คุณพ่อผู้อาวุโสซึ่งแต่ละวันอยู่กับความเงียบ เดินไปเดินมากับพระสงฆ์รุ่นน้องๆ เป็นปู่ เป็นตา คนรุ่นเก่าๆ อาจจะรู้จักดีพอสมควร ชีวิตฝ่ายกาย ต้อง “ซ่อม” ขนาดยกเครื่องใหญ่มาครั้งหนึ่ง ที่เหลือถือว่าเป็นกำไร ภายนอกดูเงียบขรึม แต่ลุ่มลึกด้วยอารมณ์ขันและนักประพันธ์จำเป็นที่ซุกซ่อนอยู่ในบางอารมณ์

คุณพ่อยอห์น บอสโก ประเสริฐ นพคุณ อายุ 78 ปี เป็นลูกวัดพระหฤทัย วัดเพลง ราชบุรี

เกิดวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.1930 ล้างบาปวันที่ 27 พฤษภาคม หลังจากเกิดได้ 2-3 วัน คุณพ่อคุณแม่ก็เอาไปล้างบาปแล้ว เป็นคนที่ 6 คนสุดท้อง มีพี่สาว 5 คน ในครอบครัวผมเป็นผู้ชายคนเดียว และตอนนี้ก็เหลือผมเพียงคนเดียว เตี่ยเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนผมบวชได้ 3-4 ปี แม่เสียชีวิตตอนผมอยู่ที่วัดแม่กลอง

ผมบวชวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1958 โดยพระคุณเจ้าเปโตร คาเร็ตโต ที่วัดเพลง ตัวพระคุณเจ้าเองเป็นคนที่ 4 ในครอบครัว และเป็นรุ่นที่ 4 ของคณะที่เข้ามาในประเทศไทยครบ 25 ปีพอดี

ตั้งแต่เล็กๆ แล้ว สุขภาพไม่ค่อยดี เป็นโรคหอบหืดตั้งแต่อยู่บ้าน และเป็นโรคประจำตัวนี้มาตลอด เรื่องโรคหืดหอบนี้ หมอก็ให้ยามา เรารู้ตัวเอง ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง เวลาเป็นก็ฉีดยาเอง ทำอยู่ 10 ปี ฉีดเฉพาะเวลาที่มีพิธี เช่นเมื่อต้องทำมิสซา ก็ไม่อันตรายนัก พอหมดแรงหรือเหนื่อยก็นอนพัก

บางครั้งต้องฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ หมอแนะนำให้ฉีดครึ่งซีซี. ก็รอดมาได้ ไม่เป็นอะไร

เข้าบ้านเณร

วันหนึ่ง คุณพ่อย็อบเบ การ์นินี อธิการ คุณพ่อมาเน บราเดอร์อันตน คณะซาเลเซียนได้มาชวนให้เข้าบ้านเณร

ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไร ครอบครัวเป็นคนศรัทธาอยู่แล้ว เตี่ยกับแม่ก็อนุญาตและก็อยู่ที่บ้านเณรบางนกแขวกเรื่อยมา เป็นคนเรียนปานกลาง ไม่เก่งเท่าไร

ไปบ้านเณรใหญ่ที่อินเดีย เรื่องมันบังเอิญว่า เวลานั้นพระคุณเจ้าเปโตร คาเร็ตโต ท่านอยู่ที่กรุงโรม ท่านก็ได้ติดต่อขอที่ให้เณรได้ 2 ที่ คือ คุณพ่อสมบูรณ์ แสงประสิทธิ์ และคุณพ่อวิโรจน์ อินทรสุขสันต์ แต่เดิมพระคุณเจ้าได้เตรียมให้ไปที่อินเดีย
ผมก็เลยได้รับคัดเลือกให้ไปอินเดีย

คนอื่นไปกันก่อนแล้ว เมื่อผมไปที่นั่นเขาเปิดเรียนไปแล้ว ผมไปพร้อมกับพระคุณเจ้ามนัส จวบสมัย ซึ่งไปเรียนปรัชญาที่อินเดียด้วย ต้องเรียน 7 ปี ผมไปอินเดียรุ่นที่ 4 อยู่ 4 ปี เรียนเฉพาะเทววิทยา ที่มัดราส

ก่อนหน้านี้ อินเดียปิดประเทศ ห้ามคนไทยเข้า ทูตไทยประจำอินเดียได้ต่อรองกับรัฐบาลอินเดีย ถ้าไม่ให้เราเข้า ไทยก็จะไม่ให้คนอินเดียเข้าประเทศไทยเหมือนกัน พวกเราจึงได้ไปศึกษากันที่อินเดีย

วัดที่เคยรับผิดชอบ

ผมเคยอยู่วัดนักบุญมาร์การีตา บางตาล วัดอัครเทวดามีคาแอล ดอนกระเบื้อง แล้วย้ายไปอยู่วัดนักบุญยาโกเบ แม่กลอง วัดแม่พระบังเกิด บางนกแขวก อยู่เพื่อเตรียมฉลองปี ค.ศ.2000

หลังจากได้รับแต่งตั้ง ก่อนเข้าประจำที่วัดบางนกแขวก ผมรู้สึกตัวว่าไม่ค่อยดี ก็ขออนุญาตพระคุณเจ้ามนัสสัก 3-4 วันเพื่อไปหาหมอก่อน

ช่วงนั้นพอดีได้พบกับคุณป้าประชุม วังตาล แม่บวชของคุณพ่อสุรินทร์ เขารู้จักหมอที่สมิธติเวชและให้รถมารับผมไปตรวจที่สมิธติเวช ก็ตรวจทันทีเลย พบว่าเส้นเลือดตันหมดแล้ว 4 เส้น หมอบอกว่าต้องผ่าตัดทันที อยู่ 2 วันก็ผ่าเลยและพักอยู่
1 เดือน ก่อนผ่าตัดก็ต้องมีเจ้าของไข้หรือคนรับรอง ตอนนั้นพระคุณเจ้าปัญญา กฤษเจริญ เซ็นชื่อรับรองการผ่าตัดให้ผม สมัยนั้นท่านเป็นคุณพ่ออยู่

ต่อมาคุณหมอได้มาบอกว่า “มีเครื่องใส่แบตเตอรีหัวใจ แล้วเขาตัดสินใจไม่ใช้ คุณพ่อต้องการจะใส่ไหม?” ผมก็บอกกับหมอว่า “ผมไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วแต่หมอ หมอรู้ดีแล้ว” ผมได้ปรึกษากับทางมิสซังฯ ก็อนุญาตให้ใส่ไว้ ปีนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว ก็เรียบร้อยดี

กำเนิด “ลุงแว่น”

เริ่มต้นอยู่ที่วัดบางตาลนี่เอง เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีอะไรทำก็เลยแต่งเล่น เวลาแต่งก็ต้องใช้เวลา ต้องวางโครงเรื่อง นามปากกา ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เราใส่แว่นตา บางคนก็เรียกพ่อแว่น ก็ใช้ “ลุงแว่น” ตั้งแต่นั้นมาและไปอยู่ที่ไหนก็ใส่สถานที่อยู่ไว้ด้วย

เวลาจะแต่งหนังสือเกี่ยวกับพระสงฆ์ของราชบุรี ต้องรู้จักนิสัยใจคอของเขาก่อนจึงจะแต่งได้ ถ้าไม่รู้ก็แต่งไม่ได้ และถ้าเกิดเร็วๆ ทำไม่ได้

อีกอย่างหนึ่งมักจะเห็นพ่อชอบถ่ายรูป แต่ก็ไม่ค่อยได้เอาไปใช้อะไร เก็บไว้ดู ทำแบบสนุกๆ ทำที่เราชอบ?

เวลานี้เกษียณอายุแล้ว และไม่ได้ทำอะไร สมองไม่แล่นเหมือนสมัยก่อนแล้ว ผมชอบอ่านหนังสือ สะสมหนังสือ เก็บๆ ไว้ บางคนที่ไม่สนใจเราก็เก็บไว้ นานๆ ไปก็มีบางคนมาถามหาเพราะเห็นประโยชน์ ขอเอาไปใช้ค้นคว้าต่อไปก็มี

อยู่ที่วัดแม่กลองแล้วย้ายไปอยู่วัดดอนกระเบื้อง 2 ปี พอดีพระคุณเจ้าเอก ทับปิง ขอให้ผมไปอยู่ที่วัดบางตาลอีกรอบ ทำงานที่ไหนก็ไม่รู้สึกลำบาก ผมย้ายไปอยู่ต่อจากคุณพ่อประชุม มินประมาฬ ท่านเป็นคนเคร่งครัดจนชาวบ้านรับไม่ค่อยได้ ห่างวัดกันไป เมื่อผมไปอยู่ก็บอกว่าอยากให้เราเปิดโรงเรียนของเรา ชาวบ้านก็มาช่วยถางหญ้า ตัดหญ้า ชาวบ้านก็กลับเข้ามาช่วยกัน และก็เปิดโรงเรียนของวัดได้ ลูกๆ คริสตังเราก็มีที่เรียนและได้เรียนคำสอนกัน ต่อมาไปอยู่ที่วัดแม่พระมหาทุกข์ ท่าม่วง กาญจนบุรี

ตอนอยู่ที่วัดบางตาลนี้ ไปที่วัดนักบุญเปโตร สามพราน บ่อยๆ เพราะสนิทกับคุณพ่ออาแบล เก่ง พานิชอุดม  เขาก็ถามว่ามีอะไรทำมากไหม? ไปช่วยที่วัดเปโตรได้ไหม ก็พอดีที่วัดไม่ค่อยมีงานเท่าไร ก็เลยมาช่วยคุณพ่ออาแบล เพราะที่นี่สัตบุรุษมากและงานก็มากทั้งถวายมิสซา และฟังแก้บาป ฯลฯ

ลูกวัดเพลง

ผมเป็นลูกวัดพระหฤทัย วัดเพลง ลูกวัดที่บวชเป็นพระสงฆ์ก่อนผม รุ่นที่ 1 คุณพ่อสมกิจ นันทวิสุทธิ์ รุ่นที่ 2 คุณพ่อบุญนาค ทองอำไพ รุ่นที่ 3 พระคุณเจ้าบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ส่วนผมเป็นรุ่นที่ 4  เลข 4 อีกแล้ว

อย่างนี้ ต้องเรียก “องค์ชายสี่”

สมัยอยู่วัดบางตาล เราก็ทำงานด้านศาสนสัมพันธ์ ชาวพุทธเขาไปทอดผ้าป่า ปล่อยนกปล่อยปลา เราก็ทำด้วย เวลามีคนตายซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่มาก เราก็ทำดุ่ยๆ ของเราไป เพราะเป็นช่วงหลังสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2

ตอนนั้น เป็นห่วงอยู่อย่างเดียวว่า พระคุณเจ้าโรเบิร์ต รัตน์ บำรุงตระกูล จะว่าอย่างไร เราทำอะไรก็ไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ไม่ว่าเพราะท่านก็ทำงานด้านศาสนสัมพันธ์เช่นกัน

เปิดใจ จาก “ลุงแว่น”

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ.2008 ทางสังฆมณฑลราชบุรีได้จัดฉลอง 50 ปีชีวิตสงฆ์ ที่วัดบางนกแขวก ร่วมกับคุณพ่อที่ฉลอง 25 ปี และคุณพ่อสุเมธ (เซอ๋า) วัชรศักดิ์ไพศาล ไปร่วมฉลองครบ 60 ปีชีวิตสงฆ์ด้วย

คุณพ่อประเสริฐได้พูดกับ “เพื่อนสงฆ์” ในเวลาต่อมาว่า “เราเป็นหนี้พระคุณของพระมากกว่า การฉลองเป็นเรื่องภายในจิตใจมากกว่า เป็นเรื่องระหว่างเรากับพระเป็นเจ้าเท่านั้น แต่สมัยนี้อาจเน้นเรื่องภายนอกกัน”

“สมัยนี้คนมักทำอะไรภายนอกกันมาก พูดจาเลอะเทอะไปหมด ผมเป็นคนเกิดก่อนสังคายนาวาติกันที่ 2 ได้รับการอบรมมาแบบนั้น เราได้รับการอบรมมามาก อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เราต้องรู้จักวางตัว เราไม่อยากทำอะไรภายนอกมากนัก”

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา บวชแล้วเป็นปลัดอยู่ 6 ปี และเป็นเจ้าอาวาสอยู่ 44 ปี
“เลข 4 อีกแล้ว...เห็นไหม!!”

รุ่นเดียวกันก็มีคุณพ่อสุรินทร์ โรมันวงศ์ ต่อมาได้ลาออก และมรณะไปแล้ว

“โอกาสฉลอง 50 ปีนี้ ผมขออย่างเดียว ขอฉลองวันที่ 4 พฤษภาคม เท่านั้นก็พอ!”

“ชีวิตสงฆ์ที่ผ่านมาไม่มีอะไรทุกข์ มีแต่งานที่ลำบาก!”

กระแสเรียกวันนี้

สำหรับพระสงฆ์องค์หนึ่งที่ผ่านชีวิตมาจนได้ฉลอง 50 ปีชีวิตสงฆ์ มีเรื่องราวมากมายที่เป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียน เป็นคำสอนที่จะชี้แนะและเตือนใจ แม้นภายนอกแต่ คุณพ่อแต่ละองค์อาจจะดูเหมือนเงียบๆ หลงๆ ลืมๆ แต่สำหรับผู้ที่ยังแสวงหาทั้งหลาย หารู้ไม่ว่า ชีวิตของท่าน เป็น “ขุมทรัพย์” สำหรับพระสงฆ์รุ่นลูกรุ่นหลาน

ผมได้เรียนถามคุณพ่อถึงความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ ถึงสังคมสงฆ์ของเราวันนี้
“สมัยนี้ พระสงฆ์เรามีแต่ประชุมๆ ไม่ค่อยมีเวลาสวดภาวนา ไม่ค่อยมีเวลาทำงานมากนัก และเรื่องบ้านเณรเล็กสมัยนี้ก็มีกระแสเรียกน้อยลงมาก

สังเกตอย่างหนึ่ง เวลานี้เด็กผู้ชายที่ช่วยมิสซามีไม่ค่อยมากเหมือนสมัยก่อน และไม่ค่อยได้สอนอบรมกันให้ใกล้ชิด ที่จริงกระแสเรียกของเด็กๆ มาจากชีวิตของพระสงฆ์เราที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เขา สำคัญที่สุด

พ่อแม่ทางบ้านเป็นบุคคลสำคัญ พ่อแม่ต้องเป็นคนอบรมสั่งสอน เรื่องการเป็นพระสงฆ์นักบวชต้องมาจากภายในจิตใจของเขาเองกับพระเป็นเจ้า ไม่ใช่มาจากความสะดวกสบายภายนอก”

ก่อนจบและก่อนจาก

“และตอนนี้ คุณพ่อยังแต่งกลอนอยู่หรือเปล่า?”

“ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว มือมันสั่น เขียนอะไรไม่ค่อยได้ มีแต่กลอนประตูหน้าต่างเท่านั้น ตอนนี้มีแต่กำลังรวบรวมเรื่องเก่าๆ อยู่ คิดว่าต้นปีหน้าคงจะเสร็จและคงหนาเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่รู้จะหาเงินที่ไหนพิมพ์”

สำหรับชีวิตสงฆ์ที่ผ่านโลกมายาวนาน จนถึงวันนี้ สำหรับคุณพ่อ ประเสริฐ นพคุณ หรือ “ลุงแว่น” นักกลอนของสังฆมณฑลราชบุรี บัดนี้พักจากหน้าที่การงาน ประอยู่ที่สำนักมิสซังราชบุรี พยายามดูแลรักษาสุขภาพกาย ใจ และสวดภาวนา ตามหน้าที่สงฆ์ นามปากกา วันนี้คือ “ลุงแว่น ณ แดนสนธยา !”

หลังจากที่พูดคุยกันหลายๆ เรื่องมานาน เรื่องวันเดือนปีเกิด คุณพ่อบอกเพียงวันเดือนและยังไม่ได้พูดว่าปีอะไร ผมก็ถามอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้แน่ใจ

“คุณพ่อเกิดปีอะไรครับ?”

“ปีมะเมีย !?”