โอกาสฉลอง 350 ปี คณะเอ็มอีพี. ในปีนี้ ขอนำเสนอและพูดคุยกับคุณพ่อผู้อาวุโสอันดับหนึ่งของเอ็มอีพี. ซึ่งยังดูแข็งแรง ยังทำงานอภิบาลอยู่หลายอย่าง คุณพ่อได้เล่าให้ฟังตลอดเวลา ที่พูดถึงวันเดือนปี และชื่อคนต่างๆ ยังจำได้ดี

“ผมเกิดที่ปารีส วันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1922 (หลังสงครามครั้งที่ 1) ในครอบครัวมีพี่น้อง 6 คน ผมเป็นคนที่ 4 เป็นชาย 3 คน หญิง 3 คน เวลานี้ ยังมีน้องสาว พี่สะใภ้ และพี่เขยอีกคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ ส่วนคนอื่นๆ กลับไปบ้านพระบิดาหมดแล้ว”

เกี่ยวกับกระแสเรียก ผมรู้สึกอยากจะเป็น “คุณพ่อ เป็นพระสงฆ์” ตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้อะไรนัก เวลารับศีลมหาสนิท ก็อยากเป็นมิสชันนารี แต่ยังไม่รู้ว่าคณะอะไร ตอนนั้นก็เป็นลูกเสือ และเวลาประชุมลูกเสือก็ได้ไปประชุมที่บ้านของคณะเอ็มอีพี. เวลานั้น เมื่อบิดาอนุญาตแล้ว ก็ได้ปรึกษากับคุณพ่อวิญญาณ ท่านได้ถามว่าจะเข้าคณะไหน ก็นึกขึ้นมาได้ตอนนั้น ไม่ได้คิดมาก่อน ได้ตอบว่า “คณะเอ็มอีพี.”

ค.ศ. 1940 เข้าบ้านเณรใหญ่ของคณะฯ เมื่ออายุ 18 ปี เป็นช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้เข้าบ้านเณรเล็ก

ในระหว่างที่อยู่บ้านเณรใหญ่นี้ พวกนาซีเยอรมันได้บุกเข้ามายึดครอประเทศฝรั่งเศส และได้จะเกณฑ์คนหนุ่มที่เกิด ค.ศ. 1922-1923 ไปเข้าค่ายที่เยอรมัน มีเพื่อนๆ และชาวฝรั่งเศสหลายคนหลบหนีเพราะไม่อยากไป บางคนก็ไปต่างประเทศ ไปสเปน หรืออัฟริกาเหนือก็มี

เมื่อตัดสินใจเป็นพระสงฆ์แล้ว ตอนนั้นรับศีลมหาสนิทก็ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจแต่อย่างใด ได้บวชวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1946 รวม 21 องค์ ในรุ่นเดียวกันมีคุณพ่อมีเชล ลังเยร์ คุณพ่ออแลง วังกาแวร์ ซึ่งต่อมาได้เป็นพระสังฆราชทั้งสองคน คุณพ่ออาแมสตอย อยู่วัดกาลหว่าร์ คุณพ่อมาบบรูซ์ อยู่อุบลฯ (มรณะแล้ว) และคุณพ่อชาร์ต ซึ่งเคยอยู่วัดกาลหว่าร์ 1 ปี

เมื่อบวชแล้วผู้ใหญ่ได้ส่งไปเป็นมิสชันนารีที่ประเทศจีน อยู่ที่เมืองเฉินตูเป็นเวลา 5 ปี เมื่อเหมาเจ๋อตุง ผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ยึดครองประเทศจีน ผมถูกจับขังคุกอยู่ 5 เดือน เดือนสุดท้ายถูกจับเข้าค่ายล้างสมอง และที่สุดพวกมิสชันนารีก็ถูกขับไล่ออกจากประเทศจีนหมด เวลาอยู่ในคุกได้ช่วยเหลือนักโทษ สอนคำสอนให้พวกเขารู้จักพระเป็นเจ้า และแม่พระ ให้รักกันและกันแม้กระทั่งศัตรู ช่วยเอาอาหารให้นักโทษคนหนึ่งเขาถือว่าผิดหนัก ถือว่าเป็นสักขีพยานถึงพระเยซูเจ้าให้พวกเขา

เมื่อออกจากประเทศจีนแล้ว ผู้ใหญ่ของคณะให้เลือกว่าจะไปเป็นธรรมทูตที่ไหน ผมเลือกมาประเทศไทยพร้อมกับคุณพ่อมาบบรูซ์ มาถึงประเทศไทยวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1952 พระคุณเจ้าบาเยต์ให้ไปอยู่ที่วัดนาโพธิ์ ท่าแร่ 7-8 เดือน และเรียนภาษาไทยไปด้วย ต่อมาพระคุณเจ้าบาเยต์ให้ไปเป็นอาจารย์สอนที่บ้านเณรฟาติมา ท่าแร่ ประจำอยู่ที่นั่น 11 ปี

ต่อมาคุณพ่อรากาสซี คุณพ่อกลอรีออด คุณพ่อกูร์เนย์ เดินทางมาสบทบด้วย

ต่อมา ผมได้ขอไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งเป็นการพักและฟื้นฟูจิตใจด้วย เมื่อกลับมา ได้รับผิดชอบครูคำสอน ไม่กี่เดือนก็เปลี่ยนพระสังฆราชใหม่ พระคุณเจ้าบุญเลื่อนให้เป็นจิตตาธิการซิสเตอร์คณะรักกางเขนอุบลฯ และครูคำสอนของสังฆมณฑลด้วย เป็นอยู่ 7 ปี สอนพวกโนวิสและอบรมอาสาสมัครฆราวาสด้วย

ต่อมาได้เป็นเจ้าคณะเอ็มพีอี. อยู่ที่บ้านสีลม ครบ 1 สมัย 5 ปี ก็เป็นต่ออีกรวม 3 สมัย เป็นทั้งหมด 15 ปี เมื่อครบแล้ว คุณพ่อโยเซฟ เตรบาออล มาเป็นแทน และเป็นอยู่ครบสามสมัยเหมือนกัน แล้วไปอยู่นครสวรรค์

ในสมัยที่เป็นเจ้าคณะ มีคุณพ่อเตียรี เดอ ลุสซี นักบวชผู้ก่อตั้ง “Point Coeur” ชาวฝรั่งเศส ได้มาปรึกษาจะขอส่งเยาวชนฝรั่งเศสอาสาที่เรียนจบแล้วทั้งชายและหญิง เป็นอาสาสมัครที่จะมาทำงานช่วยเหลือคนยากจน เขาได้มาติดต่อกับผู้ใหญ่ในประเทศไทย และพระคาร์ดินัลได้ให้ไปติดต่อกับคุณพ่อไมเออร์ที่คลองเตย คุณพ่อก็รับ แต่ก็มีเงื่อนไขว่า ต้องให้พระสงฆ์ฝรั่งเศสเป็นจิตตาธิการดูแลพวกเขา ผมก็เลยต้องรับหน้าที่นี้ด้วย เป็นมากว่า 18 ปีแล้ว

เขามาใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ถึงสองปี เพราะต้องเรียนภาษาด้วย และในประเทศไทยรับเฉพาะผู้หญิง เพราะเรื่องที่พักสะดวกกว่า ครั้งหนึ่งก็มีสองสามคน มีบางคนเมื่อจบแล้วก็กลับมาอีก บางคนก็กลับไปแล้วก็สมัครเข้าเป็นนักบวชก็มี เช่น คนหนึ่งเป็นล่าม คนหนึ่งเป็นวิศวกร เป็นนักธุรกิจ ก็สมัครเป็นนักบวช ก็เป็นสิ่งที่แปลก

นอกจากนี้ ก็มีกลุ่ม “พลังรักของพระจิตเจ้า” ที่อารามพระหฤทัยฯ ก็มีประชุมกันทุกวันจันทร์ มีสมาชิกประมาณ 40 กว่าคน แต่คนที่มาประจำสม่ำเสมอมีกว่า 20 คน วันจันทร์ต้นเดือนก็จะมามากหน่อย

เมื่อไปอยู่ที่สระบุรีแล้ว ก็ยังมาร่วมประชุมถวายมิสซากับพวกเขาทุกวันจันทร์ นั่งรถตู้จากสระบุรีมาที่อนุสาวรีย์ชัยฯ และต่อแท็กซี่มาที่สีลม ก็สะดวกดี ประมาณ 2 ชั่วโมง และเวลากลับก็มีสมาชิกขับรถไปส่ง

ที่สังฆมณฑลนครสวรรค์ พ่อเป็นเจ้าวัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด สระบุรี และดูแลบ้านพระสงฆ์อาวุโสซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ก็มีคุณพ่ออังตวน เดชังป์ คุณพ่อกาแรล และต่อมาก็มีคุณพ่อแวร์ดิแอร์ มาอยู่ด้วย ตอนนี้ก็เหลือแต่ผมคนเดียว อยู่มา 10 ปีแล้ว

คุณพ่อที่อาวุโสรองลงมาคือคุณพ่อกรางซ์ เกิดปีเดียวกัน ผมเกิดต้นปี แต่เขาเกิดปลายปี และคุณพ่อเรอเน บริสซอง

ฉลอง 350 ปี รู้สึกอย่างไร

ผมรู้สึกว่างานแรกที่พระสันตะปาปามอบให้คณะได้สำเร็จแล้ว คือการก่อตั้งพระศาสนจักรท้องถิ่นในประเทศต่างๆ ในเอเชีย มีพระสังฆราช มีองค์กรต่างๆ ก็มีพร้อมแล้ว แต่งานอย่างอื่นก็ยังไม่ทราบแน่ว่าจะเป็นงานอะไร มีพ่อที่ยังทำงานกับคนยากจน และชาวเขาอยู่เวลานี้สองสามคน

คณะเองได้รับมอบหมายให้ทำงานในทวีปเอเชียเป็นหลัก ต่อมาเมื่อโดนคอมมิวนิสต์ไล่ออกจากประเทศจีน เวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า ก็ไปทำงานที่ประเทศบราซิล (แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว) ที่อินโดนีเซีย มาดากัสการ์และทวีปอัฟริกา

กระแสเรียกของคณะเวลานี้มีน้อยลงๆ

เราเคยพูดกันมาเมื่อ10 ปีแล้ว ถ้าคณะจะปิดก็ต้องปิด! แต่หลังจากนั้นกลับมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมา มีพระสงฆ์หนุ่มๆ และสังเกตว่าพระสงฆ์ใหม่ๆ เหล่านี้ เป็นคนที่เคยประกอบอาชีพมาแล้ว เป็นครูบ้าง เป็นนักธุรกิจบ้าง มีปริญญาสูง จบดอกเตอร์ก็มี เป็นผู้ใหญ่แล้ว และก็ตัดสินใจมาเป็นธรรมทูต เราไม่ทราบแผนการของพระเป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร ตอนนี้มีคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น

วันนี้ วันนี้

สุขภาพเวลานี้ สายตาก็ยังดี หัวเข่าก็ยังพอไปได้ เหมือนกับ “ผู้เฒ่า ผู้แก่” ทั่วไปที่มีปัญหาก็เรื่องหูไม่ดี ฟังไม่ค่อยได้ยิน ได้ยินไม่ชัด เวลาประชุมลำบากมาก บางทีเข้าใจไปคนละเรื่องก็มี แต่... ระหว่างที่ได้พูดคุยกับคุณพ่อ ก็ไม่รู้สึกมีคำว่า

“หือ”
       “อ๋อ... อะไรนะ?!