รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

“คนเกาหลีเป็นคนเอาจริงเอาจัง ทั้งเรื่องศาสนา ความเชื่อ เป็นคนมีความเชื่อเหมือนกับชาวยิว ฆราวาสเองก็มีบทบาทมากในเรื่องการเผยแพร่ความเชื่อ”

“คนเกาหลีเป็นคนรักชาติและเสียสละเพื่อชาติมาก เนื่องจากในประวัติศาสตร์ เกาหลีเป็นประเทศยากจน

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องถูกแบ่งเป็นเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ จึงต้องสร้างชาติบ้านเมืองให้เข้มแข็ง  เขาสร้างถนน 400 กิโลเมตร โดยใช้แรงงานคน สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมืออะไร แรงงานคนล้วนๆ เพื่อสร้างถนนไปถึงทะเล และอีกอย่างหนึ่งเรื่องการขยายพื้นที่ริมแม่น้ำฮั่นซึ่งเป็นแม่น้ำที่สำคัญของเกาหลี แต่แคบ ออกไป 1 กิโลเมตร เพื่อทำน้ำประปา เขาให้ประชาชนเสียสละร่วมกันเพื่อส่วนรวม ใช้พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำโดยให้ชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่ริมแม่น้ำ เพื่อจะได้ทำให้แม่น้ำสะอาด และเราไปดูเลยว่าแม่น้ำฮั่นของเขาสะอาดมาก ประชาชนใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสายนี้มากมาย”

“คนเกาหลีเป็นคนชาตินิยมมากเนื่องจากสมัยก่อนย้อนไปสมัยอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-18 เคยตกอยู่ภายใต้การยึดครองของจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ เขาลำบากและยากจนมาก จึงต้องพยายามต่อสู้เพื่อเป็นเอกราช ให้เป็นอิสระ

ในคำภาษาเกาหลี มีอยู่คำหนึ่ง “เวกุก” แปลว่า คนมาจากต่างชาติ และมีคำที่คล้ายกันมากอีกคำคือ “เวกู” แปลว่า “ศัตรูต่างชาติ”

“สมัยที่มีการต่อต้านคนยุโรป รวมทั้งศาสนาคริสต์ด้วย เขาจับคริสตังไปตัดคอบนภูเขา เพื่อให้เลือดไหลลงมาในแม่น้ำ ทำให้คนได้รู้”

เหตุการณ์นี้คงจะคล้ายๆ กับในประเทศไทยสมัยหนึ่ง!

“เมื่อพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เสด็จเยือนเกาหลี ได้แต่งตั้งบุญราศี 103 องค์ เป็นปีเดียวกับที่เสด็จเยือนประเทศไทย ค.ศ.1984”

“พระศาสนจักรในเกาหลีเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดมาก ตั้งแต่ ค.ศ.1970-1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เกาหลีพยายามพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ระบบอุตสาหกรรม มีโรงงานมากมาย ค่าจ้างแรงไม่ยุติธรรม และคนยากจนในเมืองเกิดขึ้นตามมา นายทุนก็เอาเปรียบ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็มักจะเอากฎหมายมาเล่นงานประชาชน และไม่รู้จะไปไหน ก็เข้ามาที่อาสนวิหารที่เมียนดง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาจะจับพวกนี้ พระคาร์ดินัลสเตเฟน คิม ออกมาพบพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ถามเขาว่า “เขาทำผิดอะไร?”

“ถ้าเขาไม่ผิด เขามีสิทธิ์ได้รับความยุติธรรมไหม?”

พระคาร์ดินัลคิมจะออกมาพบกับพวกตำรวจที่ตามมากวาดล้างพวกเดินขบวนพวกนี้ก่อน และที่สุดอาสนวิหารเมียนดง ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความยุติธรรม

ต่อๆ มาเวลามีการเรียกร้องค่าแรง หรือเคลื่อนไหวอะไร ก็จะมาชุมนุมกันบริเวณหน้าอาสนวิหาร และภาพอาสนวิหารที่มีไม้กางเขนอยู่เบื้องหลังฝูงชนมากมายที่มาชุมนุมกัน ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อคนยากจน และพระศาสนจักรพยายามที่จะฟัง ส่งเสริมความยุติธรรม และศักดิ์ศรีมนุษย์ให้พวกเขา

บรรดาพระสงฆ์ นักบวช ก็จะทำเหมือนกัน พระศาสนจักรได้อยู่เคียงข้างคนเหล่านี้ ผมเคยคุยกับบางคนที่ได้พบและมาเป็นคริสตชนคาทอลิก บางคนบอกว่า เขาเห็นว่าศาสนาคริสต์อยู่เคียงข้างพวกเขา เป็นที่พึ่งให้พวกเขาได้ เขาเห็นภาพเหล่านั้น ก็อยากจะเป็นหนึ่งในพวกเขาด้วย”

แต่สมัยนี้ภาพเหล่านี้น้อยลงแล้ว และจำนวนคริสตังก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเหมือนสมัยก่อน เข้าใจว่า สังคมเกาหลีได้ตอบสนองเสียงเรียกร้อง มีความยุติธรรมมากขึ้น แรงงานได้รับความยุติธรรม สวัสดิการ รัฐคุ้มครอง คนยากจนมากขึ้น

ที่พึ่งของคนไทยในต่างแดน

เมื่อแรกเริ่มที่มาใหม่ๆ ก็ได้มีโอกาสช่วยเหลือคนไทยมากกว่า ในเกาหลีมีคนไทยที่หวังมาขุดทอง ขายแรงงานเหมือนกับไต้หวัน หรืออีกหลายประเทศ มีคนไทยประมาณ 40,000-50,000 คน มีบางคนมาตกระกำลำบาก เพราะมีงานหลายอย่างที่คนเกาหลีไม่ทำ และคนไทยเราที่มาส่วนใหญ่จะทำงานที่เรียกว่า “งานเสี่ยง และเงินเดือนน้อย”

บางคนเสียเงินเดินทางมาแล้วก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานไป กินอยู่อย่างยากลำบาก ตอนแรกพอมีคนรู้ว่ามีคุณพ่อที่เป็นบาทหลวงคนไทยมาอยู่ที่นั่น มีอะไรเกี่ยวกับคนไทย เขาก็จะบอก หรือขอให้เราเข้าไปช่วย ตอนแรกเขาไม่รู้จักเลย ต้องอธิบาย บอกว่าเป็นเหมือน “หลวงพ่อทำนองนั้น”

ก็ต้องไปเป็นล่ามแปล พูดคุย แนะนำ และหาทางช่วยเหลือเขา ทำให้ได้เจอคนไทยหลายกลุ่มมากขึ้น ในช่วงนั้นมี “โรคไหลตาย” มีอยู่ 2 คน ที่ผมเข้าไปช่วยประสานงาน พูดคุยกับเขา ไปช่วยล้างศพตามทำเนียบของคนเกาหลีให้ได้เรียนรู้ไปด้วย ต้องเผาศพและเอาเถ้ากระดูกส่งกลับมาบ้าน

“มีอยู่คืนหนึ่ง ประมาณเที่ยงคืนแล้ว ผมหลับแล้ว เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโทรศัพท์มาเชิญผมไปที่โรงพยาบาล

มีคนป่วยที่เป็นคนไทยต้องการพบคุณพ่อ ผมก็จัดแจงแต่งตัวรีบขึ้นแท็กซี่ไปโรงพยาบาล

พอไปถึงโรงพยาบาล คนป่วยที่เป็นคนไทย สามีและภรรยา เป็นคริสตังคลอง 12 ด้วย  ทุกคนดีอกดีใจ ทั้งหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่บัญชี คนป่วย ภรรยาคนป่วยก็ดีใจกัน ผมเองก็ดีใจ ที่ได้ลูกแกะกลับคืนมา เพราะเขาเองก็ได้เล่าให้ฟังถึงปัญหาบางอย่างทางบ้านที่เมืองไทย และที่ดีใจมากพิเศษ คือพนักงานบัญชีเจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาล ล็อกคอมิให้เรากลับเลย มิฉะนั้นเขาไม่ให้คนป่วยกลับบ้าน”

“พอเล่ามาถึงมุกนี้...ต้องอ้าปากค้าง ผสมโรงมุกที่คุณพ่อพยายามเล่าอย่างเนียน ด้วยความรู้สึกโน้มน้าวใจให้เห็นว่า “ดีใจได้เห็นคุณพ่อคนไทยมา จะได้ช่วยเป็นล่ามให้ แต่ที่ไหนได้?”

ผมเคยคิดนะว่า ทำไมผมต้องช่วย เพราะผมมาทำงานเพื่องานของคณะ ไม่ใช่มาทำงานสงเคราะห์ แต่เมื่อทำงานไป ก็คิดถึงชาวสะมาเรียผู้ใจดี ที่เข้าไปช่วยคนที่ถูกโจรปล้น และถูกทำร้ายร่างกาย

ครั้งหนึ่งผมไปถวายมิสซา เขาก็จัดงานวันเกิดให้ ได้เงินประมาณ 200 เหรียญ ก็ดีใจนะ ขณะที่เดินทางกลับบ้าน ก็มีศูนย์ซูวอนของคริสตังโทรมาพอดี มีคนมาบอกว่ามีคนไทยมาตกระกำลำบาก อยากให้พ่อไปเยี่ยมหน่อย ผมก็ไปเยี่ยม มีสามีภรรยาคนไทยคู่หนึ่งไปทำสวนที่เกาหลี เขาไม่มีอะไรเลย เขาก็เลยลาภลอย ผมก็คิดว่า เราได้รับเงินมา ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้อย่างไร?

นอกจากนี้ ก่อนที่ผมจะกลับมาประเทศไทยต้นเดือนมีนาคม เพื่อมาเทศน์มิสชั่น (Mission) ที่วัดพระมหาไถ่ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของคณะ ก็มาบอกเล่าเรื่องราว กิจการงานต่างๆ ที่ได้ทำที่เกาหลีให้สัตบุรุษและและสมาชิกได้ฟัง และปีนี้ถือโอกาสกลับมาฉลอง 25 ปี ชีวิตสงฆ์ ร่วมกับคุณพ่อไวยากรณ์ สุขสวัสดิ์ และฉอลง 50 ปี ชีวิตสงฆ์ของคุณพ่อวิลเลียม ไรท์ วันที่ 26 มีนาคม ที่วัดพระมหาไถ่

ก่อนกลับมาได้ไปเยี่ยมคนไทยคนหนึ่งที่ต้องถูกตัดขาเพราะโดนหิมะกัด เนื่องจากไปทำงานที่นั่นและทำผิดกฎระเบียบของบริษัทเขา เกิดความกลัวจึงหนีไปบนภูเขา มันมีหิมะและหนาวมาก เขาไม่มีรองเท้า ไม่มีเสื้อผ้าป้องกันหิมะ ที่สุดนิ้วเท้าก็เริ่มเสียก่อน เส้นประสาท เลือดไม่ทำงาน เนื้อตาย ต่อมาต้องตัดทิ้ง และยังไม่หาย กลับลุกลามต้องตัดถึงน่องขา

เมื่อผมกลับประเทศไทยได้พาเขากลับมาด้วย จัดซื้อตั๋วเครื่องบินให้ กลับมาประเทศไทยมาด้วยกันและได้พาเขากลับไปส่งที่หนองคาย

ความจริงผมไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่ แต่ก่อนหน้านี้มีคุณพ่อองค์หนึ่งติดธุระ ให้ผมไปทำมิสซาแทน ผมได้ไปช่วยเขา มีสัตบุรุษและซิสเตอร์ถวายเงินให้จำนวนหนึ่ง ซึ่งก็พอๆ เป็นค่าตั๋วเครื่องบินพอดี เลยได้ช่วยเขากลับมาได้

“ผมว่ายิ่งทำงานไป เรายิ่งพบว่าพระทรงจัดเตรียมหลายๆ อย่างให้เรา สำหรับงานในอนาคตของเราจริงๆ”

“ก่อนที่ผมจะไปทำงานที่เกาหลี ช่วงหนึ่งผมอยู่ที่พัทยา บังเอิญช่วงนั้นคุณพ่อเลโอ เทรวิส อยู่ที่โพนสูง จังหวัดอุดรธานี เกิดไม่สบายเพราะทำงานหนักมากเกินกำลัง ต้องกลับไปพักรักษาตัวที่อเมริกา ผมเองได้ไปช่วยถวายมิสซาแทน นั่งรถจากพัทยามากรุงเทพฯ นั่งรถไฟไปอุดรฯ และจากอุดร นั่งรถต่อไปที่วัดโพนสูง และบ้านดุง วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์  และวันจันทร์อยู่ที่พัทยา ทำงานต่อ เป็นอย่างนี้

พัทยาเป็นปลายสุดเขตที่คณะพระมหาไถ่ทำงานด้านตะวันออก ในภาคกลาง ส่วนที่อุดรฯ โพนสูง เป็นจังหวัดปลายสุดที่คณะพระมหาไถ่ทำงาน ริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่ ท่าบ่อ ศรีเชียงใหม่ หนองคาย เวียงคุก ฯลฯ การที่ได้เดินทางและทำงานในพื้นที่อีสานกับคนยากจน ทำให้ผมได้รับประสบการณ์มาก

ครั้งหนึ่ง ผมอยู่ที่วัดโพนพิสัย  ซึ่งอยู่ห่างจากหนองคาย 70 กิโลเมตร มีฝรั่งขับมอเตอร์ไซค์ มีผ้าคาดศีรษะ มีสีแดงๆ เหมือนเปื้อนเลือดด้วย เข้ามาขอความช่วยเหลือ

“คุณพ่อ ผมมาตามหาภรรยาคนไทย แล้วโดนโจรปล้นและทำร้ายร่างกาย มันเอาข้าวของเงินทองไปหมดเลย ผมมาขอความช่วยเหลือ ขอเงินสัก 3,000 บาท”

ผมได้ยินเรื่องที่เขาเล่าก็สงสาร จึงโทรศัพท์ไปหาคุณพ่อประสิทธิ์ ตรงสหพงศ์ อธิการ ขอยืมเงินสัก 5,000 บาท คุณพ่อก็ถามว่า “จะเอาไปทำอะไร มากขนาดนี้”

ผมเล่าให้ฟังว่า “จะเอาไปช่วยฝรั่งคนหนึ่งที่มาขอความช่วยเหลือ 3,000 บาท และเก็บไว้ใช้สัก2,000 บาท แล้วจะคืนให้”

คุณพ่อก็ถามว่า “ฝรั่งที่ขี่มอเตอร์ไซค์ มีผ้าพันหัวและ...มีแฟ้มเมียเขามาให้ดูใช่ไหม?”

“แม่นแล้ว!”

“คุณพ่อแจ้งตำรวจจับได้เลย ไอ้หมอนี้มันหลอกลวงชาวบ้านเขา..”

ผมจึงเรียกตำรวจมา และได้ตักเตือนเขาว่า อย่าทำอย่างนี้ เราต้องการช่วยเหลือคนที่จนจริงๆ ได้แค่ตักเตือน แต่ก็ไม่ได้แจ้งจับ

อาทิตย์ต่อมา พวกพระสงฆ์ในเขตเราได้มาประชุมเข้าเงียบกับ และพูดกันถึงฝรั่งคนนี้ ปรากฏกว่าคุณพ่อที่ทำงานอยู่ริมแม่น้ำโขงทั้งหมดโดนหลอกทุกคน บางคนก็โดน สี่พัน ห้าพัน หมื่นหนึ่ง ก็มี ทั้งๆ แต่ละวัดไม่ค่อยมีเงินใช้กันอยู่แล้ว ต่างก็พาซื่อ เชื่อและส่งสารคน กลายเป็นโจ๊กสำหรับพวกเราในแถบนั้นเลย แต่คนที่จนที่สุดในบริเวณนั้นไม่โดน คือ พ่อเจริญเอง”

 

ความประทับใจที่ไม่เคยลืม

“ครั้งหนึ่ง สมัยที่ผมยังเป็นแค่เพียงบราเดอร์ เป็นเณรใหญ่ ผมยังประทับใจมาก ได้ไปเยี่ยมคุณพ่อบัญชา ศรีประมงค์ ที่สำนักมิสซังกรุงเทพฯ เพราะคุณพ่อดูแลเยาวชนอยู่ ได้พบพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู พระคุณเจ้าถามว่า

“เอ้ย...เป็นยังไงมายังไง มหาไถ่มาถึงนี่ได้ยังไง?”

และท่านก็ชวนคุย พาไปนั่งในห้องทำงานของท่าน ผมเองเป็นเณร และเสียงของท่านทักทาย ตอนแรกก็กลัว ตกใจ แต่พอเข้าไปนั่งในห้องของพระคุณเจ้า ท่านก็ชวยพูดคุย ท่านถือโอกาสพูดคุยถาม จนผมรู้สึกว่าพระคุณเจ้านี่ให้ความรัก ความเป็นกันเองอย่างมาก

ผมได้เห็นว่าในห้องของพระคุณเจ้า มีโต๊ะและเก้าอี้แสนจะธรรมดา บนโต๊ะก็มีเพียงหนังสือ เอกสาร มีหนังสือทำวัตร แสนจะธรรมดามากๆ ทั้งๆ ที่คนระดับพระคุณเจ้า ไม่ว่าจะต้องการอะไร หรืออย่างไร ก็ไม่น่ามีปัญหาเลย แต่ผมได้เห็นความเรียบง่าย ส่วนตัวของพระคุณเจ้าในวันนั้น ยังรู้สึกประทับใจไม่ลืม และเป็นแบบอย่างสำหรับผมจนกระทั่งทุกวันนี้

และเมื่อผมได้ไปอยู่ที่เกาหลี ได้ยินได้ฟังและได้ทราบชีวิตของพระคาร์ดินัลสเตฟาน คิม (Card. Stephen KIM) ท่านเป็นคนสุภาพ เรียบง่ายมากๆ ทำให้ผมคิดถึงพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย ของเราเลย ช่างเหมือนกันจริงๆ”

เรื่องนี้ผมอยากจะพูดให้เพื่อนพระสงฆ์ได้ฟังจริงๆ ว่าผมรู้สึกอย่างนี้

ในยุคนั้นมีหลายคนพูดให้ฟังว่าเป็นยุค “3M” คือ Michai (พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู), Martin (บราเดอร์มาร์ติน โกมลมาส) Miriam (แมร์มีเรียม กิจเจริญ) เป็นช่วงเวลาที่ดูว่าพระศาสนจักรเจริญก้าวหน้ามาก

ผมเองคิดถึงเรื่อง “รอยเท้า บนผืนทราย” ขณะที่เรามีความสุข เดินบนชายหาด ก็เห็นมีรอยเท้าอยู่สองคู่ บนพื้นทราย เหมือนกับมีคนเดินเป็นเพื่อน แต่เดินไปๆ เมื่อเรามีความทุกข์ยากลำบาก กลับเห็นมีรอยเท้าเหลือเพียงคู่เดียว และดูว่ามันเป็นรอยเท้าที่หนัก และลึกมากขึ้น

คนที่ทุกข์ยากลำบากก็บ่นต่อว่าพระเป็นเจ้าว่า “ไหนพระองค์บอกว่า พระองค์จะอยู่กับข้าฯ ทุกเมื่อ จะเดินเคียงข้างไปตลอด แต่พอข้าฯ มีความทุกข์ ทำไมเหลือเพียงรอยเท้าข้าฯ เพียงคู่เดียวเท่านั้น พระองค์อยู่ที่ไหน ไม่เห็นเลย?”

“ลูกรัก....ลองดูรอยเท้านั้นให้ดีๆ มันเป็นรอยเท้าของเรา ที่อุ้มเจ้าไว้ต่างหาก.!”

เรื่องหนึ่ง ศิษย์น้อยสร้างบ้าน

มีลูกศิษย์คนหนึ่งฝากเนื้อฝากตัวกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียง สัญญาว่าจะอยู่ฝึกวิชาความรู้ต่างๆ และจะช่วยทำงานสารพัด แล้วแต่อาจารย์จะเรียกใช้ ศิษย์...ก็ขยันขันแข็ง ก้มหน้าก้มตาทำงานทุกอย่าง

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ศิษย์คนนั้นถอดใจจะกลับบ้าน ไปลาอาจารย์ และพูดว่า “ศิษย์ขอลา ไม่ไหวแล้วเพราะอยู่ที่นี่ คนแก่ก็ต้องดู ผ้าก็ต้องซัก นาต้องไถ ไร่ต้องหว่าน พระอาจารย์ ข้าน้อยขอถอย ขอลา ไหนสัญญาว่าจะรักข้าฯ มากกว่าใคร จะช่วยดูแลข้าฯ”

อาจารย์ไม่ว่าอะไร เดินเข้ามาโอบไหล่ แล้วพูดว่า

“ใช่...ศิษย์ข้าฯ ไอ้ไม้ที่เจ้าสร้าง ไม้ที่เจ้าว่านั้นมาจากไหน ไม่ใช่ไม้กางเขนของเราหรือ”

“ผมคิดถึงเรื่องทั้งสองนี้อยู่บ่อยๆ และยิ่งทำให้มั่นใจว่า พระเป็นเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เรา สำหรับงานที่พระองค์ต้องการให้เราทำ เวลานั้น ที่นั่น กับคนนั้นๆ ทำให้เรายิ่งมั่นใจและมีความเชื่อ มั่นใจในชีวิตสงฆ์มากขึ้น”

ในเกาหลีเขายากจน ดินไม่ดี ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยได้เลย ปกติเขาต้องหายา  ยาที่จะอยู่บนดินไม่มีก็ต้องขุดหาใต้พื้นดิน ก็พบโสมซึ่งมีประโยชน์มาก เรื่องอาหารการกินเขาไม่มีอุดมสมบูรณ์เหมือนบ้านเรา ต้องไปหาในน้ำในทะเล เขาจึงพบอาหารจากสาหร่าย และจะทำยังไงให้อาหารมีกินอยู่ได้นาน ก็ต้องพยายามรักษาไว้ จึงทำกิมจิ

ในขณะที่เขาขาด เขาได้ออกแรงแสวงหา และก็ได้พบสิ่งที่มีค่า เหมือนกับพระได้จัดให้สำหรับเขา

หลังจากคุยเรื่องวัดๆ วาๆ มานาน ก็คิดว่าถึงเวลาพอสมควร ก่อนจากกันวันนั้น ซึ่งคุณพ่อก็มีภารกิจรออยู่แล้ว จึงเป็นคำถามสุดท้าย เพราะคนไทยเรากำลังคลั่งไคล้ คือ หนังเกาหลี

คนเกาหลีเขาก็ชื่นชมดาราของเขามาก เมื่อไม่นานมานี้ “ละครเรื่องแดจังกึม...” ที่ไหนๆ ก็ต้องดูกันหมด คงเหมือนกัน มันดังจนกระทั่งว่า พอหนังเรื่องนี้จบแล้ว นางเอกคนนั้นไม่กล้าแสดงเรื่องอื่นอีกเลย เพราะเกรงว่าบทบาทและความนิยมอาจจะไม่เท่ากับเรื่องนั้น แต่ก็มีเรื่องที่ต้องเสียดายและเสียใจด้วย เพราะดาราเกาหลีฆ่าตัวตาย มีให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ”