ถ้าดูรายชื่อพระสงฆ์สังฆมณฑลอุบลฯ ในปฏิทินคาทอลิก จะเห็นรายชื่อพระสงฆ์ตามลำดับอายุบวช และในรายชื่อพระสงฆ์จากปีนังคนสุดท้ายที่ยังทำงานอยู่ จะเห็นรายชื่อคุณพ่อสำราญเพียงคนเดียวเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะเป็นรุ่นน้องจากบ้านเณรแสงธรรมแล้ว

คุณพ่อเป็นคนรูปร่างใหญ่กำยำ ผิวคล้ำ ไม่ค่อยพูดมากนัก เจ้าอาวาสวัดแม่พระฟาติมา วัดนาคำ ตรงข้ามกับบ้านเณรเล็กคริสตประจักษ์ และผู้อำนวยการศูนย์คำสอนของสังฆมณฑล บวชเป็นพระสงฆ์ ค.ศ.1974 รวมเวลา 35 ปี

“เพื่อนสงฆ์” ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนเมืองดอกบัวครั้งหนึ่ง จึงมีโอกาสได้พูดคุยเพื่อ “รู้เขา” และนำมาแบ่งปันกันบ้าง

“ผมเป็นลูกวัดนักบุญยอแซฟ บ้านหนองทามน้อย กันทารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เข้าบ้านเณรเล็กฟาติมา ท่าแร่ สมัยคุณพ่อจักแมงเป็นอธิการ สมัยนั้นมีแต่คุณพ่อฝรั่งทั้งนั้น เรียนจบ ป.4 ก็เข้าบ้านเณร สมัยนั้นเรียก “มอ.หนึ่ง” สมัยนี้น่าจะเรียก ป.5 จบ ม.6 แล้ว เขาก็เรียกว่าเป็นพวก “ลาตินิสต์” (Latinist) ทางบ้านเณรก็ให้ไปสอบ ม.ศ.5 หลังจากนั้นไปเรียนบ้านเณรใหญ่ ที่ปีนัง”

ในรุ่นที่เรียนที่ปีนัง รุ่นเดียวกันของกรุงเทพฯ มี คุณพ่อประมวล พุฒตาลศรี คุณพ่อสานิจ สถะวีระวงศ์ คุณพ่อพิบูลย์ วิสิฐนนทชัย และคุณพ่อวีรศักดิ์ วนาโรจน์สุวิช จากกรุงโรม มาบวชในปีเดียวกัน จากสังฆมณฑลจันทบุรีมี คุณพ่อไพบูลย์ นัมคณิสรณ์ ราชบุรีก็มี คุณพ่อวิชัย สินสมรส คุณพ่อเสรี สินสมรส และก็ผม รุ่นของผมไปปีนัง 2 คน อีกคนออกก่อน แล้วไปเป็นครูสอนเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ ผมกลับมาบวชที่วัดอุบลคนเดียว โดยพระคุณเจ้าแยร์แมง แบร์โทลด์

สมัยนั้นรุ่นพี่ใหญ่ของไทยมีคุณพ่อสนัด วิจิตรวงศ์ คุณพ่อบัญชา ศรีประมงค์ นี่แหละ

บวชแล้วเป็นคุณพ่อปลัดวัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ที่อุบล ได้ 1 ปี ก็ไปอยู่บ้านเณรท่าแร่ สอนภาษาอังกฤษปีครึ่ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขว่าแต่ละมิสซังต้องส่งคนไปช่วย ก็ขออนุญาตกลับมาทำงานในมิสซังฯ พระคุณเจ้าให้ไปอยู่ที่วัดเซซ่ง ต่อจากนั้นไปฟื้นฟูจิตใจที่มะนิลา ฟิลิปปินส์ 3 เดือน

หลังจากนั้นได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าวัดครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ หนองคู นาน 9 ปี มีสัตบุรุษประมาณ 900-1000 คน มีโรงเรียนด้วย เป็นวัดที่ใหญ่อันดับสามคือ รองจากอาสนวิหารที่อุบล และวัดซ่งแย้  มาเป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระฯ ที่อุบล 5 ปี ย้ายไปอยู่วัดโนนมาลี จังหวัดร้อยเอ็ด นาน 12 ปีกว่า และมาอยู่ที่วัดนักบุญยอแซฟ นาคำ ค.ศ. 2008 มีสัตบุรุษ 350 คนเท่านั้น มีมิสซารอบเดียว เพราะอยู่คนเดียว

พี่ใหญ่มองงานของสังฆมณฑล

มาสมัยนี้พระสังฆราชใหม่พยายามปรับปรุงการบริหารงานให้เป็นระบบมากขึ้น

การทำงานของสังฆมณฑลกำลังจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งเป็นระบบใหม่ ให้เป็น “มืออาชีพ” ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นหรือยังนะ แต่เดิมเราทำอะไรก็ง่ายๆ เหมือนครอบครัว แต่ทุกวันนี้ต้องมีโครงการ มีงบประมาณ เป็นระบบมากขึ้น

กำลังจะเป็นมืออาชีพ แต่ไม่รู้จะเป็นหรือเปล่านะ!

ความรู้สึกเวลานี้ อยากให้พระสงฆ์หันมาสนใจเรื่องคำสอนและพยายามหาโอกาสสอนคำสอนเอง แม้บางคนอาจจะไม่มีเวลามากนัก ต้องสอนเอง ครูคำสอนเป็นผู้ช่วยเท่านั้น

อีกอย่างหนี่ง อยากให้พระสงฆ์หันมาอ่านหนังสือพระคัมภีร์ให้มากขึ้น ทุกวันนี้ผมชอบอ่านพระคัมภีร์นะ สบายใจและได้ข้อคิดใหม่ๆ

เรื่องความยากจนกับอีสาน

คนอีสานไม่รู้สึกว่าตนเองยากจน แม้จะไม่มีเงิน เมื่อมีก็ใช้ ไม่มีก็ไม่กิน เท่านั้น เพราะเขาไม่เปรียบเทียบ หรือทุกข์ร้อนอะไรนัก

มีแต่คนอื่นมักจะคิดว่าคนอีสานยากจน พวกเขายากจน แต่ไม่ค่อยรู้สึก เพราะพวกเขาพอใจชีวิตอย่างที่เป็น คนที่มีมากกว่า เมื่อมองมาเห็นคนอีสาน เมื่อไม่มี เขาก็อาจจะคิดว่า เราไม่มีอย่างเขา เราจน แต่คนอีสานไม่คิดเปรียบอย่างนั้น เราใช้เท่าที่เรามี ก็เท่านั้น

กับอดีตที่น่าจดจำ

ก็คงเป็นเรื่องทั่วๆไป การที่ผมผ่านชีวิตมาได้ถึงขนาดนี้ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ทำได้ขนาดนี้ ไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษ บางช่วงที่ผ่านมา ตอนนั้นรู้สึกกลุ้มกับบางสิ่งที่ทำไม่ได้ ไม่ได้ทำ ไม่ได้รับ แต่พอผ่านไปแล้ว มาถึงวันนี้ มานึกดูอีกที ก็รู้สึกว่าดีแล้วที่ไม่ได้อย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้น ได้อย่างนี้ ก็คงจะยุ่งตายแน่ๆ

เป็นแผนการของพระที่โปรดให้เป็นอย่างนั้น!

ชีวิตพระสงฆ์มาได้ขนาดนี้ รู้สึกดีใจมาก แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้เป็นพระสงฆ์ที่ดีนัก หลายครั้งก็ดื้อบ้างเหมือนกัน

350 ปี ผมรู้สึกกตัญญูรู้คุณต่อคณะเอ็มอีพี. และสำนึกเสมอ

อยากให้คุณพ่อที่อยู่ตามวัดต่างๆ พยายามบันทึก เขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัดในหมู่บ้านนั้นๆ เป็น “เวอร์ชั่นชาวบ้าน” จะถูกหรือไม่ถูกว่ากันอีกที เพราะถ้าไม่บันทึกไว้ ผ่านรุ่นนี้ไปแล้วก็หายไปเลย

เวอร์ชั่นชาวบ้านนี้ ถ้าเราทำเวลานี้ มันยังไม่หายกลายเป็นอากาศไปหรอก

คติประจำใจ

“ถ้าชีวิตทำให้พระเป็นเจ้าได้รับเกียรติ รับใช้เพื่อนพี่น้อง”

เป็นภาษาอังกฤษ ไม่รู้ถูกหรือเปล่า แต่สำหรับผมมันมีความหมายเป็นพิเศษ คือ

“Thy will be done. At thy services”