ผู้คนกำลังสนใจ และสายตาจับจ้องมองไปที่สังฆมณฑ ลเชียงใหม่ ผมก็ขอเดินตามกระแสร่วมสมัยด้วย ครั้งนี้ขอแนะนำ “ลูกชายคนโต” เชียงใหม่ และ “คนถนัดมือซ้าย” และตลอด 37 ปีที่ผ่านมา พบว่าตนเองถนัดที่จะอยู่กับชาวบ้าน มากกว่าจะเป็น “พระสังฆราช”

คุณพ่อนิพจน์ เทียรวิหาร ญาติๆ หรือเพื่อนสนิทสมัยเด็กๆ จะเรียกว่า “พ่อหน่อย” บิดาเป็นคนวัดนักบุญเปโตร สามพราน คุณแม่เป็นคนจังหวัดพะเยา มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน

คุณพ่อเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว และเป็นพระสงฆ์องค์แรกของสังฆมณฑลเชียงใหม่ รับศีลบวชในขณะที่ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังสร้างความหวาดกลัวไปทั่วอินโดจีน ทำให้เป็นคน “จริงจังกับชีวิต และหน้าที่รับผิดชอบ”

พระคุณเจ้าลูเซียง ลากอสต์ คณะเบธาราม เป็นผู้บวชให้วันที่ 5 มกราคม ค.ศ.1975 รวม 37 ปีแล้ว พระคุณเจ้า์เป็นพระสังฆราชประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่ ค.ศ.1959-1975 มรณะวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.1989

หลายปีมาแล้ว คุณพ่อเป็นอัมพาต ต้องวางมือ(ซ้าย) จากหน้าที่การงานที่กำลังเข้ามาเป็นขบวนจนต้องปลีกตัว เงียบหายไปพักรักษาตัว ตอนนี้ดีขึ้นประมาณ 90 เปอร์เซนต์แล้ว ขับรถไปไหนได้ ความคิดและการพูดไม่มีปัญหา

“ตอนนี้ผมอยู่ที่ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมศาสนาและวัฒนธรรมที่สันกำแพง เชียงใหม่ อยู่มาได้ 11 ปีแล้ว เป็นงาน วิจัย ประเมินผล และมองไปข้างหน้า สรุปว่าเป็นกระบวนการการทำงานชุมชนเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ต้องตั้งอยู่บนฐานของศาสนา และวัฒนธรรมของชาวบ้าน”

ประสบการณ์ที่ได้พบเห็นคือวิถีชีวิตของชาวบ้านในระดับล่าง ต้องมีงานสรุปองค์ความรู้กับชาวบ้านทุกคน และกลุ่มชนมีชีวิตอยู่กับเรื่องข้าว

“ในวัฒนธรรมธรรม เป็นกระบวนการในการดำรงชีวิต เป็นการดิ้นรนของชีวิตที่สัมพันธ์กับดิน น้ำ ป่า อากาศ สัตว์ และดวงอาทิตย์ สัมพันธ์กับชุมชน ในความสัมพันธ์สองมิตินี้ เขาสามารถสร้างระบบความสัมพันธ์กับพระเจ้ากับชีวิต เป็นส่วนสำคัญที่แยกออกจากกันและหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต”

สำหรับเรา ความเชื่อในพระเยซูเจ้า แต่ก่อนดูเหมือนเป็นเรื่องภายนอก ยังเป็นสองมิติ ยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ในกระบวนการเอาความเชื่อเข้าไปในชีวิต ที่เรียกว่า inculturation ทำให้ความเชื่อในพระเยซูเจ้าเหมือนมาเกิดในประวัติศาสตร์ของชุมชน เมื่อชุมชนต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง อาจจะเป็นกระแสการผลิตเพื่อการตลาด ความทันสมัย อาจจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สื่อมวลชน ค่านิยม ฯลฯ

เขาก็สามารถเอาค่านิยมที่สร้างใหม่นี้ มาเสวนากับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ นี่แหละที่เราเรียกว่า เทวศาสตร์ เป็นกระบวนสร้างเทวศาสตร์ข้าว

การนำความเชื่อในพระเยซูเจ้า ไปเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง คือสิ่งที่เราเองและพระศาสนจักรท้องถิ่นถูกท้าทาย ปฐมนิเทศ มรดก หรือการบ้านวันบวช

ค.ศ.1975 วันที่ผมบวช พระคุณเจ้าลากอสต์ได้บอกกับผมในวันนั้นว่า “คุณพ่อนิพจน์... คุณพ่อต้องรับผิดชอบพระศาสนจักรท้องถิ่น”

ผมยังจำได้ดีและพยายามคิดเสมอว่า พระศาสนจักรท้องถิ่นคืออะไร? หน้าตาเป็นอย่างไร? เป็นโจทย์ให้ผมต้องหาคำตอบมาตลอด

พระสงฆ์พื้นเมืองมีความสัมพันธ์กับชุมชน จะทำให้ความเชื่อมาเกิดในชุมชนได้อย่างไร เป็นงานท้าทาย เวลานั้นภาคเหนือยังไม่มีพระสงฆ์พื้นเมืองของตัวเองเลย พระศาสนจักรจึงค่อยๆ สร้างขึ้นมาจากฐานท้องถิ่น จากฐานวัฒธรรมท้องถิ่น

บุญกองข้าว พบเทววิทยาท้องถิ่น

ชาวบ้านเขาเชื่อว่า ข้าวมีขวัญ มีชีวิต มีธรรมะอยู่ข้างใน (Immanent) มีพระวจนะของพระเจ้าอยู่ข้างใน

เมื่อเราให้พระเยซูเจ้ามาเกิดในวัฒนธรรมข้าว

“ค.ศ.1221 นักบุญบอนาเวนตูราได้กล่าวว่า พระวจนะอยู่ในหนังสือ 3 เล่ม เล่มที่หนึ่ง อยู่ในธรรมชาติ เล่มที่สองในชีวิต เล่มที่สามคือ ในพระคัมภีร์”

เล่มที่หนึ่งคือ ข้าว คือวัฒนรรม ข้าวมันสละชีวิตของมัน เพื่อให้เรามีชีวิตทุกวัน ทุกมื้อๆ การทำเทววิทยาแบบนี้ มีโลกทัศน์ของคริสตชนในข้าว ในสิ่งสร้าง ในข้าว ทำให้เราเข้าใจ

เวลาที่เราฉลองคริสต์มาส ฉลองปัสกา เอาความเชื่อที่พระเยซูเจ้ามาไถ่โลกนี้มาอยู่ในชีวิต ให้มาอยู่ในวิถีชีวิต ในวัฒนธรรม เมื่อเราทำบุญกองข้าว เราเอาความเชื่อและวัฒนธรรมมาผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน เราคริสตชนมาฉลองกองบุญข้าว โดยเอาข้าวมารวมกันและแบ่งปันกัน คนยากคนจน แม่หม้าย คนเฒ่าคนแก่ คนยากคนจน เอาข้าวมาเป็นตัวเชื่อม กองบุญข้าวมีมิติความเชื่อ วัฒนธรรม สังคม ชุมชน มีมิติช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีมิติด้านการสร้างสังคม ทำให้เกิดพระศาสนจักรในตัวของมันเอง

สุขภาพ ทุกขภาพ รหัสธรรม!

มิสชันนารีมาเผยแพร่ในภาคเหนือ ค.ศ.1931 โดยคณะเอ็มอีพี. และต่อมาใน ค.ศ.1951-52 คณะเบธารามเข้ามาและเริ่มขึ้นไปตามดอย ทำงานกับชาวเขาตามเผ่าต่างๆ บนดอย เมื่อผมเข้ามารับผิดชอบ ชาวบ้านก็มีพื้นฐานความเชื่อของเขาอยู่แล้ว งานที่ผมทำ ก็เป็นการทำให้เกิดงานอภิบาลเชิงสังคม ซึ่งต้องทุ่มเทมาก มีทั้งผู้อพยพเข้ามา

“ทำงานด้านนี้มาได้ 20 ปี พระคุณเจ้าขอให้เข้ามาช่วยงานที่วัดและโรงเรียนพระหฤทัย ซึ่งก็เป็นงานที่หนักมาก เหมือนต้องแบกสองบ่า เป็นงานหนักที่เพิ่มเข้ามา งานเก่าก็มี งานที่วัดพระหฤทัยก็มาก ทำได้สักพักหนึ่ง ร่างกายสู้ไม่ไหว เรียกว่าล้ม”

ค.ศ.1996 ตอนนั้นร่างกายเราเลยสู้ไม่ไหว เป็นอัมพาต ซีกซ้ายไม่รู้สึกตัวเลย ต้องหยุดงานเพื่อรักษาสุขภาพ และอาการเวลานี้ก็ค่อยๆ ดีขึ้นๆ ทำให้เรามีเวลาคิด ไตร่ตรองชีวิต และงานที่ผ่านมาได้มากขึ้น

“ถือว่าเป็นพระพรของพระ ถ้าไม่เจ็บป่วยก็ไม่หยุด ศูนย์วิจัยฯ นี้ก็ไม่เกิด”

การเจ็บป่วยครั้งนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวของผมเอง ทำให้เกิดการไตร่ตรองชีวิตตนเอง เหมือนกับเป็นการตายต่อหลายอย่าง เหมือนข้าวที่พระเป็นเจ้าให้เกิด ทำให้พบภูมิปัญญาท้องถิ่น (wisdom) ศูนย์นี้เป็นเหมือนผล เหมือนรหัสธรรมปัสกา เหมือนข้าวที่ต้องถูกสลาย ถูกทำลายตนเองเพื่อให้ชีวิตแก่ชีวิตอื่น ทำให้คิดว่าชีวิตเราต้องตายต่อตัวเอง ตายต่อหลายอย่าง งานนี้ทำให้เกิดเทววิทยาท้องถิ่นเรียกว่า “Constructing Local Theology” สร้างเทววิทยามาจากท้องถิ่น เมื่อเกิดการไตร่ตรองทางศาสนธรรมของตน

ศตวรรษที่ 21 สังคมหลังวัฒธรรมสมัยใหม่ อันเนื่องมาจากการไตร่ตรอง สังคมหลังสมัยใหม่ ๆ มีวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมการเมือง ศาสนา เป็นความต้องการของชาวบ้าน และสถาบันการศึกษาของไทยและเอเชีย เขาต้องการให้เราไปแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตทั้งภายนอกและชีวิตภายใน

สถาบันการศึกษาหลายแห่งต้องการให้เราไปแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต ไม่ว่าระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ตามสถานที่ต่างๆ เอาพลังศาสนาที่เป็นแก่นสารแท้ๆ ของศาสนามาเป็นกระบวนการสร้างเทววิทยาของผู้ปฏิบัติในระดับล่าง และนำเอาสิ่งที่พระเป็นเจ้าเปิดเผยไปอยู่ในชีวิตและในวัฒนธรรมของเขา

สุขภาพ ในความหมายของความเชื่อ ความเจ็บป่วย ก็เป็นประสบการณ์รหัสธรรมปัสกา เป็นกางเขน และการกลับคืนชีพ เป็นประสบการณ์ที่ต้องขอบคุณพระ

คุณพ่อเป็นเณรปีนัง ค.ศ.1968-1974 รุ่นเดียวกับคุณพ่ออนันต์ เอี่ยมมโน และคุณพ่อวัชรินทร์ สมานจิต บวช ค.ศ.1975

หลังจากนั้น ทำงานไปได้สักพักหนึ่ง ค.ศ.1977-1981 ไปเรียนต่อประเทศฝรั่งเศส ที่สถาบันระหว่างศาสนาเพื่อพัฒนามนุษย์ (Ecumenical Institute for Human Development) เรียนพร้อมกับเพื่อนๆ จาก 5 ทวีปทั่วโลก เป็นการเรียนที่เอาประสบการณ์จากการทำงานไปเรียนต่อ กลับมาทำงานอีกปีหนึ่งและไปเรียนต่อ ไปๆ มาๆ อย่างนี้ 4 ครั้ง เป็นประสบการณ์การเรียนที่ดีมาก เพราะได้พบกับผู้คนที่มาจากหลายๆ ประเทศที่แตกต่างกัน

ศาสนาจะมีพลังขับเคลื่อนมนุษย์ได้อย่างไร ถือว่าเป็นพลังจากภายใน เป็นการระเบิดจากภายใน คุณค่าศาสนาที่มีอยู่ในประชาชน ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวเขา อาข่า ลาฮู่ ฯลฯ เขาได้รับการเปิดเผยจากพระเป็นเจ้าในประวัติศาสตร์ของเขา

“เราจะนำความเชื่อในแผนการไถ่กู้ในมนุษย์หลังยุคสมัยใหม่นี้ได้อย่างไร”

เพราะฉะนั้น สิ่งที่พระคุณเจ้าลากอสต์พูดกว่า “คุณพ่อต้องรับผิดชอบพระศาสนจักรท้องถิ่น” ก็มีคำตอบพอสมควร ตลอดเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา การนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องมีประชาชน ผู้นำร่วมกันเป็นทีม พวกเราได้ร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัย พระศาสนจักร และชุมชน สามองค์ประกอบนี้จะช่วยให้เราสามารถประกาศข่าวดีได้ ท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในยุคหลังสมัยศตวรรษที่ 21 นี้

คุณพ่อนิพจน์ ได้วิเคราะห์เทววิทยาของพระศาสนจักรที่ผ่านมาว่า กำลังพบทางตันและกำลังแสวงหาทางออกใหม่ๆ

“เทววิทยาที่ผ่านมา หลายอย่างเกิดขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance / Enlightenment) ยึดเอาเหตุผลมาอธิบายความเชื่อ วันนี้ยุคหลังสมัยใหม่ เหตุผลมีวิกฤติ การเอาเหตุผลมากำหนด มาตัดสินความถูกผิด มาอธิบายความเชื่อ ทุกวันนี้ถ้าเอาเหตุผล ตรรกะมาอธิบาย โดยเฉพาะแบบตะวันตก ก็จะมีวิกฤติอีก และมันเกิดขึ้นแล้ว เราต้องแสวงหาองค์ความรู้ที่หลุดไปจากการใช้เหตุผลสมัยใหม่ (Modern reasoning) การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะเป็นองค์ความรู้ที่มาจากประสบการณ์ จากความเชื่อ เป็นความรู้ความเชื่อที่มาจากประสบการณ์ที่เราเรียกว่าปรีชาญาณ ฌาณทัศนะและตรงนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ (transformation) เราเชื่อว่าจะเป็นวิธีการช่วยการเปลี่ยนแปลงในส่วนบุคคล ในสังคมยุคใหม่นี้ พวกเราสถาบันวิจัยนี้ เราเชื่อว่านี่จะเป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงสังคมและทำให้สังคมยั่งยืนเข้มแข็ง”

ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กำลังสร้างสาขาว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ศึกษา เราก็ร่วมมือกันคิดว่า แสวงหาว่า มิติศาสนาชาวบ้านจะเป็นขบวนการ จะเป็นวิธีการที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่สมอง แต่ด้วยประสบการณ์และความเชื่อ เป็นปรีชาญาณ เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้คนมีส่วนร่วมในขบวนการสร้างสังคมที่มีสันติ ยุติธรรม และสร้างอาณาจักรของพระเป็นเจ้าที่เห็นได้

เราเชื่อว่ากระบวนการนี้ พระเรียกผมให้มาทำงานร่วมกับคนชายขอบ คนต่ำต้อย ตามที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เป็นบุญของท่านที่มีจิตใจยากจน เพราะอาณาจักรสวรรค์จะเป็นของท่าน” และ“เป็นบุญของท่านที่มีจิตใจยากจน” ถ้าเราเข้าใจจิตตารมณ์ตรงนี้ เราเชื่อว่าอาณาจักรก็จะเป็นของเขาด้วย และเชื่อว่านี่จะเป็นวิธีการแพร่ธรรมหลังยุคสมัยใหม่”

ความรู้สึก... พระสังฆราชใหม่

เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อพระสังฆราชใหม่ แบบเปิดใจในฐานะพี่ใหญ่

“ผมเองก็รู้สึกดีใจด้วย โดยส่วนตัวผมรู้จักคุณพ่อเขามานานตั้งแต่ ค.ศ.1965 สมัยอยู่บ้านเณรยอแซฟสามพราน 3 ปี พ่อเขาเป็นคนดี ขยันขันแข็ง เป็นคนนิ่ม เปิดรับฟังความคิดเห็น คิดว่าพวกเราทุกคนก็ดีใจกับพระคุณเจ้าใหม่ พร้อมที่จะร่วมมือกัน ความจริงเชียงใหม่เราก็ไม่ได้เอ็กเป็กซ์ (Expect) ว่าจะต้องเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ ใครก็ได้”

สังฆมณฑลเชียงใหม่มีความร่ำรวยทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย คนในเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ กระบวนการทำงานมีความหลากหลายทางความเชื่อ วัฒนธรรมที่ต่างกัน ตามสถานการณ์ที่ต่างกันมาก

ยุคสมัย กับสายลมที่พัดผ่าน

สังฆมณฑลเชียงใหม่เคยอยู่ในความปกครองของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มาก่อน ตั้งแต่พระคุณเจ้าเรอเน แปร์รอส ค.ศ.1931 ได้ส่งมิสชันนารีขึ้นมา วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ.1959 เชียงใหม่ได้รับการประกาศให้แยกเป็นมิสซังใหม่ พระคุณเจ้าลูเซียง ลากอสต์ คณะเบธาราม เป็นประมุข และ ค.ศ.1965 ได้เป็นสังฆมณฑลจนถึง ค.ศ.1975 ท่านลาเกษียณ

เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่การแพร่ธรรมขยายตัวมาก มิสชันนารีคณะเบธารามได้เข้ามาช่วยเหลือ และยกอัตลักษณ์และตอบปัญหาต่างๆ ของประชาชน  และศาสนาตอบคำถามของสังคมได้

สังฆมณฑลเชียงใหม่ประกอบด้วย 8 จังหวัด มีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ วัฒนธรรม เป็นความร่ำรวยอย่างหนึ่งที่จะแบ่งปัน

ดินแดนอาณาจักรล้านนา!

ช่วงที่ 1 พระคุณเจ้าลากอสต์ (ค.ศ.1959-1975) มารับงานต่อจากคณะเอ็มอีพี. กลุ่มหนึ่งทำงานอยู่ในเมือง อีกกลุ่มหนึ่งขึ้นดอย ทำงานกับชาวเขาเผ่าต่างๆ และปรับตัวอยู่กับชาวบ้าน สร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้าน และให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม มิสชันนารีอยู่ท่ามกลางประชาชน เป็นพยานด้วยชีวิต ชาวบ้านได้เห็นแบบอย่างชีวิตของบรรดามิสชันนารีตลอด การแบ่งปันชีวิต และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือสร้างครูคำสอนเพื่อเป็นผู้นำคริสตัง พระสงฆ์นักบวชและฆราวาสทำงานร่วมกัน เหมือนกับคนต้องเดินสองขา

การประกาศพระข่าวดี เป็นการสอนจากประสบการณ์ชีวิตของมิสชันนารีโดยตรง

ช่วงที่ 2 พระคุณเจ้าโรเบิร์ต รัตน์ บำรุงตระกูล (ค.ศ.1975-1987) พระคุณเจ้าเคยเป็นพุทธมาก่อน ชีวิตของท่านสมถะมาก ชอบสอนคำสอนและสอนด้วยตนเอง ท่านเป็นคนผอมสูง ชอบเดิน เวลาไปเยี่ยมสัตบุรุษจะพูดคุยและมีสมุดจดบันทึกเรื่องราวของชาวบ้านเสมอ สนใจปัญหาของชาวบ้าน ก่อนจะเป็นคาทอลิก ท่านได้ไปศึกษาการบริหารการเงิน ด้านบัญชีที่ฮ่องกง และมีความรู้ในด้านนี้เป็นอย่างดี เมื่อเป็นพระสังฆราช ท่านจัดเรื่องการเงินของสังฆมณฑลเชียงใหม่ได้เรียบร้อยดี

ค.ศ.1975 เป็นต้นมา เป็นช่วงวิกฤติการณ์การเมืองในประเทศไทย มีการแบ่งแยกเป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา พวกนักศึกษาเข้าป่า ขึ้นดอยไป และชาวบ้านก็เห็นปัญหาเหล่านี้ โครงการบุญกองข้าวนี้ได้ขยายตัวมาก สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของชุมชน ชาวบ้าน และได้ตอบคำถามให้กับสังคม

ช่วงที่ 3 พระคุณเจ้ายอแซฟ สังวาลย์ ศุระศรางค ค.ศ.1987-2009 หลังจากได้สร้างชุมชนแล้ว เป็นยุคที่ต้องการชุมชนที่เข้มแข็ง มั่นคง ในสมัยพระคุณเจ้าได้สร้างวัดกว่า 200 วัด สร้างศูนย์สังฆมณฑล ปรับปรุงอาสนวิหารใหม่

พระสงฆ์นักบวชที่เป็นคนพื้นเมืองและชาวเขาก็มีมากขึ้น เป็นผู้ช่วยและเตรียมรับงานจากมิสชันนารีที่อายุมากขึ้นๆ เช่น คุณพ่อเปนซา ที่แม่สาย ทำงานกับชาวเขาเผ่าอีก้อ คุณพ่อโรดิเกซ ที่แม่ปอน เป็นต้น

ชุมชนวัดของสังฆมณฑลเชียงใหม่ไม่ได้เริ่มมาจากพระสงฆ์ แต่เริ่มมาจากฆราวาสที่อพยพย้ายมาทำมาหากิน นักบวชตามมาทีหลัง ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 และนักบวชเริ่มต้น ค.ศ.1931 ดังนั้น การทำงานและความก้าวหน้าของพระศาสนจักรในฐานะที่เป็นประชากรของพระเป็นเจ้า ต้องเดินไปด้วยกัน เหมือนกับเดินสองขา! (คนละจังหวะนะครับ! อย่าก้าวพร้อมกัน!)

ช่วงที่ 4 พระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ผมคิดว่าบทบาทของพระคุณเจ้าเป็นเหมือนพ่อ ก้าวเดินไปด้วยกันกับสัตบุรุษ ฆราวาส ท่ามกลางปัญหา อุปสรรค ไม่เอาอำนาจเข้าไปขับเคลื่อน สร้างคุณภาพคริสตชนที่แท้จริง เป็นการทำงานเชิงลึก

การทำงานของเชียงใหม่ไม่ได้จัดโครงสร้างแบบแยกส่วน แต่ต้องทำแบบองค์รวมทั้งหมด ทั้งชีวิต แบบรวมกัน ภายใน 10 ปีที่ผ่านมา มีคณะนักบวชทั้งชายและหญิงใหม่ๆ เข้ามาทำงานรวมกว่า 20 คณะ เป็นความแตกต่างกัน ด้านหนึ่งที่ได้แบ่งปันและร่วมมือกัน

ในโลกยุคหลังสมัยใหม่ สังคมไร้พรมแดน โลกที่กำลังมีวิกฤติด้านคุณค่า (value crisis) เราจะนำความเชื่อในศาสนาไปอธิบาย ให้ความหมาย และคุณค่า แก่มิติด้านโลกได้อย่างไร

เมื่อทำงานไปๆ เราก็หันกลับมาศึกษาและทำงานวิจัย เราได้ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนร่วมกับนักวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แม่โจ้ หน่วยงานต่างๆ ร่วมกัน

มีหนังสือเล่มหนึ่ง พระสงฆ์ในอินเดียที่ทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ ได้ทำวิจัยเรื่องวิกฤติของการกลับใจ (Crisis of Conversion) ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องศึกษาของเขาเหมือนกัน เพราะเป็นการทำงานเหมือนกัน เขาพบปัญหาเหล่านี้มาก่อน

สมัยก่อน การทำงานของเราเป็นการเอาวัฒนธรรมโรมันตะวันตกมาแทนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นชาวบ้าน ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติและวิถีชีวิตของเขา ทุกวันนี้กลับกันแล้ว

เราจะเอาพระวาจาเข้าไปสู่วัฒนธรรมของชาวบ้าน มากกว่าจะเอาชาวบ้านเข้ามาสู่วัฒนธรรมได้อย่างไร เอาความเชื่อเข้าไปสู่สิ่งสร้าง เป็นการย้อนกลับไปสู่คริสตชนยุคแรกๆ

ครอบครัว ฆราวาสแพร่ธรรม

“บิดาของผมเสียไป 2 -3 ปี แม่เสียไป 18 ปีแล้ว สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านอยากให้ที่พะเยามีวัด มีบ้านเณร มีบ้านมารีน่า เพราะพะเยามีปัญหาเรื่องผู้หญิงมาก แม่สนใจเรื่องผู้หญิงมาก แม่เป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า อยากเห็นลูกผู้หญิงมีอาชีพ ตัดเย็บเสื้อผ้า พ่อแม่ได้มอบที่ดินให้บ้านมารีน่า แม่มีความสุขมากที่ได้ช่วยลูกผู้หญิงให้มีอาชีพ และมอบที่ดินให้กับบ้านเณร นี่จึงเป็นตัวอย่างของฆราวาสที่เริ่มต้นแพร่ธรรมก่อน และกลายเป็นชุมชนคริสตังขึ้นมา”

เปิดใจ...ผมไม่เหมาะเป็นพระสังฆราช

ผมเก็บคำถามนี้ไว้เป็นคำถามสุดท้าย เพราะหลายคนเคยคาดเดาเอาว่า “เป็นแคนดิเดต” หรืออย่างที่คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม เคยเป็น “เป้าล่อ” ให้หลายคนงงมาแล้ว กับตำแหน่งหน้าที่พระสังฆราชเชียงใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นม้าในสายตามาตลอด

“โดยส่วนตัวเอง ผมไม่มีกระแสเรียกในทางผู้บริหาร การิสม่าของผมไม่ใช่ ผมจะถนัดฝ่ายค้นคว้าข้อมูล อยู่กับประชาชน ไม่ใช่เป็นบุคลิกของผม และก็ไม่ใช่ความใฝ่ฝันของผมด้วย และผมต้องขอบคุณพระเช่นกัน เพราะช่วงที่หลายคนคาดหวังมาที่ผม ผมป่วยพอดี เลยต้องหยุดงาน และกลับมาพัก ได้มีเวลาทำงานวิจัยมากขึ้น ได้ไปทำงานกับเผ่ามูเซอร์กว่า 200 หมู่บ้าน ซึ่งแต่ก่อนเขาไม่สนใจศาสนาคริสต์เลย ผมว่าพระเป็นเจ้าจัดให้ผมเป็นอย่างนี้ เมื่อเจ็บป่วย เป็นอัมพาต อัมพฤกต์ ก็ทำให้เข้าใจรหัสธรรมความทุกข์ ความตาย ผมว่าพระจิตเจ้าทรงนำทางผมอย่างดี”

ตลอดเวลาที่ได้พูดคุยกับคุณพ่อ แต่ละคำพูดที่หลั่งไหล อธิบายอย่างต่อเนื่อง เหมือนเป็นพลังระเบิดจากภายในที่ร้อนแรง เชื่อมั่น และผ่านประสบการณ์ชีวิตอันยาวนานและไตร่ตรองจนเกิดเป็นปรีชาญาณ อย่างที่คุณพ่อได้พบแล้ว ผู้ที่อยู่กับชาวบ้าน คนอพยพลี้ภัยการเมืองเป็นพันเป็นหมื่น คนยากคนจนที่ควรได้รับความช่วยเหลือ หลายๆ มือที่ยืนไปช่วยเหลือพวกเขา หลายๆ มือกลายเป็นมือมาร มือมัจจุราช มือฆาตกร ที่ทำลายล้างพวกเขา

คนที่ได้รู้จักคุณพ่อนิพจน์ ได้ยินได้ฟังแนวความคิด ได้เห็นวัตรปฏิบัติที่ผ่านมา ย่อมทราบดีว่าชีวิตทั้งชีวิตอยู่เคียงข้างคนยากไร้ เพื่อช่วยพยุงให้พวกเขาลุกขึ้นและเดินต่อไปด้วยตนเอง

คำถามสุดท้ายของผมกับคุณพ่อนิพจน์ คือ คติพจน์ประจำชีวิตนักบวชของคุณพ่อคืออะไร? ช่างเป็นคติพจน์ที่สั้น พูดครั้งเดียวก็จำได้ แต่ต้องทำไปตลอดชีวิต

“รับเพื่อให้!