คุณพ่อแอนดรูว์ ประเสริฐ โลหะวิริยะศิริ ลูกหม้อมหาไถ่ ลูกครึ่งแสงธรรม ผู้ทุ่มเทกับพันธกิจที่ได้รับ จากสำนักนโยบายฯ

เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา หลายคนได้ยินข่าวเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยของพระสงฆ์จนน่ากลัว เพราะส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์หนุ่มที่อยู่ในวัยทำงาน ทั้งล้มหายตายจากไปและที่ป่วย “เดี้ยง” คุณพ่อประเสริฐก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น

คุณพ่อประเสริฐ อายุ 60 ปี บวชวันที่ 6 เมษายน ค.ศ.1978 ตรงกับวันจักรี บวชมา 31 ปีแล้ว พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร เป็นผู้บวชให้พร้อมกับคุณพ่อธงชัย สุวรรณวิทย์เวช คุณพ่อเป็นบุตรคนที่ 5 ของครอบครัว มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน

“ผมป่วยหนักเมื่อ ค.ศ.2005 เดือนมีนาคมนี้ก็ครบ 4 ปี เป็นมะเร็งลำไส้ อยู่ในระยะแรก ถือว่าระยะที่ยังรักษาได้ แต่เนื่องจากลำไส้ทะลุ หมอก็แนะนำว่าให้คีโมจะดีกว่า เป็นการป้องกันไว้ก่อน

ตอนนี้ก็รู้สึกว่าปกติ หมอบอกว่าต้องรอดูผล 5 ปี โดยทั่วไปเรียกว่าโอเคแล้ว มีบางช่วงที่รู้สึกชาๆ ที่มือและเท้าบ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากการให้คีโม เพิ่งไปส่องกล้องมา 2 ครั้ง หมอบอกว่าไม่มีอะไร

ตอนนี้ เป็นอธิการบ้านของบ้านเณรคณะพระมหาไถ่ที่สามพราน ไม่ใช่อธิการบ้านเณรนะ

คุณพ่อจักรายุทธ ปาละลี เป็นอธิการบ้านเณร และคุณพ่อชาย ขันทะโฮม เป็นเทอมที่สองแล้ว ช่วยสอนแสงธรรม เทววิทยาวิชาพระตรีเอกภาพ และการเนรมิตสร้าง ให้นักศึกษา ปี 5-6”

หน้าที่รับผิดชอบ

บวชแล้วผู้ใหญ่ให้ไปอยู่อีสาน ในจังหวัดขอนแก่น 2 ปี อธิการเจ้าคณะฯ ส่งไปเรียนเรื่องการอบรม 1 ปี เพื่อมาเป็นผู้ให้การอบรม (formator) เป็นผู้ช่วยนวก (Novice) อยู่บ้านเณร 3 ปี พักอยู่ที่วัดบ้านดุง อุดรธานี 1 ปี

เป็นอธิการบ้านเณรสันติราชา 2 ปี ต่อมาทางคณะส่งไปเรียนต่อที่กรุงโรม กลับมาเป็นอธิการบ้านเณร 1 ปี และมาสอนที่วิทยาลัยแสงธรรม 19 ปีแล้ว เวลาไปเรียนไม่ได้รับปริญญาอะไร แค่ไลเซนส์ เพียงแต่เทียบ แต่ถ้าเทียบก็อยู่ในระดับปริญญาโท

เข้าบ้านเณร

ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้น ม.ศ.1 สมัยนั้นบราเดอร์โรเบิร์ตเป็นอธิการ ผมไปวัดพระมหาไถ่ ได้มีโอกาสรู้จักและเห็นชีวิตของพระสงฆ์ ก็รู้สึกอยากบวชเป็นพระสงฆ์ หลังจากได้ปรึกษากับทางผู้ใหญ่แล้ว พอจบชั้น ม.ศ.1 แล้ว ก็สมัครเข้าเป็นเณรคณะพระมหาไถ่ ที่บ้านเณรศรีราชา ตอนเข้าไปก็มี คุณปีเตอร์ วิชชุประภา รุ่นน้อง และมาสเตอร์ชาลี เชาวน์ศิริ รุ่นพี่(เสียชีวิตแล้ว) เข้าพร้อมกัน

เรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา 4-5 ปี จบแล้วก็ไปเป็นครูอยู่โรงเรียนมหาไถ่เมืองพล ขอนแก่น และเรียนต่อที่อเมริกา เรียนปรัชญา 3 ปี ตอนนั้นบ้านเณรใหญ่แสงธรรมเปิดมาได้ 3-4 ปีแล้ว และเริ่มสอนเทววิทยา ทางคณะก็มีนโยบายให้กลับมาเรียนต่อที่ประเทศไทย

ผมกลับมาเรียนที่วิทยาลัยแสงธรรมเป็นรุ่นแรก มีคุณพ่อธงชัย สุวรรณวิทย์เวช และสมเผ่า สุนทรสวัสดิ์ และมีรุ่นน้องๆ ที่กลับมาเรียนในประเทศไทยด้วยอีก 3-4 คน

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับน้องนักศึกษาวันนี้

“รู้สึกเป็นห่วง เพราะมีหลายคนอาจจะมีแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนั้น นิสัยคนไทยทั่วไปไม่ชอบอ่านหนังสือ และอีกเรื่องหนึ่งที่เรากระตุ้นกันบ่อยๆ คือเรื่องภาษาอังกฤษ ต้องพัฒนาให้มากๆ ต้องอ่านหนังสือหรือสื่อสารให้ได้ เพราะทุกวันนี้ยิ่งมีความจำเป็น ถ้าเราไม่รู้ก็จะไม่ทันโลก และตามคำสอนของพระศาสนจักรไม่ทันด้วย”

ทางบ้านเณรก็พยายามส่งเสริมภาษาอังกฤษมากขึ้น และตกลงกันว่าถ้าใครสามารถสอนภาษาอังกฤษได้ ก็ขอให้สอนเป็นภาษาอังกฤษ ผมสอนเป็นอังกฤษ บางครั้งก็สอนเป็นภาษาไทยบ้าง

อีกอย่างหนึ่ง คิดว่าทางบ้านเณรหรือวิทยาลัยน่าจะเปิดตัวเองมากขึ้นสำหรับอาจารย์ภายนอก รวมทั้งจากต่าง ประเทศ จากคณะนักบวชต่างๆ หลายๆ แห่งก็ยินดีมาแบ่งปัน แต่ละคณะนักบวชอาจจะมีอาจารย์เก่งๆ ที่หมุนเวียนกันมา

ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งและเคยพูดกันอยู่เหมือนกันว่า ในบ้านเณรเรามีอาจารย์ที่ไปเรียนด้านความรู้ ด้านการศึกษามามาก แต่เรื่องการอบรม (formation) เราไม่ค่อยมี ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจำเป็นและต้องมี และมันคนละเรื่องกันระหว่างอาจารย์สอนเรียน กับผู้ให้การอบรม

โดยส่วนตัวผมชอบทำงานมากกว่าเรียนเป็นอาจารย์ สมัยก่อนขณะเรียนอยู่ อาจารย์ที่สอนก็ส่งเสริมให้เรียนต่อ ยังบอกว่าถ้าไม่มีทุนเรียนก็จะหาทุนให้ด้วย แต่ผมคิดว่าชอบทำงานมากกว่า ไปเรียนก็ไปอบรม แต่ไม่ได้ปริญญาอะไร

ในคณะพระมหาไถ่ เรามีมิสชันนารีอเมริกัน จึงมีโอกาสมากกว่า คณะส่งเณรไปเรียนที่อมเริกาหรือฟิลิปปินส์ ในช่วงฤดูร้อนเป็นการฝึก เขาต้องพูด ก็ต้องไปเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ ที่มีนบุรีด้วย

เวลาป่วยก็รู้ท้อบ้างเหมือนกัน แต่อะไรจะเกิดเราก็ต้องยอมรับ ต้องคอยดูแลตนเองโดยเฉพาะเรื่องอาหาร ตอนนั้น อาจจะทำงานหนักไปหน่อย ทำงานสอนเรียน ช่วยงานวัดพระมหาไถ่ ทำงานที่สภาพระสังฆราชฯ นักบวชมักจะเป็นคนบ้างาน “เวิร์คกอฮอลิก” (Workcoholic) ความจริงทำงานหนักมันก็ดี แต่บ้างานไม่ดี ที่จริงพระเป็นเจ้าสอนให้เรารัก พระเป็นเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง วรรคสุดท้ายเราละเลย เรามักจะมองตัวเองในแง่ลบ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เราน่าจะมองกันในแง่บวกมากกว่า เพราะเราได้รับการไถ่กู้จากพระเยซูเจ้าแล้ว

ถ้าเราไม่มี เราก็ให้คนอื่นไม่ได้ โดยเฉพาะความสุข ความรักที่เราต้องมีก่อน ในพระคัมภีร์ว่า รักพระเป็นเจ้าและรักเพื่อนพี่น้อง เหมือนกับรักตัวเอง เราต้องรักแบบเอรอส ทั้งๆ ที่พระเยซูเจ้าสอนว่าให้รักแบบอากาเป

ทำงานสอนก็ดีอย่างหนึ่ง สร้างผู้ที่จะเป็นผู้นำ ถ้าทำงานกับฆราวาสก็ดีอีกอย่างหนึ่ง เรื่องงานนั้น เราทำจนตายก็ไม่หมด แต่เราอาจจะตายก่อนงานจบ

งานของคณะพระมหาไถ่มักจะเด่นเรื่องการเทศน์ ความจริงงานเทศน์นั้นใครๆ ก็เทศน์ได้ ถ้าได้รับการฝึกฝน แต่ปัญหาคือ การเทศน์ต้องมาจากชีวิตของผู้เทศน์ ถ้าไม่ได้มาจากชีวิตจริงก็ไม่มีประโยชน์ เวลานี้ทางคณะฯ กำหนดให้คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช และคุณพ่อทิวา แสงศิริวิวัฒน์ เป็นผู้เทศน์มิสชั่น  ทีนี้ก็แล้วแต่ว่าวัดต่างๆ จะติดต่อเชิญไปหรือไม่

สมาชิกคณะพระมหาไถ่ทั่วโลกมี 5,000 คน ในประเทศไทยพระสงฆ์มี 40 คน เณรใหญ่ระดับชั้นปรัชญา 20 คน รวมทั้งหมดมีสมาชิกอยู่ประมาณ 74 คน ตอนนี้มิสชันนารีที่เป็นฝรั่งมีเพียง 9 คนเท่านั้น มีอีก 2 คน คือคุณพ่อยอร์ชและคุณพ่อดาเนียล เป็นชาวไนจีเรีย

ประเทศที่มีสมาชิกมากที่สุด ได้แก่ บราซิล น่าจะมีประมาณ 300 คน และอินเดีย น่าจะมีประมาณ 200 คน

จากประเทศไทยมีธรรมทูตไปอยู่ที่เกาหลี คุณพ่อเจริญ เวียนสิรินันทโชติ และที่ไนจีเรีย มีคุณพ่อริชาร์ด ทิลลี (อายุ 82 ปี)คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช ก็อยากจะไปลาว

เวลานี้ทางคณะกำหนดให้เณรใหญ่เรียนปรัชญาในเมืองไทย 15 คน จบแล้วไปศึกษาต่อด้านเทววิทยาที่เมืองดาเวา ประเทศฟิลิปปินส์ มีอยู่ 8-9 คน เพราะเป็นข้อตกลงกันของคณะพระมหาไถ่ในภูมิภาคนี้และโอเชียเนียว่าให้เรียนเทววิทยาพร้อมกัน เพื่อจะได้รู้จักกันมากขึ้นและภาษาอังกฤษจะได้คล่องขึ้น ทั้งบ้านเณรมีประมาณ 30 คน

งานอดิเรกเวลานี้ ส่วนใหญ่ก็อ่านหนังสือเตรียมสอนและเขียนบทความลง “อุดมสาร” ก็ฝึกรำพึงภาวนาแบบ คริสตชน (Christian Meditation) ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่ถึง 10 คน ผมมาอยู่ที่สามพรานก็ค่อยๆ เริ่มใหม่ แต่ที่วัดพระมหาไถ่ก็เป็นคุณพ่อยอร์ช จากไนจีเรียสอนแทน

ในรุ่นเดียวกันที่บวชมีเพียง 2 คน คือคุณพ่อธงชัย สุวรรณวิทย์เวช และผม เรียนกันมาตั้งแต่บ้านเณรเล็กและบวชพร้อมกันโดยพระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร ที่วัดพระมหาไถ่ แต่วันหนึ่งเพื่อนตัดสินใจลาออก บวชได้ 3-4 ปี ขอใช้ชีวิตฆราวาส ก็ตกใจ รู้สึกเสียใจและเหงาๆ เหมือนกัน เขาก็คิดและมีเหตุผลของเขา ตอนนี้ก็ติดต่อกันบ้าง เขาก็มีงานมีการทำของเขา

คณะพระมหาไถ่เข้ามาในประเทศไทย ค.ศ.1948 และฉลอง 60 ปีไปแล้วที่วัดพระมหาไถ่เมื่อปีที่แล้ว (ค.ศ. 2008) มิสชันนารีกลุ่มแรกๆ เป็นชาวอเมริกันล้วนๆ สวมชุดนักบวชเรียกว่า “ยูโดสายดำ สายประคำห้อย” วัดพระมหาไถ่เป็นวัดที่เรียกความสนใจและศูนย์อภิบาลคนต่างชาติและความเป็นอเมริกัน ค.ศ.1957 ได้สร้างโรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขึ้น ต่อมาค.ศ.1964 ได้แยกเป็น 2 โรงเรียน คือโรงเรียนมหาไถ่วิเทศศึกษา (นานาชาติ)

ส่วนคณะสติ๊กมาตินหรือคณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ฯ ก็สวมชุดคล้ายๆ กัน “ยูโดสายดำ สายประคำหาย”

ในอเมริกาแบ่งการปกครองออกเป็น 3 แขวง คือ แขวงตะวันออก แขวงตะวันตก และแขวงภาคกลาง ตอนแรกๆ ประเทศไทยขึ้นอยู่กับแขวงเซนต์หลุยส์ แต่ต่อมาจำนวนสมาชิกน้อยลง จึงรวมแขวงตะวันตกและภาคกลางรวมกันเรียกว่าแขวงเดนเวอร์

ตอนนี้ประเทศไทยมีฐานะเป็นกิ่งแขวง (Vice-province) แต่กำลังดำเนินการขอเป็นแขวงอยู่ คาดว่าอีก 2-3 ปีน่าจะได้เป็นกิ่งแขวง ก็หมายความว่าเราต้องพึ่งความช่วยเหลือด้านบุคลากร และแต่ละปีเราจะส่งคนไปเทศน์เพื่อขอความช่วยเหลือด้านการเงิน แต่เมื่อเป็นแขวง ก็หมายความว่าเราเป็นอิสระ พึ่งตนเองได้

สมัยแรกๆ นั้น สามเณรแต่ละคนต้องไปศึกษาต่อที่อเมริกา ที่เซนต์หลุยส์ รัฐวิสคอนซิน ซึ่งประเทศไทยขึ้นอยู่ เมื่อเรียนจบ 6 ปี ก็บวชที่โน่นเลย หลายคนได้ซึมซับเอาความคิดและวิธีการต่างๆ แบบอเมริกัน “American Style” ทายาทรุ่นแรกและคนแรกเรียกว่าเป็น “ลูกหม้อ” คนแรกจริงๆ คือพระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร ต่อมามีการรวมแขวงในอเมริกา ทำให้คณะพระมหาไถ่ในประเทศไทยขึ้นกับแขวงเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด

ส่วนธรรมทูตรุ่นแรกของคณะพระมหาไถ่ คือ คุณพ่อคลาเรนซ์ ดูฮาร์ด (ต่อมาได้เป็นพระสังฆราชสังฆมณฑลอุดรธานี) คุณพ่อโรเบิร์ต ก๊อดเบ้าท์ คุณพ่อเอ็ด เคน คุณพ่อลารีเวียร์ ผู้บุกเบิกถากทางและผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อลงในพื้นที่อีสาน บ้านช้างมิ่ง และสังฆมณฑลอุดรธานี และมีบ้านหลังแรกอยู่ที่กรุงเทพฯ บ้านที่ขอนแก่น ช่วยคนโรคเรื้อน และขยายงานด้านการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ที่ศูนย์มหาไถ่พัทยา แต่สมัยคุณพ่อประเสริฐ สามเณรเข้าบ้านเณรใหญ่พร้อมกันเป็นต้นมา ต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง (Change) ครั้งใหม่ เป็นสายพันธุ์ไทย มีกลิ่นอายส้มตำปลาร้า ปลาแดก มากกว่ากลิ่นนมเนย

อย่างไรก็ตาม ทางคณะพระมหาไถ่ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เรื่องการเทศน์และเรื่องภาษาอังกฤษ ถือว่าสามารถสื่อสารได้คล่อง ใช้การได้ เมื่อมีการประชุมระดับนานาชาติ หรือการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ

คุณพ่อประเสริฐได้พูดให้ข้อคิดจากประสบการณ์ถึงงานต่างๆ ว่า “งานนั้น ทำเท่าไหร่ก็ไม่หมด แม้เราจะทำจนจบชีวิตลง แต่งานก็ยังไม่จบ” เราต้องพยายามทำชีวิตให้สมดุล ระหว่างชีวิตสงฆ์และหน้าที่การงาน

คุณพ่อมีคติพจน์สำหรับชีวิตสงฆ์ว่า “รักและรับใช้”