มีคุณพ่อองค์หนึ่งได้รับอุบัติเหตุชื่อโอลิเวียร์ มอแร็ง อยู่โรงพยาบาลเปาโล

นี่เป็นโจทย์ให้ผมในฐานะที่เป็น “คพส.” (คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระสงฆ์) ต้องติดตามทำหน้าที่ให้ครบถ้วน

วันที่ 12 ตุลาคม เวลา 9.00 น. ผมไปเยี่ยมคุณพ่อที่ห้อง 1705 ทราบว่าคุณพ่อได้รับอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 2006 เวลาสามทุ่ม ขณะขี่มอเตอร์ไซค์สวนทาง รถแท็กซี่ชนเอา

คุณพ่อได้พยายามรักษามาตลอด จนถึงวันนี้ คุณหมอแนะนำว่า “ต้องตัดขาทิ้งจะดีที่สุด”

คุณพ่ออยู่ประเทศไทยมา 20 ปีแล้ว เข้ามาครั้งแรก ค.ศ. 1985 ทำงานกับ “โคเออร์” ที่ค่ายพนัสนิคม ทำงานอยู่ 4 ปี สมัยคุณพ่อบุญเลิศ ธาราฉัตร ต่อมาผู้ใหญ่ขอให้กลับไปทำงานกับผู้อพยพที่ประเทศไอเวอรี่โคสต์ หลังจากนั้นได้กลับมาประเทศไทยอีก และทำงานในหน่วยงาน “เจอาร์เอส.” (JRS,  Jesuit Refugee Service)

“เวลานี้ทำงานที่ ‘ตม.’ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ซอยสอนพลู สาทร เยี่ยมผู้ต้องขังตามคุก คนต่างชาติ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีครอบครัว คนยากจน เขาต้องการพวกสบู่ ยาสีฟัน ของใช้เล็กๆ น้อยๆ ช่วยแปล ช่วยส่งจดหมายบ้าง ช่วยคนกลับประเทศบ้าง”

“ทำอย่างนี้มา 15 ปีแล้ว ไปทุกวัน ไปเยี่ยมคุกต่างๆ ที่ลาดยาว คลองเปรม บางขวาง ปทุมธานี ราชบุรี อยุธยา สุพรรณบุรี  นครสวรรค์ พิษณุโลก สีคิ้วมีคุกสองแห่ง รัตนบุรี ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด สงขลา ระยอง มีคนที่ต้องไปเยี่ยม 1200-1500 คน มีเจ้าหน้าที่ 4 คน เป็นคนไทย 2 คน และพม่า 2 คน”

“ฟังดูเหมือนเป็น...อธิบดีกรมราชทัณฑ์เลย?!”

“ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จะลำบากกว่า และความผิดส่วนใหญ่เกี่ยวกับยาเสพติด เวลานี้มีนักโทษรอประหารอยู่ 900 คน ตอนที่ผมทำงานใหม่ๆ มี 150 คน

ทุกเดือนต้องไปเยี่ยมโรงพยาบาลที่คลองเปรม 2 ครั้ง เยี่ยมทุกๆ คน แต่ละเตียงๆ ผมไปเยี่ยมคนป่วย ไม่ได้ดูว่าเขาเป็นชาวอะไร เชื้อชาติอะไร ศาสนาอะไร เราช่วยทุกคนที่ป่วย ผู้ต้องขัง เวลาซื้อของเราก็โชคดี บริษัทของคนไทยหลายคนยินดีขายให้ในราคาไม่แพงนัก และเราก็ซื้อครั้งละมากๆ เช่น ยาสีฟัน กางเกงใน คนละ 1-2 ตัว จำนวน 1500 คน ก็รวมเป็น 3000 ตัวแล้ว เราซื้อครั้งละมากๆ”

“ได้ยินงานที่ทำก็เหนื่อยแล้ว!”

ได้ฟังแล้ว ในสมอง ในชีวิตของคุณพ่อมีแต่ทำงานเพื่อพระ เพื่อคนยากไร้ในคุกเหมือนเป็นญาติพี่น้องต้องคอยดูแล บางคนตั้งข้อสงสัยว่าฝรั่งคนนี้มาทำอะไรที่นี่ บางคนก็ว่าฝรั่งคนนี้ “ท่าทางจะบ้าๆ บอๆ” ในตอนแรกๆ และสำหรับบางคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่บัดนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคน  รวมทั้งผู้ต้องขังทราบดีและรู้จักดีว่าเป็น “บาทหลวง” ที่มาช่วยพวกเขา และเรียก “คุณพ่อ”

“ต้องมาตัดขาอย่างนี้ ไม่รู้จะทำงานได้อย่างไร? เพราะผมต้องเดินทุกๆ วัน”

ย้อนหลังไปจากทำงานผู้อพยพ สมัยนั้นคุณพ่อลาเชนสกี้เป็นเจ้าคณะ ผมมีโอกาสไปเยี่ยมผู้ต้องขังซึ่งมีคุณพ่อโจเซฟ ไมเออร์ ทำงานอยู่ ได้เห็นสภาพของผู้ต้องขังแล้วรู้สึกสงสารมาก เพราะเขาลำบากเรื่องภาษา เรื่องความเป็นอยู่ จึงปรึกษากับเจ้าคณะซึ่งก็เปิดโอกาสให้ทดลองทำดู “ผมชอบทำงาน ในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ!”

เมื่อมาทำงานใหม่ๆ เจ้าหน้าที่เขาไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็ลำบากเหมือนกัน ต่อมาเขารู้ว่าเราเป็นใคร ทำอะไรก็ดี บางคนก็เป็นคนดีมากๆ คุณพ่อใช้คำว่า “Wonderful Person” แต่มีบางคนที่มีปัญหาเรื่องทุจริตเหมือนกัน การทำงานที่นี่ มีกฎระเบียบต่างๆ เราต้องถือตาม ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ทราบดีและได้รับความร่วมมือ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“เวลานี้ผมอายุ 68 ปีแล้ว เป็นคนที่สามในจำนวน 4 คน มีแม่ดูแลลูกๆ มาคนเดียวตลอด เพราะบิดาแต่งงานได้ 5 ปี ก็ตาย เป็นทหารไปรบกับเยอรมัน ถูกฆ่าตายระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  ตอนนั้นบิดาอายุเพียง 31 ปี พี่ๆ น้องๆ มีลูกกันครอบครัวละหลายคน 7 คน, 9 คน, เวลานี้ผมมีหลานและเหลน 49 คน อบอุ่นมาก สนิทกัน เขาจะมีเมล์มาพูดคุยบ่อยๆ มีหลานคนหนึ่งเป็นนักบวชคณะโดมินิกัน ปีที่แล้ว”

ค.ศ.1963 ผมเข้านวกคณะเยสุอิต หลังจากเป็นทหารแล้ว ตอนนั้นอายุ 24 ปี โตแล้ว ผมบวชเป็นพระสงฆ์วันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1971 ที่ลียง ประเทศฝรั่งเศส บวชแล้วไปทำงานตามวัดเหมือนพระสงฆ์สังฆมณฑล เพราะพระสังฆราชติดต่อมาที่คณะเยสุอิต ขาดพระสงฆ์ไปช่วย ทางคณะจึงส่งผมไปทำงานที่วัดเล็กๆ ของสังฆมณฑล ชื่อวัดเทวดาคาเบรียล ต่อมาไม่นานได้ย้ายไปที่ลีโมชส์ (Limoges) อยู่ที่นี่ 12 ปี

“คุณพ่อที่ทำงานตามวัดไม่มีเวลามาทำงานอย่างนี้ เพราะผมเคยอยู่ตามวัดมาก่อนรู้ดี ต้องถวายมิสซา เตรียมพิธีกรรม ล้างบาป แต่งงาน ฝังศพ เยี่ยมคนป่วยโรงพยาบาล ฯลฯ ถ้าผมอยู่ตามวัดก็ทำไม่ได้ ไม่มีเวลา แต่ที่ผมทำได้เพราะทำงานนี้เต็มเวลา”

ตลอดเวลาที่พูดคุยกัน ใบหน้าของคุณพ่อยิ้มแย้มแจ่มใส บางครั้งหัวเราะ คุณพ่อหยิบแฟ้มจดหมายสองสามแฟ้มมาให้ดู เป็นจดหมายจากผู้ต้องขังที่เขียนมาขอความช่วยเหลือ บางคนทราบว่าคุณพ่อต้องตัดขา ก็เขียนจดหมายมาให้กำลังใจ และแฟ้มเอกสารที่มีตารางต่างๆ ต้องรายงานชื่อผู้ต้องขังทุกคน วันเวลาที่ไปเยี่ยมเพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ทุกเดือน สรุปแล้วเป็นงานที่ต้องใช้เวลามากเพราะมีถึง 1200-1500 คน ที่ไปเยี่ยมแต่ละเดือน

ข้างโต๊ะมีหนังสือสวดทำวัตร หนังสือพิมพ์ กล่องแว่นตา และกล่องคล้ายๆ กล่องแว่นตา คุณพ่อเอื้อมไปหยิบมาให้ดู เป็นกล่องใส่เครื่องช่วยฟัง เพราะมีปัญหาเรื่องการฟังมานานแล้ว และเหตุนี้เองจึงทำให้เรียนภาษาไทยได้ยาก เพราะแยกเสียงลำบาก อีกอย่างเป็นเพราะคุณพ่อเรียนอายุเมื่อ 52 ปีแล้ว และทำงานพร้อมกันไปด้วยเมื่อมาใหม่ๆ “มันเหนื่อยและแก่เกินเรียน”

วันที่ผมเข้าไปเยี่ยม คุณพ่อพักอยู่ในห้องพิเศษ สะอาด สงบสำหรับพักผ่อนจริงๆ มองออกไปที่หน้าต่างเห็นกรุงเทพฯ กว้างไกล ก่อนหน้านั้นคุณพ่อพักอยู่ในห้องผู้ป่วยรวม 5 คน มาตลอดสี่เดือน และใช้โต๊ะทำงานรอบๆ เตียง ทั้งคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ทำงานบนเตียงมาตลอด เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในห้องนี้ เมื่อหลังผ่าตัดนี่เอง คุณพ่อพอล พอลล็อก อธิการเจ้าคณะเยสุอิตแห่งประเทศไทยจัดการให้เพราะเกรงว่าคุณพ่อจะติดเชื้อ

บางครั้งคุณพ่อรู้สึกเจ็บจากบาดแผลที่ขาด้านซ้ายที่เพิ่งตัด มีอาการเกร็งเพราะเจ็บบ้าง นอกจากนั้น เหมือนกับเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นคนที่มีความสุขในชีวิตแม้นเวลานี้

ก่อนกลับผมขอเบอร์โทรศัพท์มือถือของคุณพ่อ เพื่อจะติดต่อกลับมา พูดคุยและสอบถามข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน แต่คุณพ่อบอกว่าผมจำไม่ได้ และโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียงนี้ เขาให้ยืมมาใช้ และที่ไม่มีใช้ไม่ใช่เพราะจน แต่เพราะไม่จำเป็น เพราะตลอดวันอยู่แต่ในเรือนจำ เขาไม่อนุญาตให้เอาโทรศัพท์เข้าไป จึงไม่จำเป็นต้องใช้

“ฟังดูเป็นคำตอบที่ง่ายดี....?!!”