ผมได้พบกับคุณพ่อในโอกาสสัมมนาเกี่ยวกับพระสงฆ์ ได้พูดคุยกัน และนำมาเล่าสู่ “เพื่อนสงฆ์” เรื่องราวของคุณพ่อมีหลายสิ่งหลายอย่างน่าสนใจ สนุกบนใบหน้า แต่จิตใจเข้มข้น และชีวิตที่ทุ่มเทกว่าครึ่งชีวิตแล้วให้กับประเทศไทย

วันนี้ กับภารกิจภาคเหนือเพื่อชาวเขา

เวลานี้ผมทำงานที่ศูนย์ดอนบอสโก ดอยสะเก็ด ดอยสุเทพ มีทั้งหมด 60 คน จาก 7 เผ่า จบมัธยมศึกษาปีที่ 3จากศูนย์ต่างๆ ที่ส่งมาเรียนกับเรา 3 ปี เพื่อให้เขาได้เรียน เราส่งเรียนที่โรงเรียนเทคนิคสันกำแพง มีวุฒิ ปวช. และได้รับประกาศนียบัตรจากกรมพัฒนาแรงงาน 2 ใบ เปิดมาได้ 3 ปี จะจบในปีนี้มี 16 คน มีบราเดอร์ชาวเย้าคนหนึ่งเป็นผู้ช่วย

เด็กแต่ละคนที่มา คุณพ่อจากศูนย์ต่างๆ ส่งมา เราให้โควต้า 2-3 คน  สมัยนี้ เด็กบางคนไม่ค่อยตั้งใจเรียน ไม่ค่อยรู้อะไร เราต้องสัมภาษณ์เด็กและผู้ปกครองก่อนเพื่อให้เข้าใจตรงกัน

เราขอเก็บเงินสมทบค่าใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวมทั้งหมด 4 เดือน เป็นเงิน 4,000 บาท ถ้าเป็นค่าเล่าเรียน ปีแรกจ่าย 6,500 บาท ให้เขาจ่ายกับทางโรงเรียนเอง ถ้าไม่ได้เราจะช่วยสบทบให้บ้าง โรงเรียนอยู่ห่างจากศูนย์ของเรา 30 กิโลเมตร เรามีรถปิกอัพรับ-ส่ง 3 คัน

ในปีหน้าจะเปิดรับชั้นมัธยมปีที่ 1 แล้วจะเปิดรับเณรด้วย ปีนี้เราเปิดค่ายกระแสเรียกโดยอยู่ในบริเวณเดียวกับศูนย์

เมื่อผมขึ้นมาเชียงใหม่ครั้งแรก พระคุณเจ้าสังวาลย์ ศุระศรางค์ ให้ไปอยู่ที่วัดแม่ริม 3 ปี อยู่ห่างจากสำนักมิสซังฯ เชียงใหม่ 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นศูนย์คำสอนของสังฆมณฑลเชียงใหม่ อบรมครูคำสอนหลักสูตร 2 ปี ปีแรกมี 16 คน ปีต่อมามี 8 คน  ปีที่มี 3 คน ปีนี้จะจบ 6 คน เวลานี้คุณพ่อเอกสิทธิ์ซึ่งจบเรื่องคำสอนจากกรุงโรมมาดูแลโดยตรง ผมก็ช่วยบ้างนิดหน่อย

จากมะนิลา “ตาไปย์” ไปประเทศไทย

สำหรับบ้านของผม บิดาเสียชีวิตแล้ว ผมมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ยังมีชีวิตอยู่ 3 คน ผมเป็นคนสุดท้อง พี่สาวคนหนึ่งตายแล้ว พี่คนหนึ่งอยู่อเมริกา และพี่อีกคนหนึ่งอยู่กับแม่ ปีหน้าผมจะกลับบ้านไปฉลองวันเกิดของแม่ครบ 100 ปี!

เรียนที่บ้านเณรเล็กปาปังกา ซึ่งตอนนี้กลายเป็นบ้านเณรที่อยู่ใต้ดิน เพราะภูเขาไฟปินาตูโบ จึงเหลือแต่หลังคา เป็นโนวิสและเรียนชั้นปรัชญาที่ลากูนา  บ้านเณรกลางของเราอยู่ที่นั่น ดูแลน้องๆ โนวิส 2 รุ่น เป็นเวลา 2 ปี

ตอนเป็นเณรใหญ่ที่ฟิลิปปินส์เคยสมัครเป็นธรรมทูต ตอนนั้นดูเหมือนไม่มีหวังอะไร เขียนใบสมัครไปแล้วก็เงียบคือ ค.ศ.1970 พระคุณเจ้าเปโตร คาเร็ตโต ไปฟิลิปปินส์เพื่อต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6
และเยี่ยมบ้านเณรของเรา พระคุณเจ้าเล่าว่าสังฆมณฑลราชบุรีจะแยกเป็นสังฆมณฑลสุราษฎร์ฯ พระสงฆ์ไม่พอ ท่านก็ถามพวกเราว่า “ใครอยากเป็นธรรมทูตบ้าง?”

ผมยกมือสมัครด้วย แต่หลังจากนั้นก็เงียบมาถึง 3 ปี ต่อมาคุณพ่ออธิการเรียกผมไปถามว่า “ยังอยากเป็นธรรมทูตอยู่อีกไหม? เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอยกมือสมัครเป็นธรรมทูต ยังอยากไปอยู่อีกไหม?” ผมก็ดีใจตอบว่า “อยากครับ!”

ผมก็เลยได้มาประเทศไทยพร้อมกับเพื่อนคนหนึ่ง เวลานั้นดีใจมากที่ได้เป็นธรรมทูต

ลา มะลิลา  ธรรมทูตในไทย

ผมมาประเทศไทย ค.ศ.1973/2516 ช่วงวันที่ “14 ตุลาคม 2516” จำง่ายๆ ประมาณ 36 ปีมาแล้ว ยังเป็นเณรอยู่ ต่อมาผู้ใหญ่ส่งไปเรียนเทววิทยาที่แผ่นดินรุ่นพี่ที่ไปเรียนก่อนผมมีพระคุณเจ้าประธาน ศรีดารุณศีล และคุณพ่อไชโย เวชยันต์ รุ่นต่อมามีคุณพ่อบรรจง สันติสุขนิรันดร์ กับคุณพ่อปราโมทย์ รุจิเกียรติกำจร และรุ่นผม ต่อจากรุ่นผมก็มีคุณพ่อเซเฟรีโน เลเดสมา และคุณพ่อเลโอ โอโชวา คุณพ่อสององค์นี้มาจากฟิลิปปินส์ก่อนผมหนึ่งปีศักดิ์สิทธิ์ อิสราแอล ที่บ้านเณรเครมีซาล

ผมได้ไปอยู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ตอนแรกก็ดีใจ ภูมิใจ เป็นเกียรติที่ได้ไปศึกษาอยู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาเกิดความรู้สึกว่าสถานที่ก็เป็นสถานที่ ก้อนหินก็เป็นก้อนหิน เป็นแค่ของโบราณ ไม่เห็นความสำคัญทางศาสนากับผม ภาษาก็ต้องใช้ภาษาอิตาเลียน ลำบากมาก เพราะเราไม่ได้เตรียมตัว

ตอนนั้นมี “วิกฤติกระแสเรียก” รู้สึกไม่อยากบวช อยากกลับบ้าน แล้วก็ไปที่ถ้ำพระกุมารบังเกิดที่เมืองเบธเลเฮม อ่านพระคัมภีร์ รำพึงในวัด และได้อ่านพระคัมภีร์ นักบุญยอห์นบทที่ 16 ข้อ 31-33

“เวลานี้ท่านเชื่อแล้วหรือ?”

“...อย่ากลัว เราได้ชนะโลกแล้ว”

“ท่านเชื่อแล้วหรือ?”

พระวาจาตรงนี้ สะกิดใจผมมาก ผมคิดอยู่บ่อยๆ และก็มั่นใจมากขึ้น

ผมที่บ้านเณรเครมีซาน เบธเลแฮม วันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1978 (บวชคนเดียว)

ค.ศ.1978 เมื่อบวชแล้ว กลับมาประเทศไทย ได้ไปอยู่ที่วัดนักบุญเปโตร อ. เบตง 3 ปี อยู่ที่วัดนักบุญอันเดร ยะลา 3 ปี และอยู่วัดแม่พระประจักษ์เมืองลูร์ด หาดใหญ่ 7 ปี อยู่ที่วัดประจวบฯ 6 ปี และย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนอาชีวะดอนบอสโกบ้านโป่ง ราชบุรี  6 ปี  และย้ายไปดูงานของคณะซาเลเซียนในภาคเหนือเพื่อทำงานกับชาวเขา

เมื่ออยู่ภาคใต้มานาน ผู้ใหญ่ก็ส่งให้ไปอยู่ภาคเหนือ

สถานการณ์ทางภาคใต้สมัยที่คุณพ่อทำงานอยู่กับสมัยนี้ต่างกันไหม?

“เหมือนกัน เพราะสมัยนั้นมีปัญหาคอมมิวนิสต์ เรื่องการแบ่งแยกดินแดน มีการก่อการร้าย ผู้ก่อการร้ายก็มีมากเหมือนกัน ต่อมามีโครงการ ‘ใต้ร่มเย็น’ ของพล.อ.หาญ ลีลานนท์ ช่วยแก้ปัญหาได้ระยะหนึ่ง ก็สงบได้”

สมัยนั้นสถานการณ์น่ากลัวเหมือนกัน ถ้าเราอยากจะกลัว

ที่เบตง ผมไปแทนคุณพ่อมาเน นาตาเล (มรณะวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987) ไม่สบายปวดศีรษะ ต่อมาไปช่วยที่ยะลาวันพฤหัสบดีสลับกัน ต่อมาพ่อดาเนียลมาอยู่ที่เบตง ผมก็ไม่ต้องไปเบตง แต่ดูแลอยู่ที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จำนวนคริสตังที่อยู่ในภาคใต้ 3 จังหวัด มีประมาณไม่เกิน1,000 คน กระจัดการอยู่ทั่วไป

ในช่วงนั้นเกิดเรื่อง 2 รอบ คือ ครั้งแรกมีการยิ่งจรวดระเบิดที่เบตง ผมก็ไม่รู้จัก ยิงจากสวนสาธารณะ ข้ามหลังคาวัดไปในเบตงเลย และอีกครั้งหนึ่ง ผมอยู่ที่ยะลา วันที่ 12 สิงหาคม จะต้องไปเบตง วันนั้นอบรมเด็กอยู่ที่ยะลา จะเดินทางไปเบตงวันรุ่งขึ้น แต่ไม่รู้ยังไงตัดสินใจออกเดินทางวันนั้นเลย ไม่รอวันรุ่งขึ้น วันรุ่งขึ้นรถแท็กซี่ 3 คันถูกปล้น และคนโดยสารเห็นเหตุการณ์มีคนยิงปืนขึ้นฟ้า พวกที่ปล้นก็เลยยิงผู้โดยสาร มีคนถูกยิงตาย 3 คน

ช่วงพักเพื่อทบทวนชีวิต

ช่วงฉลอง 25 ปีชีวิตสงฆ์ อยากจะหาโอกาสทบทวนชีวิตและหน้าที่สงฆ์ และฟื้นฟูชีวิตตนเอง ยังไม่มีโอกาสทำอะไร ได้มาร่วมสัมมนาเกี่ยวกับพระสงฆ์ (วันที่ 17-22 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 ณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บางนา) ได้เข้าร่วมแล้วรู้สึกดี ได้มีโอกาสทบทวน และรำพึง ตามที่ได้ตั้งใจไว้ “เราได้ทำอย่างที่เราเป็น?”

กระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์ของตนเองนั้น มองลึกมากขึ้น มีหลายมิติ เราเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า

ทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็น เราเป็นอะไรก่อน จึงทำในสิ่งที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราเป็น ถ้าเราไม่ทำตามที่เราเป็น เราก็กลับบ้าน ถ้าเราไม่ทำ ไม่เป็น ก็เก็บข้าวของลงกระเป๋ากลับบ้าน “ดอนบอส-โก โฮมเลย”

มิสชันนารี มองสงฆ์ไทย

“อยากพูดแบบแบ่งปันกันมากกว่า เป็นเรื่องกรอบความคิด เราควรมองดู เมื่อเรามีเอกลักษณ์ (identity) ของเราอย่างไร เราก็ต้องวางตัวให้สอดคล้องตามที่เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า บางทีเราทำงานเพื่อพระ เราคิดว่างานเป็นของเรา เราเอาตัวเราเป็นศูนย์กลาง เมื่อผมไปเชียงใหม่ ก็เข้าใจใหม่ว่า งานเป็นของพระ เราเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เราเป็นหลัก เป็นศูนย์กลาง เราไว้ใจพระ นี่เป็นงานของพระ พระจะจัดการเอง เราก็จะมีความมั่นคง มั่นใจในงานที่ทำ เราเองก็มีความสุข ไม่กังวลเท่าไรนักในสิ่งที่เราทำ”

ภาษาต่างประเทศ ภาษาไทย

สมัยนั้นเรียนภาษาไทยอยู่ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ พร้อมกับเพื่อนๆ มีคุณพ่อมาร์ตินิส คุณพ่อเลโอ คุณพ่อเซเฟริโน เซอร์ลอเร็ตตา ซิสเตอร์เบรนดา ซิสเตอร์โจวันนา และมีชาวอิตาเลียน คุณพ่อลิสซันดริน คุณพ่อนาวา ตอนนั้นเป็นเณรทั้งหมด มีครูชื่อปรีดา มาสอนให้พวกเรา

ตลอดเวลาที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับคุณพ่อตาไปย์ คุณพ่อมีรูปร่างหน้าตาไม่แตกต่างจากคนไทยเลย ผิวคล้ำออกไปทางดำเล็กน้อย น้ำเสียงและใบหน้ายิ้มแย้มผสมเสียงหัวเราะอยู่เสมอ พูดภาษาไทยคล่องแคล่วกว่าคนไทยหลายคน แต่ละเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง แต่ละคำอาจมีที่มาที่ไปมากมาย ประสบการณ์ของแต่ละคนเขียนด้วยความสุข ความทุกข์ ความเจ็บปวด ที่จารึกไว้ในชีวิตได้อย่างเข้มข้น และเป็นบทเรียนราคาแพง

มิสชันนารีเอเชียเพื่อเอเชีย อยู่ในประเทศไทยมานานถึง 36 ปี ถ้าชีวิตคือหนังสือ ชีวิตของคุณพ่อตาไปย์ก็คงจะเป็นหนังสือที่น่าเปิดอ่าน เรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจ และเป็นบทเรียนสำหรับอีกหลายๆ คนได้เป็นอย่างดี

“อยู่เมืองไทย รู้สึกดีใจมากๆ!”

พระคัมภีร์ประจำชีวิต

พระคัมภีร์ที่ผมยึดถือก็มาจากนักบุญยอห์น  “อย่ากลัว เราได้ชนะโลก”

ผมไม่ได้สู้เพื่อชัยชนะ แต่ผมอยู่ฝ่ายชนะ อยู่ฝ่ายพระเยซู เพราะพระองค์ทรงชนะโลกแล้ว หมายความว่า ตายต่อตนเอง ชนะตนเอง และสำหรับเรื่องชีวิตสงฆ์ ถือคติพจน์ผมส่วนตัวว่า

“3 ไม่- คือ ไม่เลือกที่  ไม่เลือกคน  ไม่เลือกงาน”