คุณพ่อยอห์น ตามาโย คณะซาเลเซียน อายุ 56 ปี บวชครบ 27 ปีแล้ว

ชาวฟิลิปปินส์ร่างท้วม เป็นคนที่ทำงานเอาจริงเอาจัง จนครั้งหนึ่ง “เดี้ยง” ไปไหนมาไหนต้องติดปลอกคอ นั่งรถเข็นอยู่หลายเดือน

ปัจจุบันเข้าเมืองกรุงเป็นครั้งแรก หลังจากบวชมาได้ 27 ปี เป็นเลขานุการคณะซาเลเซียน คุณพ่อเจ้าวัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ หมู่บ้านนักกีฬา หัวหมาก เป็นพ่อบ้านศูนย์กลางของคณะฯ ที่หัวหมาก

ได้รับศีลบวชวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1981 ที่วัดนักบุญอันนา มาลากาน ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นสักการสถานแสวงบุญของประเทศฟิลิปปินส์ โอกาสฉลองครบ 400 ปี ที่มิสชันนารีได้มา ที่สักการสถานระดับชาติ ในฟิลิปปินส์มี 3 ที่คือ ที่เซบู ที่มะนิลา และที่มาลากาน ทางวัดและญาติพี่น้องขอให้ผมกลับไปบวชที่วัดในโอกาสนี้

เมื่อบวชแล้ว

เคยเป็นผู้ช่วยคุณพ่อยอห์น อูลิอานา ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนักบุญยอแซฟ บ้านโป่ง ราชบุรี อยู่ 22 ปี ส่วนผมอยู่ที่นี่ 5 ปี ทำงานด้านชีวิตครอบครัว

เป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ อำเภอพนม สุราษฎร์ธานี 10 ปี

เป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด หาดใหญ่ 2 ปี

เป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระฟาติมา ทับสะแก ห้วยยาง ประจวบคีรีขันธ์ 9 ปี

ปัจจุบันมาอยู่ที่บ้านเจ้าคณะ ที่หมู่บ้านนักกีฬา หัวหมาก ได้ 1 ปีแล้ว

ในรุ่นเดียวกันก็มีคุณพ่อยอห์น ลิสซันดริน อยู่วัดหาดใหญ่ คุณพ่ออาโรน คุณพ่อศักดิ์ชัย ตรีว่าอุดม และคุณพ่อมนูญ สนเจริญ รวมทั้งคุณพ่อนาวา ชีโร แต่บวชไม่พร้อมกัน

ช่วงที่อยู่วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ ที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 10 ปี ในดงคอมมิวนิสต์ สมัยนั้นวัดมีที่ดินเกือบ 5,000 ไร่ เป็นป่า และอยู่ในพื้นที่สีแดง ดงคอมมิวนิสต์ ทางทหารก็ปราบลำบาก เขาเห็นโครงการของเรา ที่เราจะตั้งโรงเรียนเพื่อเด็กๆ ทางการก็ให้ที่บริเวณนั้น พระคุณเจ้าก็สร้างอารามกาปูชิน สร้างโรงเรียน เด็กๆ ที่พ่อแม่อยู่ในป่า ก็เอาลูกมาเรียนกับเรา และที่สุดก็เป็นผู้คอยดูแลพวกเรา

สมัยนั้นภาคใต้มีมาเฟีย 5 คนที่ดังมาก มีพวกหนึ่งมาขโมยตัดต้นไม้ในพื้นที่ของเรา เป็นต้นใหญ่มาก 4-5 คนโอบ ซึ่งมีกว่าสองพันต้น ชาวบ้านมาบอก ผมก็ตามไปดูและแอบถ่ายรูปไว้ และเอามาถวายฎีกาถึงในหลวง ผ่านทางสำนักงานราชเลขานุการ และทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ลงไปดูแล ก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทำอะไรไม่ได้เลย

เขาตัดไม้แถวนั้น เป็นต้นไม้ใหญ่ราคาแพงไป และรุกเข้ามาในพื้นที่ของเรา ชาวบ้านเขามาบอกให้เรารู้ สมัยนั้นตัดแล้วลากออกไปที่สุราษฎร์ฯ และขึ้นเรือไปขายที่ญี่ปุ่น ต้นละ 50,000 บาท เขามีอิทธิพลมาก เราก็กลัวพวกเขาจะมาตามฆ่า ผมต้องหลบเข้ามาในกรุงเทพฯ พักหนึ่ง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีคนขับรถมาจอดที่บริเวณวัดของเรา ผมก็เห็นเขาง่วงนอนและเหนื่อย ก็เชิญมาดื่มกาแฟ ขอให้ซิสเตอร์ช่วยทำกาแฟสดให้เขา เขาชอบมาก กลิ่นหอมมาก และดื่มถึง 4 ถ้วย แล้วเขาก็ขอลาไป

หลังจากนั้น มีอยู่วันหนึ่งเขาก็ขับรถกลับมาแวะ และแนะนำตัวเองว่าเคยมาพบและผมให้ดื่มกาแฟ เขาบอกว่าเขาชื่อนายอนุ สงวนวงศ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ฯ และตอนนั้นเขาเป็นรองผู้ว่าจังหวัดพังงา ไปไหนมาไหนเวลานั้นไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่กล้าเปิดเผยตัวเอง กลัว... แต่เขาประทับใจที่เราต้อนรับเขาอย่างดี

เขาก็บอกว่า “มีอะไรจะให้เขาช่วยบ้าง?”

ก็เรียนท่านไปว่า อยากมีถนนตัดผ่านบริเวณนี้ เพื่อสะดวกสำหรับชาวบ้าน และเด็กๆ นักเรียนด้วย ท่านก็รับปากว่าจะช่วย

หลังจากนั้น ท่านก็ได้ร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดแถวนั้น มีโครงการตัดถนนเชื่อมระหว่างด้านอ่าวไทย ไปอันดามัน ยาว 140 กิโลเมตร ใช้งบ 284 ล้านบาท เป็นถนนเส้นตรงมาก สะดวกมาก

แต่ก่อนต้องไปอ้อมไกลมากถึงตะกั่วป่า กว่าจะไปจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง เขาอาจจะมีโครงการอยู่แล้วก็ได้นะ

ค.ศ. 2003 อายุ 50 ปี ผมป่วยเกือบตาย เส้นเลือดตีบที่คอ หมอนรองกระดูกเคลื่อน เพราะก่อนหน้านั้น ตอนอยู่ที่อำเภอพนมต้องทำงานร่วมกับชาวบ้าน สร้างวัด สร้างโรงเรียน แบกปูน ไม้ หิน ทราย เพราะเราไม่มีเงินจ้างมากนัก ทำให้กระดูกคอเคลื่อน หินปูนเกาะ ทำให้ซีกขวาเริ่มชาไม่มีแรง

รักษากินยาอยู่ 3 เดือนไม่ดีขึ้น ต้องใส่ปลอกคอ แทนคอลล่าร์ ต่อมาไปทำเอ็มอาร์ไอ.(MRI) เห็นอาการชัดเจนว่าหินปูนเกาะกระดูกและเส้นเลือด จึงผ่าตัดเอากระดูกเสียออก เสริมเหล็กเข้าไปแทน และได้พักอยู่ 6 เดือน

“ถ้าหาไม่พบ ผมคงพิการและตายแล้ว!”

ที่อำเภอพนมนี้ จังหวัดสุราษฎร์ฯ มีหลักหมุดทองเหลืองอยู่บริเวณเสาธงที่โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยา พนม ที่น่าอัศจรรย์คือ เมื่อวัดพื้นที่จากฝั่งอันดามัน และอ่าวไทยได้ข้างละ 100 กิโลเมตรพอดี และวัดจากหัวหินลงไป และจากเบตงขึ้นมา ได้ระยะข้างละ 500 กิโลเมตรพอดี เขาได้คำนวณไว้ช่วงนั้นเพื่อจะขุดคอคอดกะ และได้มีการถ่ายภาพร่วมกับผู้ว่าฯ และเจ้าหน้าที่เป็นหลักฐานไว้ ตอนปักหลักหมุดด้วย