คุณพ่อโจวันนี ซิมบัลดี อยู่ประเทศไทยมานาน 36 ปี แต่มีไม่กี่คนที่รู้จัก คุ้นหน้าคุ้นตานักสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับชาวเขาโดยเฉพาะเผ่ามูเซอ คุณพ่อเป็นเหมือน “อาปา จาบู อือ เว้” (APA CABU UIVE) หรือคุณพ่อใหญ่ เพราะชีวิตที่ผ่านมาได้ใช้ชีวิตอยู่กับชนเผ่านี้นานถึง 32 ปี

บัดนี้ คุณพ่อ อายุ 79 ปี ในครอบครัวมีพี่น้อง 5 คน เป็นคนที่ 4 มีพี่สาว 2 คน ยังมีชีวิตอยู่ อายุ 85 ปี และ 81 ปี และตายไปแล้ว 2 คน บิดาเสียชีวิตเมื่อคุณพ่ออายุได้ 5 ขวบ คุณแม่เสียชีวิต ค.ศ. 1977 อายุ 86 ปี

“ผมบวชวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล วันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1953 พร้อมกับเพื่อนๆ ทั้งหมด 107 องค์ เป็นพระสงฆ์สังฆมณฑล 90 องค์ และนักบวชคณะนักต่างๆ 17 องค์”

คุณพ่อเป็นนักบวชคณะปีเม จากเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และเป็นธรรมทูตครั้งแรกที่ประเทศพม่าอยู่ 8 ปี แต่เมื่อพม่าเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ ก็ต้องออกมาและสมัครเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นรุ่นแรก ค.ศ. 1972 พร้อมกับคุณพ่อซิลวาโนและคุณพ่ออันเยโล

คุณพ่อซิมบัลดีเรียนภาษาไทยที่เชียงใหม่ 1 ปี และไปทำงานกับชาวเขาเผ่ามูเซอที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รวมเวลาทั้งสิ้น 32 ปี ไม่ได้ย้ายไปไหน

ตอนนี้ที่วัดพระคริสต์แสดงองค์ อำเภอฝาง ก็มีคุณพ่อเคลาดิโอ กอร์ตี รับทำหน้าที่แทน แม้คุณพ่อจะพัก แต่ก็ยังทำงานกับชาวมูเซอที่โยกย้ายไปทำงานที่อื่น เช่น อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

มีชาวมูเซอจากเหนือลงไปทำงานสวนยางกัน 30 ครอบครัว หรือในหมู่บ้านอื่นๆ คุณพ่อก็จะเดินทางไปเยี่ยม ติดตามความเป็นอยู่ การไปวัดและความศรัทธาด้านศาสนา

มีพวกมูเซอและอาข่าที่ลงมาทำงานในเชียงใหม่ จะถวายมิสซาและพบปะกันเดือนละครั้ง โดยใช้บ้านเบธาราม ครั้งล่าสุดพวกมูเซอได้พบปะกันเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน มีประมาณ 70 คน และที่สันป่าตองก็มีชาวอาข่าอยู่ 15 ครอบครัว

บางช่วงก็จะข้ามไปฝั่งลาว เพื่อเยี่ยมพวกคริสตังที่สังฆมณฑลหลวงพระบาง มี 4 หมู่บ้าน 140 ครอบครัว ซึ่งมีพระคุณเจ้าบรรจงอยู่เพียงองค์เดียว ไม่มีพระสงฆ์เลย และที่จังหวัดบ่อแก้วมีอีก 25 หมู่บ้าน เป็นคริสตังทั้งหมด มีหลายเผ่า ไม่มีใครไปดูแลเลย 2-3 เดือนก็ต้องข้ามไปบ้าง และถวายมิสซาครั้งหนึ่งก็ 4 แห่ง

พวกมูเซอหรือลาหู่ในประเทศไทย มีอยู่ประมาณ 60,000-70,000 คน ที่เป็นคริสตังมีประมาณ 1,800 -3,000 คน

มีพระสงฆ์ที่เป็นชาวมูเซอ คือ คุณพ่อแสงชัย ไอ่จาง และคุณพ่อไพโรจน์ สุวรรณ์ ส่วนซิสเตอร์ในประเทศไทยยังไม่มี แต่ในพม่ามีซิสเตอร์เผ่ามูเซอนานแล้ว

คณะปีเมได้เข้าไปในพม่าเมื่อ ค.ศ. 1858 ทำงานในสังฆมณฑลตงฮู สังฆมณฑลตงยี และสังฆมณฑลเคนตงในรัฐฉาน ไทยใหญ่

คุณพ่อซิมบัลดีได้เข้าไปในประเทศพม่าระหว่าง ค.ศ. 1958-1966 ต้องเดินทางจากเชียงตุงซึ่งอยู่ในรัฐฉาน (ไทยใหญ่) ไปที่หม่องปก (Mong Pawk) ใช้เวลา 4 วัน ระยะทาง 160 กิโลเมตร ใช้ม้า 3 ตัว ขนของ 2 ตัว และขี่ 1 ตัว

ค.ศ. 1962 เมื่อพม่าปฏิวัติและเป็นคอมมิวนิสต์ ต่อมา ค.ศ. 1966 รัฐบาลไม่ต่อวีซ่าให้ ก็ต้องออกนอกประเทศ สมัยนั้นมีพระสงฆ์ของคณะฯ อยู่ 40 องค์ ตอนนี้ก็เดินทางไปบ้างในฐานะนักท่องเที่ยว ที่ท่าขี้เหล็ก แต่ก็ไม่บ่อยนัก

ถ้าเดินทางจากเชียงใหม่ ต้องใช้เวลาเดินทาง 4 วันกว่าจะถึง

วัฒนธรรมการแต่งงานของมูเซอ ผู้หญิงอายุ 14-15 ปี ผู้ชายอายุ 15-16 ปี เมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายชายต้องไปอยู่บ้านผู้หญิง 3 ปี ต่อจากนั้นผู้หญิงจะไปอยู่บ้านผู้ชาย 3 ปี และเมื่อมีลูกแล้ว จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ธรรมเนียมนี้บางเผ่าก็อาจจะเคยมีถึง 7 ปี ซึ่งตรงกับที่พระคัมภีร์พูดถึง ยากอบแต่งงานกับนางเรเบคกา แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว พวกเขาให้ความเคารพและต้อนรับพระสงฆ์ดีมากและไว้ใจมาก

เผ่าลาหู่ยังมีกลุ่มย่อยๆ อีก เช่น ลาหู่นะ (ดำ) ลาหู่ซี (เหลือง) ลาหู่บาละ ลาหู่บาเคียว ลาหู่ฟู

คุณพ่อซิมบัลดีได้เล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่เมื่อครั้งมาใหม่ๆ ว่า จากเชียงใหม่ไปเชียงดาวต้องใช้เวลาเดินทาง 7-8 ชั่วโมง ต้องข้ามห้วยถึง 60-70 ครั้ง เวลาฝนตก กระแสน้ำแรงมาก เวลาข้ามห้วยต้องจับมือกันไว้ 3-4 คน

ค.ศ. 1972 ได้เริ่มงานที่ฝาง เมื่อชาวบ้านอยากให้มีโรงเรียน แต่เราคิดว่าน่าจะทำเป็นศูนย์เหมาะกว่า จึงได้คิดสร้างเป็นหอพักมีเด็กราว 170 คน ปัจจุบันเหลือ 100 คน เด็กจะไปเรียนที่โรงเรียนของรัฐ และกลับมาอยู่ที่ศูนย์ฯ เด็กผู้ชายเมื่อจบจากที่นี่ก็ส่งให้ไปเรียนต่อที่อาชีวะดอนบอสโก เป็นช่าง เรียน ปวช. ปวส. จบแล้วได้เงินเดือนดี มีจบปริญญาตรี 1 คน แล้ว ส่วนผู้หญิงก็เรียนพยาบาล หรือครู 2-3 คน เป็นผู้ใหญบ้านและกรรมการหมู่บ้านของเขาเอง

ระยะทางจากฝางไปเชียงใหม่ 150 กิโลเมตร จากเชียงใหม่ไปแม่สรวย 140 กิโลเมตร จากศูนย์ที่แม่สรวยออกไปตามหมู่บ้านแต่ละแห่งประมาณ 30-40 กิโลเมตร

ต่อมาได้เปิดหมู่บ้านใหม่ “เทิดไทย” แม่ฟ้าหลวง มี 12-13 หมู่บ้าน มีเด็ก 60-70 คน

เมื่อศูนย์มีเด็กมากๆ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมากเช่นกัน ที่มาของเงิน คุณพ่อบอกว่า “พระทรงช่วย” บางครั้งมีคนมาเยี่ยม ได้รู้ได้เห็นกิจการต่างๆ แล้วกลับไป เขาก็ส่งเงินมาช่วย

มีคุณพ่อองค์หนึ่งมาเยี่ยม เขาบวชรุ่นเดียวกัน เป็นพระสงฆ์สังฆมณฑลแต่ผมจำไม่ได้ เมื่อเขากลับไป เขาก็รณรงค์ช่วยเหลือศูนย์ ได้ส่งเงินมาช่วยปีละ 3-4 ล้านบาท ส่งมาหลายปีแล้ว แต่เราก็ต้องพยายามช่วยเหลือตนเองด้วย

งานด้านสิ่งพิมพ์ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกก็ว่าได้ คุณพ่อได้จัดการแปลและพิมพ์หนังสือมิสซา บทเพลง หนังสือภาวนา หนังสือคำสอน หนังสือประวัติศาสตร์ความรอด บทอ่านในมิสซาวันอาทิตย์ ปี เอ-บี-ซี ศีลมหาสนิท พิธีเสกบ้าน พิธีกินข้าวใหม่ แต่งงาน ศีลเจิมคนป่วย ฯลฯ เป็นภาษามูเซอเรียบร้อยแล้ว

คุณพ่อพูดถึงคณะธรรมทูตไทย (TMS - Thai Missionary Society) ซึ่งเวลานี้ ได้ขึ้นไปช่วยรับช่วงต่อจากมิสชันนารีบ้างแล้วว่า “ทุกคนเป็นคนหนุ่มๆ อดทน สู้กับความลำบากได้ดี แม้นจะไม่มีความพร้อมเรื่องความเป็นอยู่ก็ตาม เช่น คุณพ่อบัญชา วงษ์วุฒิพงษ์ คุณพ่อวิบูรณ์ ลิขิตธรรม เท่าที่ผมรู้จักนะ ผมเองไม่ค่อยรู้จักพระสงฆ์อื่นที่เป็นคนไทยมากนัก เพราะไม่ค่อยได้ลงจากดอยมาบ่อยนัก”

“สิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับชาวเขา คือการได้บัตรประชาชน พวกมูเซอหลายคนเกิดในประเทศไทย อยู่มาตั้ง 80-90 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้บัตร เจ้าหน้าที่สมัยก่อนบอกไม่จำเป็น ไม่ต้องมี แต่ตอนนี้เป็นปัญหาของพวกเขามาก ตอนนี้เจ้าหน้าที่เพิ่งออกบัตรให้ รัฐบาลได้สร้างถนนเข้าไปในหมู่บ้านต่างๆ ทั้งหน่วยงานป่าไม้ เกษตร ตำรวจ ได้ร่วมมือกัน”

ผมได้ยินได้ฟังสิ่งที่คุณพ่อเล่าให้ฟังอย่างเรียบๆ ทำให้นึกถึงแผ่นดิน ภูเขา ดอย ห้วย ลำธาร คุณพ่อได้เดินเท้า สำรวจ เยี่ยมเยียนมาแล้ว และทำให้คิดถึงคำพูดที่ว่า “รอยเท้าของมิสชันนารี ช่างสวยงามจริงหนอ!”

ที่สุดขอลาด้วยคำว่า “โอโบ อูเว้-obo uve- ขอบคุณ”