ในกรุงเทพฯ ที่แออัดด้วยตึกสูงๆ และแข่งกันสูงเรื่อยๆ จะค้นหาพื้นที่ที่สงบเงียบ ร่มรื่น มีบรรยากาศวัด สำหรับหล่อเลี่ยงจิตวิญญาณ และที่สำหรับศึกษาหล่อเลี้ยงสติปัญญาให้ลุ่มลึก และผสมกลมกลื่นกัน หายาก

มีไม่กี่คนที่จะรู้จักสถานที่แห่งนี้ แต่คนที่รู้สึกคุ้นเคยก็จะพูดได้ว่า มีอะไรที่แตกต่าง ยิ่งกว่าบ้านหลังที่สอง

“บ้านเซเวียร์!”

วันที่ 6 ตุลาคม ถ้าเป็นเมื่อ พ.ศ. 2519 คงไม่ใช่ที่สงบเงียบอย่างนี้ แต่วันนั้น บ้านเซเวียร์ ตรงมุมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิด้านหนึ่ง กว่าจะฝ่ารถตู้เข้าไปถึงบริเวณวัด ก็ต้องนั่งทำสมาธิยุบหนอพองหนอ จนพุงพองเหมือนคนท้องโต บางคนอาจจะอารมณ์ร้อนเป็นไอระอุ ถ้าไม่คุ้นกับประเพณี วีถีชีวิตของชาวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

“สวัสดีครับ คุณพ่อ...”

บุรุษสูงทั้งตัวและวัยวุฒิ และคุณวุฒิที่ผมได้ขออนุญาตไปพบเพื่อพูดคุยคือ คุณพ่อจีน แบรี่ (Jean Barry, SJ.) อายุ 81 ปี ใบหน้ายิ้มแย้ม อารมณ์ดี สำหรับนักวิชาการในระดับมหาวิทยาลัยหลายคนรู้จักคุณพ่อดี แต่สำหรับสัตบุรุษชาวบ้านทั่วไป อาจจะไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้จักนัก ทั้งๆ ที่อยู่ประเทศไทยมา 47 ปี พูดภาษาไทยชัดเจน รู้จักประเทศไทยมากกว่าคนไทยอีกมากมายนัก แต่ถ้าจะให้พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ลาติน ก็ไม่มีปัญหา

คุณพ่อสูง 185 เซนติเมตร ใบหน้ายาว ผมขาว ยิ้มแย้ม อารมณ์ดี และตลอดเวลาที่พูดคุยกัน สามารถสัมผัสได้ถึงความใจดี มีเมตตา ทำให้รู้สึกสบายใจและอบอุ่น เหมือนท่านเป็นคุณปู่ หรือก๋ง ผู้ใจดีคนหนึ่ง สำหรับคนที่รู้จักและใกล้ชิด

คุณพ่อจีน แบรี่ เป็นพระสงฆ์คณะเยสุอิต เกิดที่ประเทศแคนาดา มีพี่น้อง 3 คน คุณพ่อเป็นคนหัวปี มีน้องคนเล็กเสียชีวิตตอนเล็กๆ จึงเหลือน้องสาวที่เติบโตมาด้วยกัน บัดนี้น้องสาวอายุ 76 ปีแล้ว

แรกเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนที่ควีเบค ประเทศแคนาดา ที่บ้านเกิด เป็นของคณะเยสุอิต จนจบปริญญาตรี แล้วจึงตัดสินใจสมัครเข้าบ้านเณรเพื่อเป็นพระสงฆ์ ต้องใช้เวลาต่อมาอีกนานถึง 15 ปี

สมัยนั้นอยากจะไปเป็นมิสชันนารี่ที่ประเทศจีน เพราะมีมิสชันนารีที่อยู่ในประเทศจีนกลับไปแคนาดาแล้วเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศจีนให้ฟัง ก็รู้สึกตื่นเต้น แต่เป็นช่วงที่คอมมิวนิสต์ยึดอำนาจปกครองและไล่มิสชันนารีออกนอกประเทศ จึงเข้าไปไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่ในคณะคาดว่าคอมมิวนิสต์คงอยู่ได้ไม่นาน จึงให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์เพื่อเรียนภาษาจีนประมาณ 2 ปี ต่อจากนั้นได้ย้ายไปอยู่ที่ไต้หวัน เป็นครูสอนคำสอน เรียนภาษา ประมาณปีเศษ และกลับไปศึกษาเทววิทยาที่ฟิลิปปินส์ต่ออีก 3 ปี หลังจากนั้นได้กลับไปบวชเป็นพระสงฆ์ที่ไต้หวัน วันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1959 พร้อมกับเพื่อน 12 องค์ มีทั้งชาวจีน สเปน แคนาดา และแม็กซิโก โดยพระอัครสังฆราช โกว เวลานั้นอายุ 33 ปี

เมื่อบวชแล้ว ได้เรียนเทววิทยาต่ออีก เข้าเงียบต่อเป็นเวลาหนึ่งเดือน และเข้าเป็นโนวิสอีกหนึ่งปี เรียกว่า โนวิสปีที่ 3 เพื่อเรียนเกี่ยวกับจิตตารมณ์ของคณะ และรื้อฟื้นชีวิตสงฆ์ให้ชัดเจน

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบวิชาจิตวิทยาอยู่แล้ว คิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับชีวิตและหน้าที่การทำงานในฐานะพระสงฆ์ จึงขอผู้ใหญ่ไปศึกษาต่อด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นของคณะเยสุอิต และศึกษาต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอีก4 ปี จึงกลับมาประเทศไทย

เข้ามาในประเทศไทย ค.ศ. 1960

ไปเรียนภาษาไทยที่ศรีราชากับพวกบราเดอร์คณะเซนต์คาเบรียล ต่อมาผู้ใหญ่มอบหมายให้ไปอยู่ที่ขอนแก่น เพราะคิดว่าคณะฯ อาจจะไปทำงานที่นั่น เป็นอาจารย์สอนเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อดูแลนักศึกษาคาทอลิก และให้คำปรึกษาแก่นึกศึกษาทั่วไปด้วย ในปีนั้นเป็นปีเดียวกันกับที่มีนักศึกษาคาทอลิกคนหนึ่งไปเข้าเรียนที่นั่น ต่อมาได้เป็นเณร และบวชเป็นพระสงฆ์ คือคุณพ่อวิชัย โภคทวี

ผมร้อง อ๋อ ถึงบางอ้อ คุณพ่อจีน ก็ยิ้มจนเห็นฟันเต็มๆ

อยู่ที่ขอนแก่น 7 ปี เป็นอาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ ต่อมารักษาการคณบดี ในระยะนั้นค่อนข้างจะวุ่นวาย นักศึกษาเดินขบวนขับไล่อาจารย์ จึงได้ลาออกและพักที่บ้านเซเวียร์

ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ ได้เชิญไปเป็นอาจารย์สอน เพราะสมัยที่อยู่ขอนแก่น บรรดาอาจารย์หลายท่านรู้จักคุ้นเคยกันดี จึงติดต่อชวนไปสอนที่จุฬาฯ เป็นอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ สอนด้านจิตวิทยาเรื่อยมา จนเกษียณอายุ 60 ปี และต่อสัญญาปีต่อปีอีก 5 ปี รวมเวลาเป็นอาจารย์สอนอยู่ 10 กว่าปี

ช่วงนั้นสถานการณ์ปัญหาสังคมในบ้านเรามีมากโดยเฉพาะโรคเอดส์ เมื่อไม่ได้เป็นอาจารย์แล้ว คุณพ่อประพันธ์ ภานุประภาส... จึงขอให้ช่วยเป็นผู้ให้คำปรึกษา และช่วยเปิด “คลินิกนิรนาม” เพื่อให้คำปรึกษาแก่คนที่ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งคนที่ติดเชื้อโดยทั่วไปจะรู้สึกอาย ไม่กล้าไปปรึกษาใคร ที่นี่เราจะไม่รู้ชื่อนามสกุลทั้งสิ้น เพื่อให้คนป่วยสบายใจ สมัยนั้นคาดว่ามีผู้ติดเชื้อประมาณ 1 ล้านคน

มาถึงวันนี้ เรื่องนี้ปัญหานี้ยังคงมีอยู่มาก คนติดเชื้ออาจจะมีมาก แต่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดน้อยลง และคนป่วยก็มียาต้านเชื้อเอดส์ได้ผลมากขึ้น เคยได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ระยะหนึ่ง

เนื่องจากความรู้และประสบการณ์มากมาย จึงถือว่าเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย และพระศาสนจักรเป็นอย่างยิ่ง วิทยาลัยแสงธรรม (บ้านเณรใหญ่) จึงเชิญคุณพ่อไปสอนวิชาจิตวิทยาการแนะแนวให้เณรใหญ่ โดยเฉพาะชั้นปีที่ 7 สอนมาประมาณ 13 ปีแล้ว เวลานี้ทางมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) บราเดอร์มาร์ติน ประทีป โกมลมาศ ได้เชิญไปสอนนักศึกษาระดับปริญญาโท ต้องชมว่าบราเดอร์เป็นผู้มองการณ์ไกล เพราะที่อัสสัมชัญนั้นเน้นด้านบริหารธุรกิจ ตอนแรกคิดว่าคงจะไม่มีใครสนใจ แต่ปัจจุบันนี้ผ่านมา..... แต่ละปีมีนักศึกษามากขึ้นๆ ปีละ 20-30 คน เวลานี้เปิดสอนถึงปริญญาเอกแล้

เมื่อถามเรื่องปริญญาที่ได้รับ

คุณพ่อยิ้มๆ และตอบว่ามีปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และจิตวิทยาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขอคุณพ่อช่วยให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ?

สมัยที่มาประเทศไทยใหม่ๆ บรรดาพระสังฆราชเป็นชาวต่างชาติ เป็นฝรั่งทั้งนั้น แต่ทุกวันนี้พระสังฆราชเป็นคนไทยทุกองค์ และพระสงฆ์นักบวชส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทย ในด้านการศึกษา เวลานี้แต่ละโรงเรียนมีนักเรียนมาก และจำนวนโรงเรียนก็มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ต้องคิดเสมอคือเรื่องคุณภาพ จะทำได้มากน้อยขนาดไหน?

อีกเรื่องหนึ่งคืองานด้านสังคม ช่วยเหลือคนยากจน ซึ่งพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยทำมานานและเห็นได้ชัดเจน และก้าวหน้ามาก ด้านสังคมพัฒนา และโคเออร์ ช่วยผู้ลี้ภัยและประสบภัย

ในคณะเยสุอิตเองได้บุกเบิกงานด้านนี้มาก่อน เวลานี้คณะได้ช่วยผู้อพยพย้ายถิ่นต่างชาติ มีสำนักงานเจอาร์เอส. ตั้งอยู่ที่นี่ คนรุ่นเก่าคงทราบดีว่าสมัยคุณพ่อบอนแนง เป็นคนแรกๆ ที่เข้าไปช่วยชาวบ้านที่สลัมดินแดง ตั้งเครดิตยูเนี่ยน ส่งเสริมอาชีพ สุขภาพอนามัย และถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ มีคุณหมอชวลิต จิตตรานุเคราะห์ คุณหมอเลิศ ศรีจันทร์ อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา

วิชาจิตวิทยาช่วยให้ชีวิตและงานของพระสงฆ์เราได้อย่างไร ?

ช่วยให้เราเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น สัตบุรุษที่มาขอคำแนะนำ ปรึกษา ทั้งเด็กและเยาวชน และช่วยให้เราอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างอบอุ่น

ค.ศ. 1954 พระคุณเจ้าหลุยส์ โชแรง ได้ติดต่อกับผู้ใหญ่ของคณะเยสุอิตเพื่อเชิญนักบวชคณะนี้เข้ามาในประเทศไทย ให้มาช่วยอภิบาลนักศึกษาคาทอลิก เราเคยคิดปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร ได้ดูที่ฮ่องกง ที่ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งมีมหาวิทยาลัยของคณะ และได้ประเมินสถานการณ์การทำงานของคณะด้วย เราจะมีพระสงฆ์มากพอที่จะทำงานได้ไหม ที่สุดก็คิดว่า สร้างเป็นศูนย์นักศึกษา และเปิดหอพักให้นักศึกษาจะเหมาะสมที่สุด

คณะเยสุอิตเข้ามาครั้งแรกสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อ ค.ศ. 1607 และทำงานจนถึงสมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 ค.ศ. 1767 (พ.ศ. 2310)

เมื่อมองดูเวลานี้ หอพักนักศึกษาบ้านเซเวียร์ มีผู้ที่เคยเข้ามาพักประมาณกว่าหนึ่งพันคนแล้ว และแต่ละท่านก็รู้สึกประทับใจ และมองดูว่าในขณะที่เขาพักที่หอพักบ้านเซเวียร์นี้ เขาได้รับประโยชน์อย่างมากสำหรับชีวิต หน้าที่การงานของเขาในเวลาต่อมา ไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาเท่านั้น หลายคนได้กลายเป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหารบ้านเมือง บางท่านได้รับเกียรติเป็นถึงองคมนตรีก็มี

วันนั้นหลังจากได้คุยกับคุณพ่อนานพอสมควรแล้ว ผมไม่อยากบอกเวลาตามหน้าปัดนาฬิกา เพราะสำหรับบางคนอาจะรู้สึกสั้นยาวเกี่ยวกับเวลาต่างกัน แต่ขอใช้คำว่า “ค่อนข้างนานพอสมควร”

ผมได้ฟังทั้งข้อคิด กำลังใจ และประทับใจในท่าทีบุคลิกภาพของคุณพ่อที่ยิ้มแย้ม หัวเราะ ทำให้สบายใจ

แต่สิ่งหนึ่งเมื่อคุยเสร็จแล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่าคุณพ่อได้เสียสละอย่างมากๆ ที่รับนัดกะทันหันของผมในเช้าวันนั้น เพราะคุณพ่อบอกว่าในหัวยังมึนๆ งงๆ เนื่องจากเพิ่งกลับจากแคนาดา กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดมา 1 เดือน การเดินทางไปกลับครั้งนี้ถือว่ารอบโลก เพราะต้องใช้เวลาถึง 30 ชั่วโมง โดยเดินทางกลับจากแคนาดา ผ่านซานฟรานซิสโก สนามบินนาริตะ และสนามบินสุวรรณภูมิ เพิ่งกลับมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ช่วงนี้ยังปรับเวลานอน เวลาทำงานไม่เข้าที่เลย พร้อมทั้งรอยยิ้มที่น่ารักและอบอุ่น เมื่อผมได้ยินแล้ว รู้สึกหนาวๆ

“ถ้ารู้ว่าจะสัมภาษณ์อย่างนี้ จะยังไม่นัดวันนี้หรอก...”
         “โอ้บาปข้าพเจ้า โอบาปข้าพเจ้าหนักนักหนา”
         “เมอากุลปา เมอามักซีมา กุลปา”

เรื่องและภาพประกอบโดย : โทนี่  ไทยแลนด์