คุณพ่อหลุยส์ เลอง (Louis Yves-Marie L?on) ปัจจุบันอายุ 85 ปี เกิดวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1923 บวชเป็นพระสงฆ์วันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 ที่ฝรั่งเศส หลังจากบวชในปีนั้นก็เดินทางมาประเทศไทย

“ก่อนมาประเทศไทย ไม่เคยรู้จักประเทศไทยเลย ทั้งหมดแล้วแต่ผู้ใหญ่จะมอบหมาย กำหนดให้ใครไปที่ไหน และเขาก็จัดส่งไปตามประเทศต่างๆ ที่ขอมา หลังจากบวชแล้วในปีเดียวกันก็ออกเดินทาง โดยสารเรือมาขึ้นที่สิงคโปร์ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และจากสิงคโปร์ได้ขึ้นเครื่องบินมากรุงเทพฯ ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง”

เพื่อนที่บวชพร้อมกันมีคุณพ่อกาเบรียล แวร์นิเอร์ คุณพ่อมอริส บริสซอง และผม มาประเทศไทยพร้อมกันสมัยพระสังฆราชหลุยส์ โชแรง ไปเรียนภาษาไทยที่ศรีราชา ชลบุรี กับพวกบราเดอร์

อยู่วัดอัสสัมชัญ (ค.ศ. 1951-1955) เป็นผู้ช่วยคุณพ่อเปรูดองเจ้าอาวาส มีคุณพ่อสวัสดิ์ กฤษเจริญ เป็นปลัด ผมได้ตั้งคณะพลมารีที่อัสสัมชัญเป็นแห่งแรกในกรุงเทพฯ ส่วนคุณพ่อนิโกลาส์ อยู่ที่โคราช ก็ได้ตั้งที่นั่นด้วย ผมไม่ทราบแน่ว่าใครเริ่มก่อนกัน แต่ที่อัสสัมชัญผมเป็นคนเริ่มสมัยนั้น และที่เอซีซี. บราเดอร์โรเกชั่น เป็นคนตั้ง

ต่อจากนั้นก็ไปอยู่ที่ต่างๆ ดังนี้

ค.ศ. 1955-1956 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนักบุญเทเรซา โนนแก้ว นครราชสีมา

ค.ศ. 1956-1958 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด นครราชสีมา

ค.ศ. 1958-1959 รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดแม่พระประจักษ์ สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

ค.ศ. 1960-1967 รับผิดชอบงาน ยุวกรรมกรคาทอลิก ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ

พระคุณเจ้าโชแรง (ค.ศ. 1947-1965) แต่งตั้งให้ผมเป็นผู้รับผิดชอบคณะยุวกรรมกร (YCW, Young Christian Workers) โดยส่วนตัว ผมไม่รู้จักคณะนี้มาก่อนเลย แต่ก็รับและศึกษาเอา

คุณพ่อโยเซฟ การ์แดง (Fr. Joseph Cardjn) เป็นผู้ก่อตั้งคณะ YCW. เมื่อ ค.ศ. 1912 ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชและเป็นพระคาร์ดินัล ท่านเป็นชาวเบลเยียม และต่อมาได้เข้าไปเผยแพร่ในฝรั่งเศส ทุกวันนี้คณะยุวกรรมกรนี้ยังมีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

คณะยุวกรรมกรเริ่มที่วัดกาลหว่าร์เป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 20 คน กำหนดไว้ว่าจะประชุมเดือนละครั้ง บางเดือนก็สองครั้ง เราประชุมกันโดยเอาพระวรสารเป็นตัวตั้งและหาทางประยุกต์เข้ากับชีวิต อาทิตย์ต่อมาก็เริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตแล้วนำมาเทียบกับพระวรสาร

ค.ศ. 1965 ได้มีประชุมวายซีดับเบิลยู. มีคนมาร่วม 266 คน จาก 77 ประเทศ ใช้หอประชุมของศาลาสันติธรรม ที่พักของกระทรวงมหาดไทยรวมกันที่เดียว ตอนนั้นโรงแรมยังมีไม่มากนัก เป็นการประชุมระดับโลกครั้งแรกของคณะฯ

ผมต้องจัดเตรียมเรื่องรับ ส่ง เรื่องที่ประชุม ที่พัก อาหาร แล ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ฯพณฯ ถนัด คอมันต์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้มาเป็นวิทยากรด้วย อีกท่านหนึ่งคือ หม่อมหลวงปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนา ได้ช่วยการประชุมครั้งนี้ด้วย วันสุดท้ายก็มาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ดูการแสดงนานาชาติของนักเรียนที่หอประชุม และเลี้ยงอาหารกัน

วันนั้นจำได้ว่าเป็นช่วงหลังการประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 พระคุณเจ้าเกลาดิโอ บาเยต์ และพระคุณเจ้ายวง นิตโย เพิ่งเดินทางกลับจากกรุงโรม มีเพียงท่านบาเยต์ที่รับปากว่าจะมาร่วม ส่วนท่านยวงบอกว่าเหนื่อย ไม่สามารถมาร่วมงานได้ ผมต้องไปขอให้คุณพ่อดาเนียล วงศ์พานิช ช่วยพูดให้ ท่านจึงมาร่วมประชุม งานนี้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยพอสมควร แต่เหนื่อยมาก

ต่อมา เราได้ตั้งสำนักงานนักบุญเทเรซาที่ถนนคอนแวนต์ ใช้เป็นที่ทำงานของวีซีดับเบิลยู. อยู่ประมาณ 6-7 ปี มีการประชุมอบรมเดือนละครั้ง และมีสมาคมคาทอลิกประเทศไทยอยู่ติดกัน ต่อมาสมาคมได้ย้ายมาที่อาคารคาทอลิก แพร่ธรรมที่อัสสัมชัญ บางรัก

ค.ศ. 1967-1972 ได้เป็นเจ้าคณะ คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (เอ็มอีพี.) พักอยู่ที่ถนนสีลม กรุงเทพฯ

ค.ศ. 1972-1980 รับผิดชอบผู้อพยพที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ

ไปอยู่อีสานใต้

หลังจากนั้นก็อยู่ที่สังฆมณฑลอุบลฯ มาตลอด จนกระทั่งเกษียณอายุ

ค.ศ. 1980-1990 เป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด หนองคูน้อย (บ้านเหล่า) ยโสธร

ค.ศ. 1990-1992 เป็นเจ้าอาวาสวัดนักบุญยอแซฟ หนองทามน้อย ศรีสะเกษ

ค.ศ. 1992-2000 เป็นเจ้าอาวาสวัดพระหฤทัย บ้านสีถาน ศรีสะเกษ

ค.ศ. 2000- ปัจจุบัน เกษียณอายุ พักที่บ้านพักของคณะที่อุบลฯ

ผมชอบอยู่ที่อุบลฯ เพราะได้ใช้ชีวิตอยู่กับชาวนา และบ้านที่ฝรั่งเศส พ่อแม่ก็เป็นชาวนา

โรคภัยไข้เจ็บ

สุขภาพเวลานี้ ตั้งแต่หนุ่มมาจนถึงเดี๋ยวนี้ไม่เคยป่วยหนัก นอกจากป่วยเล็กๆ น้อยๆ เวลานี้ “รู้สึกว่าจะแย่หน่อย” เรื่องการเดินมีปัญหา ลำบากหน่อย แต่มีหมอและพยาบาลดูแลอยู่

คุณพ่อมีโรคประจำตัวอย่างหนึ่งคือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้ง่วงง่าย อยู่ดีๆ ก็หลับไป และครั้งสุดท้ายนี้ก็กระดูกหักบริเวณหัวไหล่ เวลานี้จะขยับ จะลุกจะนั่งก็ปวด

ก่อนหน้านี้ผู้เขียนได้พบกับคุณพ่อ มาครั้งนี้ดูผอมลงไปมาก น้ำหนักลดไป 7-8 กิโลกรัม แก้มตอบอย่างเห็นได้ชัด

คุณพ่อยัง ดังโตแนล อธิการเจ้าคณะเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่ง เราร่วมถวายมิสซาเช้าด้วยกัน 4 คน มีพระคุณเจ้าปิแอร์ บัค ซึ่งเป็นอัมพาตต้องใช้ไม้เท้า อายุ 76 ปี คุณพ่อหลุยส์ เลออง อายุ 85 ปี และอีกด้านหนึ่ง คุณพ่อเอเตียน ฟรังซัวส์ กรางซ์ อายุ 86 ปี ร่วมถวายมิสซาด้วยกันในวัดที่บ้านของคณะที่สีลม เมื่อถวายมิสซาไปได้สักพักหนึ่ง คุณพ่อเลอองเซจะล้มลง พระคุณเจ้าบัคซึ่งอยู่ใกล้ๆ ก็พยายามเข้าไปประคอง แต่ทั้งสองก็ค่อยๆ ล้มลงๆ เหมือน “ภาพสโลว์โมชั่น”

กลับไปฝรั่งเศส

“ที่จริงผมไม่อยากกลับ (นิ่งไปสักครู่หนึ่ง) ถ้ารักษาที่นี่ได้ ผมไม่กลับหรอก เพราะผมใกล้ชิดกับคนไทย อยู่มา 58 ปีแล้ว สบายใจมากกว่า สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียใจคือไม่มีโอกาสไปฝังศพพี่สะใภ้ เขาเพิ่งตายได้สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง

นี่แหละที่ผมเสียใจ เพราะตอนที่อยู่ฝรั่งเศส ผมเคยพักอยู่กับเขา... นี่แหละชีวิตมิสชันนารี ต้องเสียสละ ละทิ้งทุกอย่าง แม้นญาติพี่น้อง...”

ตลอดเวลาที่พ่ออยู่ในประเทศไทย มีน้องๆ และหลานๆ เคยมาเยี่ยมบ้าง และตลอดเวลา 58 ปี คุณพ่อบอกว่าได้มีโอกาสกลับไปประมาณ 10 ครั้ง เพราะตอนที่เป็นเจ้าคณะต้องไปประชุมบ่อย แต่ปกติสมัยก่อน 6 ปีเขาจะอนุญาตให้กลับไปครั้งหนึ่ง

เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

ตอนแรกๆ สมัยอยู่ที่โคราช ต้องขี่ม้า สมัยนั้นอยู่กับคุณพ่อลาบอรี มีวัดน้อยกระจัดกระจายอยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่งเรา ขี่ม้าแข่งกัน “โอ๊ย... วิ่งน่าดู ตกม้า... สนุกมาก”

เรื่องใช้รถนั้น ที่ผ่านมารวมทั้งหมด 4 คัน เป็นรถเก่า มือสองมือสาม มาใช้รถใหม่ก็เมื่อเกษียณตอนอายุ 84 ปี แต่ได้รถใหม่ตอนอายุ 82 ปี เป็นรถปิกอัพ

ครั้งหนึ่ง วันที่เดินทางกับคุณพ่อแวร์นิเอร์ จะไปศรีราชาเพื่อเรียนภาษาไทย นั่งรถบัสประจำทางไป แต่พอนั่งเลย โรงพยาบาลจุฬาฯ ไปได้ไม่นาน ก็เกิดไฟไหม้รถบัส ของที่เอาไปอยู่บนหลังคารถ ข้าวของที่เอามาจากฝรั่งเศสก็โดยไฟไหม้หมด รวมทั้งรถจักรยานด้วย ใหม่ๆ ทั้งนั้น

เรื่องการชดใช้เงิน ทางบริษัทก็บอกว่าจะใช้ให้ ได้ไปติดต่อหลายครั้ง แต่ก็เงียบ ไม่ได้อะไรเลย

ครั้งหนึ่ง พระคุณเจ้าโชแรงได้รับเชิญไปโปรดศีลที่แม่สอด จังหวัดตาก แต่พระคุณเจ้าขอให้ผมไปแทน ได้ขับรถเก๋งคันใหญ่ยี่ห้อฟอร์ดของบ้านสมณทูต ออกจากอัสสัมชัญตอนเช้า ไปถึงจังหวัดนครสวรรค์ ต่อจากนั้นไปถึงจังหวัดตาก เป็นถนนลูกรัง ต้องจอดรถไว้ที่ตาก และต้องขึ้นรถเล็กของท้องถิ่นไปแม่สอด เป็นถนนลูกรังแคบๆ ถนนสายนี้ต้องเดินทางไปหนึ่งวัน กลับหนึ่งวัน เพราะถนนแคบ สวนทางไม่ได้ และทางอันตราย เมื่อเสร็จแล้วคุณพ่อก็พานั่งรถจี๊ปไปต่อ และลงเรือ ขึ้นบกกว่าจะไปถึง โอย... เหนื่อย ลำบากมาก แต่เวลานั้นก็สนุก

เมื่อกลับมาเอารถที่จังหวัดตาก เกิดเป็นไข้จับสั่น ขับรถลงมากรุงเทพฯ ไม่ได้ ต้องนั่งรถบัสมากรุงเทพฯ และมีคนไปขับรถกลับมาให้

ข้อคิดประจำใจ

มีหลักยึดสำหรับชีวิตสงฆ์คือ “สู้ไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ที่พระเจ้ามอบให้เราให้ได้ จะยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม ช่างมันเถิด ต้องอดทนไปให้ได้”

สมัยนี้ พระสงฆ์ลำบากเพราะการเดินทาง การทำงาน เรามักไม่ค่อยอดทนกันเท่าไรนัก และมักจะบ่น...บ่น...กัน

“เวลานี้...โอ้ย....ขี้บ่น!”

คิดคำนึงถึงชีวิตมิสชันนารี

วันที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อหลุยส์ เลออง เป็นบรรยากาศที่ผมรู้สึกบรรยายไม่ถูก คุณพ่อนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอช. ถนนคอนแวนต์ มานาน 2 เดือนกว่าแล้ว บรรยากาศเงียบๆ เหงาๆ บอกไม่ถูก มีลูกศิษย์ที่คุณพ่อโปรดศีลล้างบาปให้เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว คอยมาดูแลรับใช้ และพยุงให้ลุก นั่ง ฯลฯ

ความเจ็บป่วยฝ่ายร่างกาย ผมว่ายังพอรักษาและยอมรับได้ แต่ความรู้สึกทางใจยามเจ็บป่วย ความโดดเดี่ยวบนเตียง เพื่อนที่เคยร่วมเดินทางมาด้วยกัน ตายจากกันไปก่อนหน้าแล้ว ในห้องเงียบห้องๆ นี้ ห่างไปอีกเกือบ 10,000 กิโลเมตร

ถึงปารีสบ้านเกิดเมืองนอน ห่างญาติพี่น้อง ถ้าจะต้องตายจากไป ก็คงตายเพียงลำพังคนเดียว ไม่มีคนรู้เห็น แต่ละคนก็มีภาระของตน คนที่มาภายหลังก็ไม่ได้รู้จักใกล้ชิด เหมือนเป็นปู่ เป็นตา เป็นลูกหลาน มาคอยดูแล มีเพียงหมอ พยาบาลเท่านั้น

ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมมิสชันนารีหลายองค์ยามเจ็บป่วยอยู่บนเตียง และหลายคนก็ล่วงลับไปแล้ว บางท่านก็ยังอยู่ แต่แบบคนป่วยด้วยโรคชรา ความรู้สึกตรงนี้คงเป็นความรู้สึกสำหรับมิสชันนารีอีกหลายๆ คน ที่มอบชีวิตให้แผ่นดินไทย ยอมให้ชีวิตเปื่อยเน่าไปเหมือนเมล็ดข้าว

โอ้! มิสชันนารีที่เคารพรัก... ช่างเป็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่! จริงๆ

มรณภาพ

วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 เวลา 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตรงกับประเทศไทยเวลา 19.30 น. คุณพ่อได้ถวายวิญญาณคืนแด่พระเป็นเจ้า ณ บ้านพักพระสงฆ์ชราของคะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ด้วยอายุ 85 ปี

ขอพระเป็นเจ้าโปรดทรงรับดวงวิญญาณของคุณพ่อไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ตลอดไปเทอญ

ขอให้ดวงวิญญาณของคุณพ่อได้รับบำเหน็จนิรันดร์ในสวรรค์ด้วยเทอญ