รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

คุณพ่อวินเซนต์ เอกพงษ์ พงษ์สูงเนิน ศิษย์เก่าแสงธรรมรุ่นที่ 3 มีบุคลิกเป็นคนเรียบร้อยทั้งการแต่งกายและการพูดคุย มือขวาถือสายประคำ มือซ้ายถือหนังสือทำวัตร

แต่..ชอบเล่นปืน!

ในบรรดาเพื่อนๆ จะทราบดีว่าคุณพ่อเป็นคนใกล้ชิดสนิทกับครอบครัวมาก ตั้งแต่เป็นเณรแล้ว วันหยุดคนอื่นๆ มักจะไปไหนๆ กัน แต่คุณพ่อมักชอบกลับไปบ้านเยี่ยมพ่อแม่พี่น้อง

“ผมบวชวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ.1980 โดยพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ที่วัดคอนเซ็ปชัญ บวชคนเดียว!”

เพื่อนๆ บางคนบวชกันไปแล้ว บางคนยังรอภายหลังก็มี

“เมื่อเรียนจบปรัชญาปีสามได้ตัดสินใจออกจากการเป็นเณร เพราะคิดว่าอาจจะไม่ใช่กระแสเรียก ได้ไปปรึกษากับคุณพ่อวิญญาณและผู้ใหญ่ ที่สุดผู้ใหญ่ให้พัก 1 ปี

ในระหว่าง 1 ปี ไปเป็นครูโรงเรียนเซนต์คาเบรียล สามเสน สมัยบราเดอร์มีศักดิ์ ว่องประชานุกูล เป็นอธิการ มีโอกาสได้จัดกิจกรรมคาทอลิกให้กับนักเรียนและครู ทำให้เห็นกระแสเรียกของตนชัดเจน จึงคิดว่าถ้าบวชจะสามารถช่วยงานของพระและช่วยคนได้มากขึ้น เมื่อครบหนึ่งปีจึงกลับมาพูดคุยกับผู้ใหญ่อีกครั้ง”

“ได้เข้าพบพระคุณเจ้าที่สำนักมิสซัง กรุงเทพฯ พระคุณเจ้าดีใจและยินดีที่ผมตัดสินใจกลับเข้าบ้านเณรอีกครั้งหนึ่ง ท่านแนะนำว่าให้เขียนจดหมายอย่างเป็นทางการถึงบ้านเณร 1 ฉบับ และส่งให้พระคุณเจ้า 1 ฉบับ

หลังจากส่งจดหมายให้พระคุณเจ้าแล้ว ผมขับรถจากมิสซังฯ จะไปบ้านเณรใหญ่ กำลังจะข้ามสะพานกรุงเทพฯ เห็นรถของคุณพ่อสมศักดิ์ นามกร อธิการบ้านเณร ขับสวนทางมา จึงหักรถกลับและขับตามรถของคุณพ่อสมศักดิ์ เมื่อเข้าถนนสาธร ผมกระพริบไฟก็แล้ว บีบแตรก็แล้ว ที่สุดต้องขับปาดหน้า และลงมาสวัสดีคุณพ่ออธิการ พร้อมทั้งส่งจดหมายสมัครใจกลับเข้าบ้านเณรให้คุณพ่อ เรียกว่าส่งจดหมายกันบนถนนเลย!”

“เมื่อจบปี 6 เพื่อนๆ จะรับศีลบวชเป็นสังฆานุกรแล้ว แต่ผมยังเหลืออีก 2 วิชา พระคุณเจ้าให้คนมาเรียกไปพบและบอกว่าจะให้บวชเป็นสังฆานุกรพร้อมเพื่อนๆ รวม 8 คน ที่วัดอัสสัมชัญ คือ คุณพ่อไพริน เกิดสมุทร และคุณพ่อสมโภชน์ พูลโภคผล ผมบอกว่ายังไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยพิธีกรรม (Acolyte) พระคุณเจ้าบอกว่าไม่เป็นไร “ทางมิสซังฯ จะจัดการให้”

ต่อมาพระคุณเจ้ายวง นิตโย บอกว่า “ให้ไปเรียนพระคุณเจ้ามีชัยว่า ท่านจะเป็นคนทำพิธีให้” ผมจึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยพิธีกรรมที่บ้านเณรเล็กยอแซฟ ก่อนจะรับศีลบวชเป็นสังฆานุกรหนึ่งวัน ซึ่งกฎหมายพระศาสนจักรห้ามทำพิธีในวันเดียวกัน

วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1980 เพื่อนๆ ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ที่วัดนักบุญเปโตร ส่วนผมบวชหลังจากเพื่อนๆ ที่วัดคอนเซ็ปชัญวันที่ 10 ธันวาคมปีเดียวกัน”

ครอบครัวพ่อแม่พี่น้อง

ผมเกิดวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1953 ปัจจุบันอายุเกือบ 56 ปีแล้ว เป็นลูกคนที่ 2 มีพี่สาว 1 คน น้องสาว 1 คน และน้องชายอีก 2 คน รวมทั้งหมด 5 คน น้องชายคนรองสุดท้องเป็น พ.ต.อ. และน้องชายคนสุดท้องเคยเข้าบ้านเณรเล็กอยู่ระยะหนึ่ง

แม่เป็นลูกของคุณตาหลุยส์ ใครๆ จะเรียก “ครูหลุยส์” หรือต่อมาชื่อ “สนอง” เคยเป็นเณรใหญ่ เมื่อออกมายังได้ช่วยงานวัดในเรื่องพิธีกรรม โดยเฉพาะคุณตาหลุยส์เล่นออร์แกนเก่งมา ท่านเรียนรุ่นเดียวกับคุณพ่อปีโอ ถัง ลำเจริญ

ก่อนเข้าบ้านเณร เรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลจนจบชั้น ม.ศ.3 ได้เห็นเพื่อนๆ พี่ๆ ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ส่วนใหญ่เป็นทหาร เป็นตำรวจกัน ความรู้สึกอยากไปเป็นเณรยังไม่มี เพราะเป็นลูกชายคนโต พ่อก็เป็นทหาร จึงอยากให้ผมเป็นทหาร เวลาไปไหนพ่อจะพาไปด้วย ทั้งในค่ายทหารและเวลาไปเยี่ยมเพื่อน เพื่อนของพ่อบางคนพาไปยิงปืนและเอ็นดูผมเหมือนเป็นเด็กเล็กๆ อยากให้ผมเป็นทหารบก ผมใกล้ชิดกับเพื่อนของพ่อ เมื่อตัดสินใจจะเข้าบ้านเณร ได้ไปบอกท่าน ที่สุดพ่อพูดว่า “ถ้าพระจะเลือก ก็แล้วแต่พระ”

ปีนั้นได้เข้าบ้านเณรพร้อมกับคุณพ่อไพโรจน์ หอมจินดา ปีถัดมามีรุ่นน้องชื่ออมร อนงค์จรรยา

หน้าที่และชีวิตหลังบวช

“ค.ศ.1980 ได้รับศีลบวชเป็นสังฆานุกรและบวชป็นพระสงฆ์ในปีเดียวกัน เดือนพฤษภาคมได้รับแต่งตั้งให้ประจำอยู่ที่บ้านเณรเล็กยอแซฟ มีคุณพ่อประวิทย์ พงษ์วิรัชไชย เป็นอธิการ รับหน้าที่ดูแลวัดนักบุญอันนา ท่าจีน และโรงเรียนอันนาลัย ตอนแรกไปกลับ ต่อมาซิสเตอร์พวงน้อย ตรีมรรคา ซึ่งเป็นครูใหญ่ ต้องกลับไปทำงานที่คณะพระหฤทัยฯ ผมจึงต้องมาพักประจำอยู่ที่วัดท่าจีนเลย เป็นทั้งผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ และครูใหญ่ เวลานั้นมีนักเรียน500 คน เปิดสอนตั้งแต่อนุบาลถึงชั้น ป.6

ระหว่างนั้นได้สร้างตึกเรียน 3 ชั้น ที่ค้างไว้ต่อจนครบตามแบบ และรื้ออาคารไม้ชั้นเดียวที่ยาวมากออก เพื่อปรับพื้นที่บริเวณหน้าตึก ขายไม้ไปได้ประมาณ 1 แสนบาท

ปีถัดมาเป็นผู้ช่วยวัดนักบุญเปโตร สามพราน คุณพ่ออดุลย์ คูรัตน์ เป็นเจ้าอาวาส อยู่ที่นี่ 2 ปี มีงานอภิบาลมาก คุณพ่อกิตติศักดิ์ (ตู่) กาญจนธานินทร์ เป็นปลัดด้วยกัน แม้งานจะมากแต่ก็สนุก มีอะไรก็ช่วยกัน ผมรับผิดชอบเรื่องการส่งศีลคนป่วย มีหลายกรณีต้องไปเวลาตีสองตีสาม

มีป้าคนหนึ่งมาเชิญไปเยี่ยมคนป่วยแถวบางแค ซึ่งเป็นลูกสาวของเขาและเป็นคริสตัง มีครอบครัวและมีลูก 2-3 คน ไม่ได้เป็นคริสต์ ลูกๆ โตเป็นวัยรุ่นแล้ว พ่อแม่อยู่ที่สามพรานก็เป็นห่วง ไปเยี่ยมครั้งแรกเขาไม่ต้อนรับ ไม่สนใจ เขากลัวจะเอาเมียเอาแม่ของเขามาทำอะไรแบบคริสต์ ได้คุยกับเขาและพยายามไปเยี่ยมอีก ครอบครัวเขาก็เข้าใจขึ้น ที่สุดได้โปรดศีลเจิมให้เรียบร้อย และได้จากไปอย่างสงบ เขาก็ดีีใจมากที่แม่ของเขาตายอย่างมีความสุขตามที่แม่ต้องการ ส่วนสามีและลูกๆ จะนำไปเผาก็ได้

“อีกกรณีหนึ่ง วันหนึ่งกำลังสอนเรียนอยู่ มีคนมาตามให้ไปส่งศีลคนป่วย จึงหยุดสอน เพราะวันนั้นคนอื่นติดธุระกันหมด เมื่อโปรดศีลเจิมให้เรียบร้อย ก็สิ้นใจต่อหน้าต่อตาเลย”

อยู่ที่วัดนี้ บางคนบอกว่า “มือเจิมคนป่วย รายไหนรายนั้น!”

ต่อมาย้ายไปอยู่ที่วัดพระคริสตประจักษ์ เกาะใหญ่ อยุธยา ต่อจากคุณพ่อสำรวย กิจสำเร็จ อยู่ได้ 5 ปี ในช่วงนั้นวัดนี้กำลังพัฒนามาก เพราะมีศูนย์ศิลปาชีพ ซึ่งต้องข้ามฝั่งบ้านเรา มีบางคนบางกลุ่มหาทางจะสร้างท่าเรือข้ามฟากบริเวณวัด ถ้าสร้างคงจะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย จึงไม่เห็นด้วย ทำให้คนที่หวังผลประโยชน์พยายามหาทางให้เปิดให้ได้ ผมก็ยืนยันว่า “ทำไม่ได้!”

โรงเรียนของวัดมีนักเรียน 400 คน ต่อมาได้ขยายชั้นเรียนไปเรื่อยๆ ตอนผมย้ายออกมามีนักเรียนประมาณ 900 คน

วัดเซนต์ร็อค ท่าไข่ ฉะเชิงเทรา อยู่ที่นี่ 4 ปี ต่อจากคุณพ่อวิทยา แก้วแหวน ได้สร้างโรงเรียนและย้ายโรงเรียนข้ามฝั่งมาอยู่ในที่ใหม่ และปรับปรุงบริเวณให้สวยงามขึ้น เด็กๆ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนอยู่ที่นี่ผมสมัครเรียนปริญญาโทที่นิดา

ในปีนั้น ค.ศ.1992 วันที่จะไปสมัครตรงกับวัน “พฤษภาทมิฬ” พอดี จึงไปเก้อ รถถังเข้ามาแล้ว

เป็นปลัดที่วัดแม่พระฟาติมา ดินแดง 2 ปี ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย คุณพ่อสุเทพ พงษ์วิรัชไชย เป็นเจ้าวัด ต่อมาเป็นคุณพ่อชุมพา คูรัตน์ เรื่องเรียนก็จบพอดี

วัดพระคริสตกษัตริย์ นครปฐม อยู่ 2 ปี ต่อจากคุณพ่อสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ อยู่ที่นี่ 2 ปี ก็สนุกดี งานไม่มาก เพราะไม่มีโรงเรียน

วัดดวงหทัยนิรมลของแม่พระ ปากลัด ไปต่อคุณพ่อเอกพร นิตโย อยู่ที่นี่ 4 ปี ทางมิสซังฯ อนุมัติให้สร้างโรงเรียนเป็นตึก 5 ชั้น ยาว 100 เมตร เป็นแบบตัวแอล (L) ช่วงนั้นน้ำท่วมเข้าไปในห้องเรียน บางครั้งเด็กต้องนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ ส่วนครูยืนสอนอยู่ในน้ำ โรงเรียนหลายแห่งพัฒนาไปมากแล้ว พอเราสร้างก็ยังดี เพราะเป็นปีที่ฟองสบู่แตก ค.ศ.1997 หลายโรงเรียนรอบๆ บริเวณนั้น เด็กลดลงมาก ทางมิสซังฯ พระคุณเจ้าเข้าใจและได้พยายามหาทางช่วย ได้ช่วยเด็กๆ ยากจน ครอบครัวที่มีลูกสองสามคน ก็ลดค่าเล่าเรียนให้โดยยกเว้นให้ 1 คน ในระยะนั้นเป็นเงิน 2-3 ล้านบาท

ตอนรื้อโรงเรียนเก่า ได้เรียนให้คุณพ่ออติญาณ พงษ์หว่าน ซึ่งเป็นคนสร้าง ทราบ คุณพ่ออติญาณบอกว่ายินดีด้วย เพราะจะได้มีอาคารที่ดีขึ้น ตอนที่สร้างเขาได้เงินช่วยเหลือมาจากมิสซีโอ (Missio) ก็สร้างเท่าที่ได้เงินมา คุณพ่ออติญาณเป็นคนออกแบบและก่อสร้างเอง

ค.ศ.2001 มาทำงานสภาพระสังฆราชฯ เป็นผู้ช่วยรองเลขาธิการ รับผิดชอบงานฝ่ายอภิบาลคริสตชน แผนกฆราวาสแพร่ธรรม มีหน่วยงานในสังกัดกว่า 25 องค์กร ก็พยายามรวมองค์กรต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ประสานงานกัน

หลักการทำงาน “เราควรทำอะไร มากกว่าเราอยากทำอะไร?”

ในใจรู้สึกว่า เราเองไม่ได้มีความรู้ ความสามารถโดดเด่นอะไร แต่พระก็ยังทรงเลือกให้มาเป็นพระสงฆ์ ผมจึงเลือกคติพจน์ว่า “พระองค์ทรงเล็งแลความต่ำต้อยแห่งข้าบริการของพระองค์”