร์ (แต่ว่าในสิบปีที่ 3 นี้ ก็รู้สึกลำบากเหมือนกัน กับพระสงฆ์รุ่นใหม่ๆ ปรับตัวกันไม่ค่อยทัน และสุขภาพ 5 ปีหลังนี้ก็ไม่ค่อยดี)”ี

พระคุณเจ้าอยู่ในช่วงของจุดเปลี่ยนพระสงฆ์
ระหว่างพระสงฆ์ต่างประเทศและพระสงฆ์ไทย
มีความแตกต่างอย่างไร?

“กับพระสงฆ์ต่างประเทศนี้ ผมรู้สึกว่าไปกันได้เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าพระสงฆ์ต่างประเทศเขาอ่านหนังสือ เพราะฉะนั้นความคิดความอ่านของเขาก็เปิดกว้างมากขึ้น ส่วนพระสงฆ์ไทยของเรานี้อบรมอยู่หลายทีพูดถึงเรื่องปัญหาสังคม พูดถึงเรื่องอะไร เข้าใจว่าเราเป็นพวกเอียงซ้าย โดยเฉพาะสงฆ์ใหม่ๆ รู้สึกว่าเป็นไปตามกระแสของวัตถุนิยม สมัยนิยมต่างๆ เป็นเพราะเหตุผลอันหนึ่งที่เขาคิดอย่างนี้เพราะเขาได้รับการอบรมจากบ้านเณรใหญ่แสงธรรม อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบายตั้ง 8-9 ปี และเมื่อกลับไปบ้านแล้วเขาก็คาดหวังว่าทางอีสานมันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมเรายังดำเนินชีวิตเป็นคนจนๆ อยู่ ซึ่งผมก็ชอบชีวิตธรรมดาๆ ต้องติดดินกับพระสงฆ์รุ่นใหม่ มีปัญหาเหมือนกันเมื่อเราอยู่กับเขา ฉะนั้นขอเตือนพระสงฆ์รุ่นใหม่ๆ ต้องเป็นคนติดดิน อย่าเป็นคนติดกระแส ต้องให้รู้ให้เท่าทันความเป็นไปของสังคม”

ปัญหาอยู่ที่การอบรมในบ้านเณรใหญ่หรือตัวเอง
มิสชันนารีมาจากสังคมที่สบาย มาอยู่อย่างลำบาก
อุดมคติแรงกว่ากระแส ?

“ถูกต้อง มิสชันนารีที่มานี่เขามีอุดมคติที่ว่าต้องสละทุกอย่าง ความสุขสบาย เขาจึงมา ส่วนเณรของเราพระสงฆ์รุ่นใหม่บางคน พูดกันตรงๆ นะ เข้าบ้านเณรเพราะพ่อแม่อยากจะให้เรียนต่อ พ่อแม่ยังคิดว่าอยู่ในฐานะพระสงฆ์ดีกว่า อย่าอยู่ในโลกข้างนอก อย่ามีครอบมีครัว อยู่ข้างนอกมันลำบาก ไปบวชดีกว่า ยังมีความคิดแบบนี้ มันก็มาถึงลูกหลาน มาถึงพระสงฆ์รุ่นใหม่ๆ ก็ไม่ทุกคน และยิ่งกว่านั้นกระแสวัตถุนิยมสมัยนี้สบายนิยม สะดวกนิยม มันมีมาก”

30 ปี อีสาน พระคุณเจ้ามองว่าอะไรที่เป็นรากเหง้าของปัญหาบ้าง

“พูดง่ายๆ สังคมในอีสาน ถือว่าเป็นสังคมที่พื้นฐานเขาดี เป็นสังคมที่รู้จักทำมาหากินโดยสุจริต ช่วยเหลือซึ่งกันและกันดี แต่ทีนี้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างชนอีสานกับผู้ที่มีอำนาจ หมายถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองซึ่งส่วนมากก็ไปจากภาคกลาง มีอคติ ไปดูถูกเขาว่า บักเสี่ยวบ้าง คนอีสานกินปลาร้า ปลาแดก เหม็น อะไรอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เขาดีเปลี่ยนไป ใช้ได้นะ แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง

ชาวอีสานนี้ ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมนี้ เขาถูกดูถูก ถูกสบประมาทว่าเป็นคนขี้เกียจ ที่จริงเขาหารู้ไม่ว่า คนอีสานไม่ได้ขี้เกียจ แต่เขาทำงานได้เฉพาะฤดูฝน ฤดูฝนมีน้ำมาก ทำให้เขาทำไร่ทำนาได้ แล้วเขาไปทำไร่ทำนาตอนเช้ามืด กลางวันพอ 9 โมง 10 โมง กลับมาบ้านก็มานอนพัก ทีนี้บางคนมาจากที่อื่นไปเยี่ยมเขา เห็นว่า 8 โมง 9 โมงแล้วยังนอนไม่ตื่น ขี้เกียจ เขาไม่เข้าใจ เขาอยู่ใกล้ธรรมชาติ พอมีอยู่มีกิน เขาก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

สมัยใหม่นี่ซิกระแสสมัยใหม่ ต้องแข่งขันกัน ก็เลยทำให้คุณค่าที่มีแต่เดิมนี้ใกล้ธรรมชาติรักธรรมชาติ พอมีพอกิน มีอะไรก็แบ่งปันกันกิน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มันก็ค่อยๆ หายไป

เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการงานแพร่ธรรมที่จะมีประสิทธิภาพดีต้องคำนึงถึงคุณค่าดั้งเดิมที่มี และก็แสดงให้เขาเห็นว่ามีคนอีสานที่มัวเมาไปกับกระแสสมัยใหม่เพราะถูกโฆษณาชวนเชื่อ งานแพร่ธรรมในสังฆมณฑลอุบลฯ นี้ ตั้งแต่ผมไปก็ไปเจอ พูดถึงงานแพร่ธรรมแล้ว ผมไปเจอว่าพระสังฆราชองค์ก่อน ไม่ว่าจะเป็นท่านบาเยต์ หรือท่านแบร์ทอลก็ดี มีแนวงานแพร่ธรรมว่าจะสนับสนุนทำให้คริสตังมี “วุฒิภาวะทางความเชื่อ”

 จะทำอย่างไรจึงจะจะมีวุฒิภาวะ ในฐานะที่เรียนรู้การสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมา เราก็จับได้ทันทีเลย ต้องให้พวกนี้มารวมกลุ่มกันเพื่อจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมมือซึ่งกันและกัน ความร่วมมือนี้ก็จะต้องรู้ว่าเราทำไมจึงต้องมารวม ร่วมมือเพื่ออะไร ต้องเรียนรู้ จากนั้นทุกคนจะต้องมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นไอเดียที่ (เอฟเอบีซี) ได้สนับสนุนมาเมื่อ 30 ปี

 จะทำอย่างไรให้สัตบุรุษเรามีความคิดอย่างนั้นได้ ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ว่าอะไรก็แล้วแต่คุณพ่อ เราก็มีวิธีการที่แต่ก่อนเรียกว่ากรรมการวัด ต่อมาเปลี่ยนเป็นสภาอภิบาลวัด เพื่อจะได้ช่วยจัดงานฉลอง เรี่ยไร มันเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติมากกว่าที่จะเกี่ยวกับเรื่องงานอภิบาล เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ สัตบุรุษทุกคนต้องมีส่วนร่วมในงานอภิบาล มีส่วนร่วมสนับสนุน ผมเป็นพระสังฆราช ค.ศ.1976 ห้าปีต่อมา ค.ศ.1981 ซึ่งครบ 100 ปีการแพร่ธรรมของมิสซังอุบลฯ ผมก็จัดให้มีสภาอภิบาลระดับสังฆมณฑล เพราะฉะนั้นสภาอภิบาลระดับสังฆมณฑลมีอายุ 25 ปี พอดี

ทำไมต้องตั้งระดับสังฆมณฑลก่อน ที่จริงในระดับวัดเราก็พยายามพูดมา 5 ปีแล้ว แต่ว่ายาก ผมต้องมานั่งฟัง ต้องมานั่งดูตัวเลข คุณพ่อต้องการอะไรสั่งมา ไปเรี่ยไรก็สั่งมา แต่ก่อนนี้กรรมการวัดมันเป็นอย่างนั้น ทีนี้เราก็ทำสภาอภิบาลวัดแบบใหม่ มีระบบหน่อย ให้เขามาเห็นสภาพการณ์ของหมู่บ้านเราเป็นยังไง ของมิสซังฯ เราเป็นยังไง เป็นแบบนั้น 5 ปี เราเห็นว่ายังไม่ได้เรื่อง ก็เลยว่าต้องตั้งเป็นระดับสังฆมณฑลก่อน ซึ่งมันข้ามขั้นตอน แต่ผมเห็นว่ามันจำเป็น คล้ายกับว่าเราทำตุ๊กตาไว้ก่อน สภาอภิบาลมันต้องเป็นแบบนี้ เป็นตัวแทน การประชุมไม่ใช่ว่ามาประชุมมานั่งฟังพ่อเจ้าวัดสั่ง มันไม่ใช่  ต้องมาศึกษาดูสภาพความเป็นไป เราเป็นยังไง 25 ปียังไม่สำเร็จดีเท่าไหร่ วัดเล็กๆ ก็ยังเป็นสภา ก็ลำบาก ในระยะ 10 ปีสุดท้าย หลังจาก FABC ได้ประชุมที่บันดุง อินโดนีเซีย พูดถึงกลุ่มศึกษาพระวาจา น่าจะเอาพระวาจาของพระเป็นเจ้ามาเป็นจุดศูนย์กลางของการรวมกลุ่ม เราก็ทำอยู่แล้วการรวมกลุ่มทำสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนต่างๆ เราไม่เอาเงินเป็นใหญ่ จะเอาเรื่องจิตตารมณ์ เรื่องคุณธรรม ซึ่งมันอยู่ในศาสนา ทีนี้เราก็เอาพระวาจาเข้ามาช่วย กำลังจะไปดี”

ถ้ามองภาพรวม 30 อะไรที่เป็น “ไฮไลท์” ในชีวิตพระสังฆราช

“ผมรู้สึกว่าเมื่อออกไปฉลองวัด ไปโปรดศีลกำลังอะไรต่างๆ สัตบุรุษต้อนรับด้วยความยินดี และยิ่งมาในระยะ 5 ปีสุดท้ายที่ผมไม่สบายเป็นโรคหัวใจนี้ เวลาทำบัลลูน 2 ครั้งนั้นไม่ได้บอกใคร แต่เมื่อต้องทำบายพาส ก็เลยรู้ สัตบุรุษและพวกคุณพ่อ ซิสเตอร์ ก็ภาวนา เฝ้าศีล อะไรต่างๆ ช่วยกันเรี่ยไรบ้าง เขาก็รู้ว่าสังฆมณฑลเราจน พระสังฆราชไปผ่าหัวใจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เขาก็ช่วยกัน เราก็รู้แบบนี้ก็น้ำตาไหล ผมนึกว่าพระได้ส่งโรคนี้มาให้ผมเพื่อที่จะได้ทดลองดูซิว่าผมนี้จะทนไหวไหม เราก็เอาละ ไหวนะ พระก็ให้รางวัลมาต่างๆ”

จดหมายลาเมื่ออายุ 75 ปี

“ผมเขียนจดหมายลา 2 ปี แล้ว เวลาที่ประกาศสังฆราชใหม่เมื่อเย็นวันเสาร์ที่แล้วนี้ ผมก็พูด 15 นาทีว่า ผมได้ทำอย่างไรบ้าง เขียนครั้งเดียวจดหมายฉบับแรกเขียนถึงพระสันตะปาปา วันที่ 16 มีนาคม 2004 ตอนนั้นยังไม่ครบ 75 จะครบ วันที่ 2 เมษายน เริ่มสุขภาพไม่ดี 4-5 ปีมาแล้ว ไปฟุบอยู่ที่โคราช ที่เราไปสัมมนาสงฆ์อีสาน มันเป็นเครื่องหมาย จากนั้นไม่กี่เดือนผมก็ต้องไปทำบัลลูน”

เขียนไปตั้งนานก็ยังไม่ได้รับคำตอบผ่านไปจนพระสันตะปาปาองค์ที่แล้วก็สิ้นพระชนม์ ผมมาผ่าหัวใจเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2004 เดือนธันวาคม ค.ศ.2004 ผมมาพักฟื้นที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ สมณทูตขึ้นไปเยี่ยมและให้คนอื่นที่อยู่ออกไป แล้วบอกว่า “พระสันตะปาปารับจดหมายลาแล้ว” ถ้าไม่ได้ผ่าหัวใจคงจะไม่ได้ข่าวนี้ รับแล้วแต่ขอให้ทำงานต่อไป

จะทำงานต่อไปได้อย่างไร ยังนอนอยู่บนเตียงอย่างนี้ เราก็คิดอย่างนั้น !

พระจัดอย่างนี้ก็จัดไปเถอะ ก็ดีนะคณะสงฆ์ก็มีคุณพ่อสัมฤทธิ์ แสงวงศ์ คุณพ่อวิทยา งามวงศ์ คุณพ่อคณะที่ปรึกษาเขาก็มาเยี่ยม มีแต่คนเห็นใจ สัตบุรุษก็สวดกันใหญ่ วันที่ 5-6 มกราคม 2005 พระสมณทูตก็ส่งเลขาฯ ขึ้นมาเริ่มกระบวนการ ถามเราอะไรเป็นยังไง แล้วก็ขอให้เสนอ 3 ชื่อ ทีนี้เราจะเสนอยังไงต้องดูประวัติส่วนตัว คุณพ่อวีระชัย บุญประสม ได้ขอประวัติของบรรดาพระสงฆ์ที่บวชตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่จริงเรามีชื่ออยู่ในสมองแล้ว แต่จะไปบอกให้ค้น 3 คนนั้นก็กระไรอยู่ เอาแบบคลุมๆ อย่างนี้

เขาก็ทำมาดี ผมก็เสนอชื่อไป พอเสนอไปแล้วเดือนกุมภาพันธ์พระสันตะปาปาประชวร แล้วก็สิ้นพระชนม์เดือนเมษายน เรื่องก็เลยยืดออกไป พอเรื่องถึงตอนนี้ผมก็ดีใจจริงๆ”

สิ่งที่ท้าทายพระสังฆราชองค์ใหม่

“ผมคิดว่า 1) พระสังฆราชใหม่เขาก็พื้นเพเป็นคนอีสาน 2) เขาก็เคยทำงานแพร่ธรรม อภิบาลที่อีสานอยู่แล้ว อยู่ที่อุดร ฯลฯ 3) เขาเคยเป็นเจ้าคณะ อยู่ 9 ปี ซึ่งก็หมายความว่าเขาก็เป็นคนที่โดดเด่น เป็นคนที่สามารถดึงคนประเภทต่างๆ ให้มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

สำหรับพระสงฆ์อันนี้สำคัญนะ แต่ว่าปัญหาที่เขาจะต้องให้พลังกับสัตบุรุษซึ่งเริ่มมีแล้ว โดยอาศัยสภาอภิบาล กลุ่มที่จะสร้างชุมชนขั้นพื้นฐาน โดยอาศัยพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ นี่ล่ะคิดว่าเป็นการท้าทายของพระสังฆราชองค์ใหม่ซึ่งคิดว่ามันจะเกิดผลดีด้านงานอภิบาลการแพร่ธรรม”

พระสังฆราชใหม่มาจากนักบวช
พระคุณเจ้ามาจากพื้นเมือง เด่นกันคนละอย่าง

“อันนี้แน่นอนเขาเป็นนักบวชและเคยเป็นเจ้าคณะ พระพรพิเศษของนักบวชของเขา อย่าลืมว่านักบุญอัลฟอนโซเป็นนักศีลธรรม (Moralist) เพราะฉะนั้นในงานอภิบาลนี้แหละคงจะดีกว่าผม การเทศน์ อันนี้หนึ่ง คิดว่าคงจะดีกว่าผมแน่

เรื่องที่สอง เรียกว่าท่านจะช่วยมิสซังอุบลฯได้ เนื่องจากท่านเป็นสมาชิกของคณะนักบวช อาศัยสายสัมพันธ์ที่เขามีอยู่จะช่วยให้สงฆ์พื้นเมืองของเรานี้ไปเรียนที่โน่น ไปดูงาน ไปฝึกงานที่นั่น ซึ่งเรื่องนี้ผมอยากจะทำแต่ว่าเราไม่มีความสัมพันธ์”

ชีวิตหลังเกษียณ

“ผมก็ตั้งใจจะศึกษาต่อไป ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาส ก็จะไปอยู่ที่ประเทศอิสราเอล ไปเข้าเงียบ ไปศึกษาพระคัมภีร์ ไปสักเดือนสองเดือน ไปอยู่ที่นั่น เพราะเรื่องภาษาสำหรับผมไม่เป็นปัญหา ภาษาอิตาเลียน ภาษาอังกฤษเราก็ได้ ภาษาฝรั่งเศสเราก็พอจะเข้าใจ จะพยายามศึกษาเรื่องนี้ต่อไป และก็เขียนบทเทศน์ ความคิดอะไรต่างๆ เมื่อเขาเชิญไปเทศน์ที่ไหนเราก็จะได้ใช้”

ขณะที่คนอื่นเรียกชีวิตช่วงนี้ว่า “ขาลง” แต่พระคุณเจ้ากลับยืนยันด้วยอารมณ์ดีว่า ชีวิตผมกำลังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” เพราะหมอสั่งให้ต้องพยายามยกขาขึ้นสูงๆ มิฉะนั้น “เท้าจะบวม”