เมื่อแดดร่มลมเย็นเป็นใจ  เริ่มต้นปีใหม่ให้ต้องจากแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ ไปอีสาน จนสุดถึงริมแม่น้ำโขง ลัดเลาะ “เกาะพรรคพวก” นั่งรถไปตามถนนลาดยาง เข้าหมู่บ้านเป็นถนนลูกรัง ผ่านหมู่บ้าน วัดพุทธ และวัดคริสต์

เรียกว่าดั้นด้นไปจนถึงบ้านเด็กซาร์เนลลี (Sarnelli) มีอาคารหลายหลังปลูกติดกัน และเด็กๆ หลายสิบคน ทั้งเล็กๆ และวัยรุ่น ต่างก็วิ่งเล่น นั่งอ่านหนังสือบ้าง รวมกันอยู่บริเวณใต้อาคาร

บริเวณบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ หลายต้นปกคลุมร่มรื่น เป็นที่ประทับใจและสบายใจสำหรับผู้คนที่เข้าไปในบริเวณนี้

ฝรั่งสูงใหญ่และสูงวัย ไว้หนวด เดินอาดๆ ที่ผมมาพบและพูดคุยวันนี้ คือธรรมทูตแห่งลุ่มแม่น้ำโขง คุณพ่อไมเกิ้ล เช อายุ 70 ปี ผู้ก่อตั้งบ้านเด็กแห่งนี้ และบริเวณโดยรอบๆ และอีกสองบ้านที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย

คุณพ่ออยู่ประเทศไทยมาได้ 42 ปีแล้ว และสร้างบ้านเด็กแห่งนี้มาได้ 8 ปี จากเริ่มแรกเพียงสองสามคน จนวันนี้กลายเป็นเหมือนโรงเรียน

เมื่อคุณพ่อเสร็จภารกิจพาคณะที่มาเยี่ยมบ้านเด็กแล้วก็มีเวลานั่งคุยกับ “ผู้น้อย” จากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาถึงเรื่องราวบ้านเด็กน้อยหลังนี้และชีวิตของคุณพ่อ ซึ่งตลอดเวลาผมรู้สึกแปลกใจกับฝรั่งที่พูดภาษาอีสานอย่างคล่องปาก และชัดเจนทุกคำตอบ พร้อมเรื่องราวที่นำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้

ใต้ร่มเงาไผ่ และเสียงลู่ลิ่วหวิวตามลม พร้อมทั้งเสียงนกที่ร้องรับสลับกันเป็นเสียงดนตรี ผสมเสียงแคนแดนอีสาน

แรกเริ่มมาถึงประเทศไทย

เรียนภาษาอยู่ที่ศรีราชา 6 เดือน ที่บ้านเณร สอนภาษาละติน อังกฤษ และมาเรียนภาษาไทยต่อที่กรุงเทพฯ 1 ปีเต็ม เรียนพูด เขียน สะกด พอเรียนจบได้สองวัน ผู้ใหญ่ก็ให้มาอยู่ที่หนองคายเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2510/ค.ศ.1967 และก็ไม่ได้ย้ายไปที่ไหนเลย อยู่แถวริมแม่น้ำโขงมาตลอด หนองคาย อุดรฯ ขอนแก่น นี่แหละ

อยู่หมู่บ้านเล็กๆ ตามริมแม่น้ำโขง

เคยทำงานกับพวกผู้อพยพ พวกม้ง ที่บ้านวินัย จังหวัดเลย อยู่ 6 ปี

ต่อมาพระคุณเจ้ายอด พิมพิสาร ขอให้มาช่วยก่อสร้างบ้านเณรน้อย (บ้านสันติราชา) และสอนหนังสือสามเณรอยู่ 3 ปี ต่อมาย้ายมาอยู่ที่วัดเวียงคุก 6 ปี และเป็นนวกจารย์ของคณะพระมหาไถ่ 6 ปี

ช่วงปีสุดท้ายนี้เองได้พบว่าในหมู่บ้านนี้มีโรคเอดส์เกิดขึ้น จึงเริ่มรับลูกของพวกเขาทีละคนสองคนมาเรื่อยๆ เพราะเวลานั้นหลายคนไม่เข้าใจ และรังเกียจคนที่เป็นโรคเอดส์

พ่อตู้เซ หมู่เฮา สรุปชีวิตสี่สิบกว่าไปให้ฟังเพียงไม่กี่บรรทัด!

ปัจจุบันที่บ้านซาร์เนลลี (Sarnelli) บ้านดอนหวาย หนองคายนี้ ซึ่งตั้งชื่อเป็นที่ระลึกสำหรับผู้มีอุปการคุณแก่บ้านเด็กที่นี่ มีเด็กทั้งหมด 135 คน ที่ติดเชื้อโรคเอดส์แน่ๆ 60 คน บางคนก็เป็นกำพร้าเพราะพ่อแม่ตายด้วยโรคเอดส์ นอกจากนั้นก็ไปเยี่ยมนอกหมู่บ้าน พ่อแม่เป็นเอดส์ แต่ตัวเด็กไม่ติด

สำหรับเด็กที่อยู่กับเรา เวลาไปหาหมอที่โรงพยาบาล ไปเรียนหนังสือ เราช่วยค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด มีเด็กทั้งหมด 33 คน ติดเชื้อโรคเอดส์ 11 คน ระดับมหาวิทยาลัยมี 6 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 4 คน

ที่มาของเงินและค่าใช้จ่าย

สำหรับการช่วยเหลือ เริ่มต้นเราจะเขียนจดหมายไปตามที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ชาวพุทธก็ช่วยดีมาก ทั้งในกรุงเทพฯ มีทั้งเงินและอาหาร ส่วนต่างประเทศก็มีพวกลูเธอร์รันที่เยอรมัน และพวกบัปติสต์ที่สหรัฐก็ช่วยเรา การช่วยเหลือทั้งต่างประเทศและในไทยพอๆ กัน

ค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 7 แสนบาท คนงานประมาณ 50 คน เพราะมีเด็ก ก็ต้องมีแม่บ้าน 2 คน พี่เลี้ยง 2 คน ทั้งกลางวันและกลางคืน คนขับรถ คนทำสวน

เรามีที่นา 24 ไร่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เราพยายามเลี้ยงตัวเองเท่าที่จะทำได้ ข้าวที่เราปลูกกินได้ 6 เดือน ที่เหลือต้องซื้อกินปีละประมาณ 8 ล้านบาท

เดี๋ยวนี้รัฐช่วยยาให้ฟรี ก็ช่วยได้มาก ที่ซื้อเองบ้างก็ขอเข้าโครงการ 30 บาท

ชาวบ้านบางคนเห็นเราช่วยเด็กน้อย เขาก็เอาข้าวมาให้เด็กน้อยด้วย

วันที่ผมไปเยี่ยมบ้านเด็กนั้นตรงกับ “คณะผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ของศาลจากหนองคาย ประมาณ 10 กว่าคน นำของขวัญและอาหารไปเลี้ยงเด็กโอกาสปีใหม่พอดี ทราบว่าไป 2-3 ครั้งแล้ว”

ร.ท. มานิต อินทิศักดิ์ ผู้พิพากษาสมทบที่ร่วมกับคณะไปด้วยได้กล่าวว่า “กิจการที่คุณพ่อเชทำอยู่นี้ น่าชื่นชม และน่าสรรเสริญ คุณพ่อทำเพื่อเด็กๆ ด้วยความรักและเสียสละจริงๆ ช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐซึ่งไม่สามารถทำได้”

ในเวลาเดียวกัน ก็เห็นมีชาวฝรั่งต่างชาติทั้งหญิงและชาย 5-6 คน มาเยี่ยมบ้านเด็กเหล่านี้ บางคนก็มาอุ้มและนั่งอยู่ท่ามกลางพวกเด็กๆ

ผู้ร่วมงานใหม่ และขยายสู่ชุมชนยั่งยืน เชิงรุก

ที่ห้วยทราย บ้านซิสเตอร์คณะศรีชุมพาบาล ซึ่งมาช่วยได้ 7 ปีแล้ว สอนอาชีพ การตัดเย็บ และเมื่อเป็นแล้ว ก็จ้างเขาทำงานต่อไป ทำให้ไม่ต้องไปทำงานหากินที่จังหวัดอื่น เรื่องนี้ช่วยได้มาก บัดนี้ “ผู้สาว” ไม่ต้องไปพัทยา ภูเก็ต เพราะเขามีอาชีพ มีรายได้ ไม่ต้องทิ้งครอบครัวไปแล้ว ช่วยได้มาก ช่วยทั้งด้านศีลธรรมด้วย

ที่วัดไผ่สีทอง เมื่อคุณพ่อไปใหม่ๆ มี 6-7 ครอบครัว เดี๋ยวนี้มีคาทอลิก 135 ครอบครัว ใกล้ลำน้ำโขง ใกล้น้ำ คนมีรายได้ จึงไม่ค่อยมีคนยากจนเท่าไหร่

ที่วัดบ้านดอนหวาย คริสตังกับคนพุทธมีพอๆ กัน มีคริสตังประมาณ 40-50 ครอบครัว บางคนย้ายไปที่อื่น แต่ก็กลับมาบ้าน

วัดนี้อยู่ห่างจากวัดไผ่สีทองแค่ 2 กิโลเมตร และวัดไอลีน หนองแสง อุดรธานี (คนละแห่งกับวัดหนองแสง นครพนม) ห่างจากสนามบิน 35 กิโลเมตร วัดศรีชุมพาบาล อำเภอสังคมบ้านนาเมืองไทย อยู่ในภูเขาจริงๆ มี 12 ครอบครัว

10 ปีแรก ริมฝั่งโขงเวลานั้นยังไม่มีถนน ต้องแล่นเรือริมฝั่งโขงตลอด ไปๆ มาๆ ด้วยเรือทั้งนั้น

“ตั้งแต่ท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่-เวียงคุก-อ.หนองคาย-โพนพิสัย-ห้วยเซือม-ปากคาด–ห้วยเล็บมือ จนถึงหนองแสง นครพนม”

คุณพ่อเอ่ยชื่อวัดต่างๆ คล่องปรื๋อเป็นสำเนียงอีสาน เหมือนเด็กๆ ท่องอาขยาน ยังไงยังงั้นเลย! ผมได้แต่นั่งอ้าปาก ห..ว.. อ.

ช่วงที่มาอยู่ใหม่ๆ อยู่ที่ห้วยเซือม ห้วยเล็บมือ กินอาหารเผ็ดๆ ที่ไม่เคยกินมาก่อน ช่วง 15 ปีแรก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรทัศน์ มีแต่วิทยุ ก็สบายดี เป็นธรรมชาติดี

เมื่อ 40 ปีที่แล้วที่ย้ายมาอยู่ใหม่ๆ พยายามปรับตัว เรื่องอาหารการกินไม่มีปัญหา กินได้เหมือนกับชาวบ้าน อาหารจากป่ามีมากมาย ยิงหมู่ป่ามากิน ปลา ตำบักหุ่ง ลาบ ก้อย ไม่เคยมีปัญหา แต่เลิกกินปลาแดกแล้ว ไม่ดีต่อสุขภาพ เป็นมาเลเรียตั้งแต่ พ.ศ.2510-2520 เป็นต้นมา เคยเป็นบ่อยๆ ตั้งแต่ 10 ปีแล้ว เป็นเบาหวานด้วย และครั้งหลังสุดเป็นงูสวัด อยู่ 6 เดือน

ไปเยี่ยมบ้านเป็นขอทานมาให้เด็กน้อย

สมัยก่อนคณะให้กลับไปเยี่ยมบ้าน 5 ปีครั้ง ต่อมาก็ 4 ปี 3 ปี ช่วงหลังๆ บางครั้งก็ต้องกลับไปทุกปี หรือสองปี ถ้าเห็นว่าเงินไม่พอใช้ถึงปลายปี ไปขอทานอยู่ริมถนนเอามาเป็นค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ตอนนี้ทุกปีเงินไม่ค่อยพอ แต่อยากจะกลับสองปีมากกว่า

ตอนนี้มีน้องชายคนหนึ่งเป็นทนายความ อายุ 57 ปี น้องสาวอายุ 50 ปี มีน้องคนหนึ่งเพิ่งตายไป เขาช่วยมาก แต่เขาย้ายออกมาจากหมู่บ้านเดิมแล้ว

เมื่อพูดถึงพ่อแม่ญาติพี่น้อง สำหรับเราคนไทยกับชีวิตธรรมทูต ความรู้สึกคงต่างกันราวฟ้ากับดิน โดยเฉพาะคุณพ่อที่นั่งอยู่ตรงหน้า แม้นคำพูดอาจจะฟังดูเหมือนธรรมดา แต่ภายใต้แว่นตาสีชาๆ เข้ม ไม่ทราบว่าแววตาคู่นี้จะบอกความรู้สึกอะไรบ้าง

สถานที่ห่างไกล ไม่สามารถห้ามความรู้สึกได้ เพราะความรักได้  . ทำให้ทุกคนที่รัก มาอยู่ในใจเสมอ

กับความรู้สึกลึกๆ ในบั้นปลายชีวิต

หลังจากได้ฟังเรื่องราว เล่าผ่านริมผีปากติดหนวดของคุณพ่อมาอย่างยาวนานใต้ซุ้มไผ่กอใหญ่ พร้อมทั้งเสียงนกร้องรับสลับเป็นเสียงดนตรีประกอบการสัมภาษณ์ แต่เรื่องราวที่ได้รับฟังก็คงเป็นแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นกับชีวิต 42 ปีที่อยู่ในประเทศไทย กว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมา และตลอดเวลาที่พูดคุยกัน คุณพ่อจะพูดภาษาไทยอีสานอย่างคล่องปาก

เมื่อถามถึงความรู้สึก หน้าที่การงานที่ต้องรับภาระอยู่เวลานี้ กับวัยและวันเวลาที่ผ่านไป จนเรียกได้ว่าไม่รู้ว่าเอาเวลาที่ไหนมาพักผ่อน หรือคิดถึงตัวเองบ้าง

“รู้สึกเหงาบ้างไหม?”

“ไม่เคยเลย ไม่เคยรู้สึกเหงาเลย... อยู่ที่ไหนก็มีความสุขดี ไปไหนก็ตาม มีความสุข ทุกคนต้อนรับดี คนไทยเรายิ้มง่าย ชาวบ้านเขาซื่อๆ เขาทำผิดถูกอะไร เขาก็เป็นลูกเป็นหลานของพระเป็นเจ้าเราไม่ได้ติดสินบนเขา เขาเห็นว่าเรารักลูกเขา เขาก็ดีกับเรา”

“เขาอดทนกับผมมากกว่าผมต้องอดทนกับเขา!”

ฉายาในมาด “พ่อคาวบอย”

ผมหันกลับมาคุยเรื่องเบาๆ สนุกๆ ก่อนจากกัน สำหรับคนที่คุ้นเคยกับคุณพ่อเชจะทราบดี คุณพ่อเป็นคนตรงแบบลูกทุ่งๆ ชอบชีวิตบ้านนอก จนกระทั่งถ้าเข้าเมืองก็ต้องปรับตัวกันยกใหญ่

ในมาดลูกทุ่งนุ่งกางเกงยีน ไว้หนวดเหมือนกับดาราหนังฮอลลีวู้ด บางครั้งได้รับฉายาว่า “พ่อคาวบอย” พอถามที่มาที่ไปตรงนี้ คุณพ่อหัวเราะ

“สมัยเป็นเด็ก อยู่บ้านนอก พ่อ (บิดา) มีฟาร์มเลี้ยงวัว อยู่บ้านเณรก็มีฟาร์ม มาอยู่เมืองไทยเมื่อกลับบ้าน ก็อยู่บ้านเข้าฟาร์มเลี้ยงวัว ขับแทรกเตอร์ แต่ต่อมาทางบ้านก็ขายวัวไปได้ 20 ปีแล้ว”

“แต่ผมก็ชอบนะ ชีวิตอย่างนั้น”

ชีวิตที่แตกต่าง อุทิศเพื่อเด็กและผู้ด้อยโอกาส

สมัยนี้ ถ้าเห็นฝรั่งแก่ๆ อยู่บ้านนอก ก็คงจะรู้สึกได้หลายอย่าง และยิ่งแปลกยิ่งขึ้นเมื่อฝรั่งคนนี้พูดภาษาอีสาน กินลาบ ตำบักหุ่ง ปลาแดก ฯลฯ

รู้จักพื้นที่อีสานได้ดีกว่าคนอีสานอีกหลายคน ฝรั่งคนนี้มีลูกเป็นร้อย ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีภรรยาสักคน

นี่แหละครับชีวิต “บาทหลวง” ซึ่งทุกคนเรียกว่า “คุณพ่อ” อีกมุมหนึ่งของประเทศไทย ผู้ทำงานอย่างเงียบๆ ท่ามกลางเสียงเด็กที่วิ่งไปวิ่งมา และบางครั้งก็เห็นคุณพ่ออุ้มเด็กตัวน้อยๆ มากอดเหมือนกับเป็นปู่ เป็นตา

มีเด็กอยู่คนหนึ่ง พี่เลี้ยงอุ้มมาและคุณพ่อพูดคุยและอุ้มเด็กน้อยนั้นมาแนบไว้กับอก เด็กน้อยนั้นยิ้มด้วยความดีใจ ใบหน้าของเด็กมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ ทำให้ใบหน้าเสียรูปทรงไปจนเห็นได้ชัด

ผมพยายามสังเกตเด็กน้อยคนนั้น รอยแผลเป็นภายนอกนั้น สำหรับผู้หญิงคงจะกลายเป็นปมด้อยไปตลอดชีวิต และรอยแผลใจที่กลายเป็นกำพร้า สำหรับเด็กน้อยคนนี้ และคงอีกหลายๆ คนที่มาอยู่ที่นี่ อาจจะเจ็บปวดกว่ารอยแผลเป็นบนร่างกายกว่าหลายร้อยเท่านัก

ใกล้ๆ บริเวณนั้น มีภาพวาดสี่สีสวยติดผนังไว้ เป็นรูปพระเยซูเจ้าประทับอยู่กับเด็กๆ และอุ้มเด็กน้อยไว้ และในวัดน้อยของบ้านแห่งนี้ ก็มีรูปกระจกสี เป็นรูปพระเยซูเจ้าทรงอุ้มเด็กๆ ตั้งแต่เล็กๆ จนถึงวัยรุ่น

ผมได้มีโอกาสเดินดูบริเวณโดยรอบด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพื่อซึมซับรับเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มารู้มาเห็น ให้ติดตรึงใจกลับไป

ที่บ้านเด็กทารก ผมเห็นเด็กทารกนอนอยู่ในเปลกำลังหลับสนิท และบางคนก็ตื่นอยู่และยืนมองเกาะที่ขอบเปลมองพวกเราที่ไปเยี่ยม ไปดูพวกเขา

ช่างน่ารัก น่าเอ็นดูจริงๆ และเหลือเชื่อว่าผู้ที่เป็นพ่อแม่ ทำไมจึงทำกับลูกที่น่ารักของตนได้ถึงขนาดนี้

ถ้าเด็กเหล่านี้พูดได้ ผมก็อยากรู้จริงๆ ว่า เขาจะพูดอะไรกับเราผู้ใหญ่วันนี้

คุณพ่ออยู่ประเทศไทยมานานกว่าคนไทยครึ่งประเทศ โดยเฉพาะอยู่ในอีสานมาจนเป็นเหมือนคนไทยแล้ว และภาษาอีสานก็ต้องเรียกว่า “พ่อตู้เช”

ถ้าจะเรียกให้อีสานแม่นแต้ ก็ต้องว่า “พ่อตู้เซ”

เรื่องและภาพประกอบ โดย : โทนี่ ไทยแลนด์