รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

“ผมเป็นลูกวัดเซนต์ร็อค ท่าไข่ แปดริ้ว แรกเริ่มอยากเข้าคณะเซนต์คาเบรียล แต่ผมได้ตัดสินใจเข้าคณะคามิลเลียน ในนาทีสุดท้าย!”

ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะคามิลเลียนสมัยที่สอง สมัยแรก ค.ศ.1998-2001 ต่อจากคุณพ่อซันเต  หลังจากผมก็เป็นคุณพ่อเชิดชัย เลิศจิตรเลขา  ได้เป็น 2 สมัย และกลับมาเป็นผมอีกในรอบนี้

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้รับการยกฐานะเป็นรองแขวง (Vice-Province) เรามีอิสระในบางเรื่อง เช่น การถวายตัว เศรษฐกิจ ยกเว้นการถวายตัวตลอดชีวิตต้องเสนอให้ผู้ใหญ่รับทราบและรับรอง ปกติเราจัดการให้ทุกอย่าง ผู้ใหญ่ไม่ได้แก้ไขอะไร เพราะในทางปฏิบัติเราทำงานมีที่ปรึกษา 4 คนอยู่แล้ว

ตอนแรกทางคณะคิดว่าจะอยู่ชั่วคราวและหาทางกลับไปในประเทศจีนใหม่เมื่อสถานการณ์เปิด แต่ทำไปทำมาก็อยู่ถาวรและกลายเป็นศูนย์กลางส่งสมาชิกไปที่ฟิลิปปินส์ อินเดีย และเวียดนาม

สมาชิกคณะคามิลเลียนทั่วโลกมีประมาณ 1,300 กว่าคน จำนวนกว่า 30 ประเทศ

สมาชิกของคณะรุ่นแรก คือ คุณพ่อวสันต์ สายพรหม ผมเป็นรุ่นที่ 2 คนเดียว และรุ่นที่ 3 คือ คุณพ่อวิโรจน์ นันทจินดา

เวลานี้มีสมาชิกที่ถวายตัวตลอดชีวิตและชั่วคราวรวม 50 คน เป็นคนไทย 27 คน มิสชันนารีต่างชาติ 23 คน และมีนวกชนอีก 6 คน ซึ่งจะถวายคำปฏิญาณวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ (2010) ปกตินักบวชชายและหญิง จะทำงานร่วมมือกันและช่วยเหลือกัน

แต่เดิมเป็นเพียง “เดเลเกชั่น” (delegation) เพราะสมาชิกเรายังน้อย ยังไม่ครบ 30 คน และเรื่องเศรษฐกิจ เรายังไม่สามารถช่วยตัวเองได้

หน้าที่รับผิดชอบในสภาพระสังฆราชฯ คุณพ่อเป็นผู้อำนวยการแผนกสุขภาพและอนามัย ผู้สูงอายุ ส่งเสริมคุณค่าชีวิตพิชิตเอดส์ ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ และส่งเสริมคุณภาพชีวิต

ล่าสุดพระคุณเจ้าพิบูลย์ วิสิฐนนทชัย ได้ขอให้คุณพ่อรับหน้าที่เลขาธิการฝ่ายสังคม หรือที่เรียกว่าคาริตัสไทยแลนด์ (Caritas Thailand) กลายเป็นว่าต้องรับงานด้านสังคมทั้งหมด

รู้สึกว่าเป็นงานที่กว้าง และสนามงานมีหลายเรื่องมาก ได้พูดคุยถึงบทบาทในระดับประเทศ ระดับสภาฯ เราพยายามเน้นการสร้างเครือข่าย การประสานงาน และเป็นฐานข้อมูลให้ โดยเฉพาะเรื่ององค์ความรู้ การอบรม การเขียนโครงการต่างๆ ซึ่งต้องพยายามเขียนให้เป็น ขอให้ได้ เพราะแม้แต่ในประเทศเอง ก็มีเงินช่วยเหลือจากรัฐ หรือ ส.ส.ส. ด้วย เพราะงานผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยเอดส์ งานคนพิการ ตรงกับเป้าหมายของ ส.ส.ส. ซึ่งมีทุนให้อยู่แล้ว แต่ไม่มากนัก

สำหรับสภาพระสังฆราชฯ ฝ่ายสังคมเป็นงานระดับชาติ เน้นการประสานงานให้งานสังคมต่างๆ เดินไปได้ตามนโยบายของสภาพระสังฆราชฯ หนักใจอยู่บ้างเพราะงานมาก แต่ส่วนหนึ่งมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ในแต่ละแผนก แต่ละสังฆมณฑล “DISAC” เขามีประสบการณ์และทำกันได้อยู่แล้ว “การิตัสไทยแลนด์” เราช่วยเรื่องประสานงานกับองค์กรต่างๆ แหล่งทุน และองค์ความรู้ เป็นต้น

ชีวิตและกระแสฯ ที่แปรเปลี่ยน

ตอนแรกอยากจะเป็นบราเดอร์คณะเซนต์คาเบรียล อยากสอนเรียน อยากเป็นครู แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งได้ไปอ่านหนังสือของคณะคามิลเลียนโอกาสฉลอง 25 ปี รู้สึกสนใจ คิดอยู่ระยะหนึ่งก็เลยตัดสินใจเข้าคณะคามิลเลียน

ผมเป็นลูกวัดเซ็นต์ร็อค ท่าไข่ เรียนที่โรงเรียนดาราสมุทร ท่าไข่ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-7

เข้าบ้านเณรเล็กคณะคามิลเลียน เวลานั้นอยู่ที่ซอยหมอศรี เรียนที่โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-2 ส่วนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3-4-5 เรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล สายวิทย์ และมาต่อที่วิทยาลัยแสงธรรมเหมือนกับทุกคน เป็นรุ่นที่ 8 แต่คณะจัดให้ได้เรียนรู้และรับอบรมเรื่องงานของคณะเป็นพิเศษเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เรียนแบบปริญญา เป็นการอบรมสั้นๆ

ผมบวชที่สามเณราลัยนักบุญยอแซฟ สามพราน วันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ.1986 พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นผู้บวชให้ ใช้โรงยิมหลังเก่าเป็นสถานที่ทำพิธี

ในคณะคามิลเลียนบางแห่งก็มีคนเรียนแพทย์ จบมาเป็นหมอในโรงพยาบาล แต่ในประเทศไทยเราไม่มี ส่วนใหญ่ได้รับการอบรมสั้นๆ บุรุษพยาบาลในประเทศไทยรู้สึกไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไร เพิ่งมานิยมในระยะหลังๆ นี่เอง

ปกติมิสชันนารีคณะคามิลเลียนที่เข้ามาในประเทศไทย ต้องเรียนพยาบาลมาก่อนทุกคนเป็นเวลานาน 3 ปี

ญาติพี่น้องที่เป็นพระสงฆ์นักบวชที่มาจากวัดเซนต์ร็อค ก็เป็นญาติกันทั้งนั้น โยงกันไปโยงกันมา ดูได้จากนามสกุลของแต่คน เช่น เส็งเจริญ วิจิตรวงศ์ ฯลฯ ซิสเตอร์อันเยลีกา ศรีประเสริฐ คณะพระหฤทัยฯ เป็นทวดของผม

ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ไม่ค่อยชอบเขียนหนังสือ เมื่อก่อนเคยเขียนบ้าง แต่เมื่ออ่านดูแล้วไม่เข้าท่า ก็เลยไม่อยากเขียนอีก กลายเป็นคนอ่านโดยเฉพาะเรื่องด้านสังคม

จุดเริ่มต้น คณะคามิลเลียน จนถึงในไทย

นักบุญคามิลโล เดอ แลลลิส ผู้ก่อตั้งคณะเกิด ค.ศ.1550 กลับใจ ค.ศ.1575 และได้เริ่มตั้งคณะประมาณ ค.ศ.1584 หรือประมาณ 400 ปีมาแล้ว

เมื่อคอมมิวนิสต์ยึดครองประเทศจีน มิสชันนารีต้องออกจากประเทศจีน และมาทำงานในประเทศไทย ค.ศ.1952 ครั้งแรกคณะทำงานอยู่ที่บ้านโป่ง เป็นคลินิกเล็กๆ ต่อมาเป็นโรงพยาบาลคามิลโลในปัจจุบันนี้ และได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ บนถนนสุริวงศ์ เป็นห้องเล็กๆ และย้ายมาอยู่บนถนนสีลม ปัจจุบันคือบ้านคณะเอ็มอีพี.(MEP) ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ซอยทองหล่อ ซึ่งเวลานั้นอยู่นอกเมืองเลย

จิตตารมณ์ของคณะคามิลเลียนซึ่งถือว่าเป็นอุดมคติที่ยิ่งใหญ่ ท้าทายให้ผู้คนถือปฏิบัติทุกยุคทุกสมัย คือ

“รับใช้คนป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคที่สังคมรังเกียจ ดูแลเขาดุจมารดาที่เอาใจใส่ลูกคนเดียวที่ป่วยอยู่”

ชีวิตและหน้าที่หลังบวช

เป็นอธิการบ้านเณรเล็กคามิลเลียนที่ศรีราชา 1 สมัย ที่บ้านเณรสามพราน 2 สมัย ที่โรงพยาบาลคามิลเลียน 1 สมัย ที่โรงพยาบาลซานคามิลโล บ้านโป่ง 2  สมัย กลับมาที่คามิลเลียน กรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้บริหารอะไรเพราะมีคุณพ่อที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ผมย้ายไปที่บ้านของคณะที่หัวตะเข้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว และต่อไปจะเป็นบ้านเจ้าคณะคามิลเลียน

เคยไปเรียนภาษาอังกฤษที่ดับลิน 3 เดือน และเรียนภาษาอิตาเลียนที่อิตาลี 3 เดือน เหมือนกันเพราะมีบ้านของคณะอยู่ที่นั่น ก็รู้แบบพอขอข้าวกิน ซื้อกาแฟได้เท่านั้น

ในฐานะเจ้าคณะแขวงจะต้องไปประชุมร่วมกันทุกปีและหมุนไปในทวีปต่างๆ ประเทศไทยก็เคยเป็นเจ้าภาพจัดเหมือนกัน  เคยไปประชุมที่ฟิลิปปินส์ และที่อินเดียหลายครั้งหน่อย เพราะเราส่งสมาชิกของเราไปเรียนที่นั่นด้วย และสมาชิกก็มีมาก นอกจากนั้นก็ไปประชุมที่ประเทศบราซิล 2 ครั้ง ที่นั่นมีสมาชิกมาก เรามีโรงพยาบาล 35 แห่ง แต่ที่ใหญ่พอเลี้ยงตัวไปเพียง 2 แห่ง นอกนั้นก็อยู่ในชนบท และต้องอาศัยจาก 2 แห่งนี้ ไปช่วยโรงพยาบาลเล็กๆ เพราะเป็นประเทศใหญ่และประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน มีสมาชิกเป็นที่สองรองจากเวโรน่า

ที่อินเดียก็ไปประชุม ที่ฟิลิปปินส์ไปบ่อย เพราะเราส่งโนวิสของเราไปเรียนที่นั่น และที่เวียดนามขึ้นอยู่กับแขวงของเรา จึงต้องเดินทางไปบ่อย มีพระสงฆ์ 3 องค์ มีสังฆานุกร 1 คน และมีนักศึกษาที่เรียนอยู่ในเมืองไทยบ้าง แต่จะกลับไปทำงานในเวียดนาม

ในทวีปอัฟริกาก็มี ประเทศกีนาฟาสโซ เคนย่า ทันซาเนีย ขึ้นอยู่กับแขวงที่กรุงโรม แม้เขาจะมีสมาชิกมาก แต่ก็มีปัญหาเรื่องความยากจน จึงยังไม่เป็นอิสระ

คณะคามิลเลียนในประเทศไทยมีบ้านนักบวช 8 แห่ง และศูนย์กลาง 2 ศูนย์ คือโรงพยาบาล 2 แห่ง คามิลเลียนกรุงเทพฯ ซานคามิลโล บ้านโป่ง บ้านผู้สูงอายุ 3 บ้าน ที่สามพรานมีบ้านเณรด้วย ที่โคกวัด ปราจีน แต่เดิมเป็นบ้านคนโรคเรื้อน เมื่อไม่มีผู้ป่วยโรคเรื้อน ก็เปลี่ยนมาเป็นบ้านผู้สูงอายุ มีคนที่เคยป่วยแต่สูงอายุก็ยังอยู่อีก 40-50 คน แต่ละบ้านมีประมาณ 150-200 คน บ้านเณรคามิลเลียน ศรีราชา คามิลเลียนโซเชียลเซนต์เตอร์ ระยอง ผู้ป่วยเอดส์ แบ่งเป็น 3 ศูนย์ ผู้ป่วยระยะสุดท้าย คนที่ติดเชื้อที่แข็งแรงแล้วอยู่ ที่สวนเอเดน ห่างออกไป 20 กิโลเมตร และเยาวชนระดับมัธยมอยู่บ้านอินดิเพนเด้นท์ เพื่อเป็นสัดส่วนมากขึ้น

ที่เชียงรายมี 3 บ้าน มีศูนย์เด็กชาวเขาอยู่ 200 คน ศูนย์คนพิการอีกกว่า 10 คน บ้านเณรเล็ก 40 คน

ศูนย์ที่ลาดกระบัง มีศูนย์คนพิการ 26 คน ศูนย์อภิบาล เปิดไปเมื่อต้นๆ ปี ค.ศ.2010 และศูนย์ที่ภาคใต้อยู่ที่พังงา ฝังอันดามัน ฝั่งตะวันตก ที่เคยโดนสึนามิ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต มีคนพิการ 85 คน และจากที่นี่มีคลีนิกอีก 4 แห่ง ที่จังหวัดระนอง ต้องไปดูแล มีพวกแรงงานอพยพจากพม่าตามชายแดนมาก

แต่เดิมคณะได้รับความช่วยเหลือจากแขวงเวโรน่า อิตาลี เรื่องงบประมาณบ้าง และจากโรงพยาบาลของเราเองบ้าง แต่ทุกวันนี้ไม่ได้แล้ว โรงพยาบาลก็พอไปได้ในตัวเองเท่านั้น

ปัจจุบันต้องสอนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายหาทุนเขียนโครงการเพื่อหาทุนจากสำนักงานที่กรุงโรม ส่วนในประเทศไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีแหล่งทุนอยู่ เช่น อบจ. อบต. หรือ ส.ส.ส. แต่เราต้องรู้จักเขียนโครงการ ซึ่งก็ได้ไม่มาก เราต้องหาทุนจากหลายแห่ง เพราะแต่ละแห่งใช้เงินมาก บ้านที่ใช้เงินมากที่สุดคือ ศูนย์ทำงานเพื่อผู้ป่วยเอดส์!

ที่ประเทศเฮติ มีคณะคามิลเลียนทำงานอยู่ทั้งชายและหญิง มีฐานะเป็น “เดเลเกต” มีสมาชิกของคณะไปทำงานประมาณ 10 ปีแล้ว มีโรงพยาบาลเล็กๆ มีนักบวชชายและหญิงทำงานอยู่ร่วมกัน แต่ขึ้นกับแขวงที่กรุงโรม

คติวันบวช “การเป็นนักบวชนั้นยาก แต่เป็นนักบวชที่ดี นั้นยากยิ่งกว่า”

สัมภาษณ์วันที่ 5 มีนาคม ค.ศ.2010 ณ สำนักงานฯ สภาพระสังฆราชฯ
เมษายน ค.ศ.2010 คุณพ่อเชิดชัย เลิศจิตรเลขา ได้รับเลือกเป็นอธิการเจ้าคณะ