รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

คุณพ่อเปโตร ไพฑูรย์ แสนสวัสดิ์ สงฆ์หนุ่มรูปร่างผอม พูดน้อยแต่ยิ้มมาก เป็นสงฆ์แดนอีสานใต้สายนักอบรม เป็นอธิการบ้านเณรเล็ก สามเณราลัยพระคริสตประจักษ์ อุบลราชธานี ปีที่ 3 ต่อจากคุณพ่ออัครเดช วงศ์อนันต์

เกิดวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ.1965 อายุ 45 ปี เป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน รับศีลบวชวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ.1991 โดยพระคุณเจ้ามีคาแอล บุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ในช่วงฉลองบ้านเณรแสงธรรมครบ 25 ปี

บ้านเณรเล็กอุบลฯ สร้างมาประมาณ 40 ปีแล้ว แต่เดิมเปิดสอนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนชั้นมัธยมปลายไปเรียนรวมกับสังฆมณฑลอื่นที่ท่าแร่ ได้แก่ นครราชสีมา อุดรธานี และอุบลฯ เมื่อมีบ้านเณรของตนเองแล้ว เช่น อุดร อุบลฯ และนครราชสีมา จึงแยกออกมา แต่ต่อมาได้มาเรียนรวมกันกับอุบลฯ

เรารับเณรตั้งแต่จบชั้น ป. 4 คุณพ่อประภาส ทองอินทร์ คุณพ่อโอสถ ลือเรื่อง เป็นเณรรุ่นแรกของบ้านเณร เมื่อจบชั้นป. 7 แล้ว ไปเรียนต่อที่บ้านเณรฟาติมา ท่าแร่ จนจบชั้นมัธยมปลาย ผมเข้าบ้านเณรเมื่อจบ ป. 4 เวลานั้นคุณพ่อลาเวนังเป็นอธิการบ้านเณร และคุณพ่อโดรวาลเป็นพระสงฆ์ประจำบ้านเณร เมื่อจบชั้นมัธยมต้นก็ไปต่อชั้นมัธยมปลายที่ท่าแร่ เป็นรุนสุดท้าย ต่อมาโรงเรียนอัสสัมชัญเปิดชั้นมัธยมปลายก็ย้ายกลับมาเรียนที่อุบลฯ

เวลานี้เรารับเณรที่จบชั้น ป. 6 แล้ว เข้าเรียนต่อในมัธยมปีที่ 1 เรียนที่โรงเรียนนิรมล ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านเณร พวกเณรเดินไปเรียนได้ มีซิสเตอร์คณะรักกางเขนอุบลฯ ดูแล ส่วนชั้นมัธยมปลาย ม.4-6 เรียนที่อัสสัมชัญอุบลฯ

ต่อมาเณรของสังฆมณฑลนคราชสีมามาอยู่ด้วย แต่เวลานี้เขาก็มีบ้านเณรของตนเองแล้ว และเหลืออีกชั้นเดียว ปีการศึกษาหน้าก็จะกลับไปเป็นครูเณร มีเณรทั้งหมด 73 คน และปีนี้เณรของโคราชก็จะเป็นรุ่นสุดท้าย

ผมเป็นเป็นสัตบุรุษวัดอัครเทวดาราฟาแอล บุ่งไหม อุบลราชธานี ลูกวัดที่บวชเป็นพระสงฆ์ ได้แก่ คุณพ่อสัมฤทธิ์ แสงวงศ์ คุณพ่อวินัย ระติเดช ตัวผม และคุณพ่อสุระชัย นันทบุตร ตามลำดับการบวช ปัจจุบันมีคุณพ่อถวัลย์ พันธ์วิไล เป็นเจ้าอาวาส มีสัตบุรุษ 1,200-1,300 คน มีโรงเรียนเทพพิทักษ์พิทยา เป็นโรงเรียของวัด เปิดรับตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนเกือบ 1,000 คน และในบริเวณนี้มีศูนย์เข้าเงียบ ซึ่งมีคุณพ่อปาแซกพักอยู่ มีคนมาเข้าเงียบเป็นระยะๆ

ในรุ่นที่บวชพร้อมกันของอุบลมี คุณพ่อวีรพันธ์ พันธ์วิไล คุณพ่ออิสรา วันชา คุณพ่อสันติ วันชา

ผมมีพี่สาวเป็นนักบวชชื่อซิสเตอร์สังเวียน แสนสวัสดิ์ ปัจจุบันเป็นครูใหญ่โรงเรียนอาเวมารีอา อุบลฯ อยู่ฝ่ายการศึกษาของคณะรักกางเขนอุบลฯี

เข้าบ้านเณรกลาง-ใหญ่

เมื่อจบจากบ้านเณรฟาติมา ท่าแร่ สมัยนั้นที่อุบลให้เข้าบ้านเณรกลางเลย ยังไม่มี “ครูเณร” สมัยนั้นมีคุณพ่อเกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช เป็นอธิการ คุณพ่อบุญชอบ พงศ์ศิริพัฒน์ เป็นรองอธิการ มีเพื่อนๆ ทั้งหมด 45 คน อยู่ที่นี่ 1 ปี

เข้าบ้านเณรแสงธรรม ค.ศ.1984 รุ่นที่ 13 สมัยคุณพ่อสมศักดิ์ นามกร เป็นอธิการ เรียนจนจบ 7 ปี เมื่อจบแล้วก็กลับไปบวชที่สังฆมณฑลอุบลฯ วันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ.1991

เมื่ออยู่บ้านเณรสิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการอบรมเพื่อพัฒนาตนเองและบุคลิกภาพ และเพื่อสุขภาพคือ กีฬา “ฟุตบอล บาสเก็ตบอล เทนนิส ตะกร้อ แต่ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ พอเล่นได้”

เมื่ออยู่ในสายนักอบรม สิ่งที่จำเป็นคือหนังสือที่ต้องอ่าน “ส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือคำสอนต่างๆ ของพระศาสนจักร พระคัมภีร์ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และเรื่องทั่วไป”

หน้าที่หลังบวช

เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดซ้งแย้ ยโสธร 1 ปี อยู่ที่อาสนวิหารแม่พระนิรมลไม่ถึง 1 ปี ก็ย้ายมาอยู่บ้านเณรเล็กนี่ได้ 3 ปีแล้ว

ค.ศ.1997 เคยไปอบรม อีเอพีไอ.(EAPI, East Asia Pastoral Institute) ที่ฟิลิปปินส์ 1 ปี มีคุณพ่อสุพจน์ นัมคณิสรณ์ สังฆมณฑลจันทบุรี และซิสเตอร์คณะธิดาพระราชินีมาเรียผู้ปฏิสนธินิรมล (พระแม่มารีย์) ไปเรียนด้วย

กลับมาอยู่วัดแม่พระฟาติมา นาคำ ศูนย์คำสอน อยู่ใกล้ๆ บ้านเณร เป็นเวลา 8 ปี และไปศึกษาต่อด้านชีวิตภายในที่อินเดีย  และกลับมาอยู่ที่บ้านเณรอีกครั้ง

ส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์สายนักอบรมมากกว่า เช่น ครูคำสอน มาอยู่บ้านเณรรวมแล้ว 8 ปี

ร่วมสัมมนาพระสงฆ์ระดับเอเชีย

เมื่อวันที่ 10-15 พฤษภาคม ค.ศ.2010 คณะกรรมาธิการพระสงฆ์ (FABC-OC) ได้จัดสัมมนาพระสงฆ์ในระดับเอเชีย ณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บางนา มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 90 คน จาก 11 ประเทศ สำหรับประเทศไทยเรามี 8 คน มีคุณพ่อไพฑูรย์รวมอยู่ด้วย คุณพ่อได้แบ่งปันถึงความรู้สึกนึกคิดจากการประชุมครั้งนี้ว่า

“ได้เห็นว่าสังคมทั่วไป และแต่แม้ในพระศาสนจักร มีปัญหาเกิดขึ้น เป็นสิ่งท้าทายพระสงฆ์ปัจจุบัน ทำให้เราหันกลับมาคิดทบทวนดูว่า เราเป็นพระสงฆ์ เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้มั่นคง จะรับใช้ผู้อื่น และรับใช้ชาวบ้านในยุคนี้อย่างไร? บทบาทของพระสงฆ์มาจากพระเยซูเจ้า ไม่ว่าจะเป็นบทบาทด้านการประกาศ ด้านความศักดิ์สิทธิ์ หรือผู้อภิบาล ก็ต้องประสานกับคนอื่น เข้าหาผู้อื่น อาศัยความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ คิดว่านำความรู้ที่ได้จากการสัมมนานี้ไปใช้สอนเพื่อเตรียมสามเณรวันนี้ให้เป็นพระสงฆ์ในอนาคต”

“เราต้องเข้าใจสภาพชีวิตของเขาในสังคมยุคปัจจุบัน ต้องคิดว่าการเป็นพระสงฆ์ในอนาคต จะทำอย่างไร ให้เขาเข้าใจถึงแก่นชีวิต เข้าใจชีวิตของเขา ให้โอกาสเขาในการพัฒนาและค้นพบตัวเอง แต่คนที่ให้โอกาสแล้วยังไม่พัฒนา ก็คงต้องแนะนำว่าควรจะก้าวเดินไปทางไหน”

“สามเณรสมัยก่อนกับสมัยนี้แตกต่าง ในเรื่องการอบรม เราไม่ได้บังคับหรือเคร่งครัดกับเขามากนัก แต่ให้เขาได้แสดงออก ให้เขาได้ค้นพบตัวเอง เราฟังเขามากขึ้นและพยายามไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของเขา บางครั้งก็เชิญผู้ปกครองมาร่วมกิจกรรมที่บ้านเณร จะได้รู้ได้เห็นและเข้าใจเณรมากขึ้น

การเยี่ยมเยียนครอบครัวของเณร พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ของเขา บางทีเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับปู่ย่าตายาย พ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัดในเมือง”

“เรื่องการเรียน ปกติวันเรียน เขาอยู่กับโรงเรียนตามระบบ แต่วันหยุด เราจะสอนเพิ่มเติม โดยเฉพาะเราจะร่วมมือกับนโยบายของบ้านเณรใหญ่ และบ้านเณรกลาง

เรื่องภาษาอังกฤษ ได้พยายามให้มีความเข้มข้นขึ้น มีครู หรือซิสเตอร์ชาวฟิลิปปินส์มาช่วยติว ให้เขาฟังข่าว แต่บรรยากาศของเด็กเองมักจะเหมือนเดิม สำหรับเรื่องนี้ก็จะพยายามให้เข้มข้นขึ้น

อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องโทรศัพท์มือถือ เราไม่อนุญาตให้มี แต่ได้จัดโทรศัพท์บ้านให้เขาใช้ แม้จะดูเหมือนว่าสวนกระแส เราถือว่านี่เป็นการอบรมให้เขารู้จักควบคุมตัวเอง แต่เมื่อกลับไปบ้าน ก็ใช้ได้เราไม่ว่าอะไร แต่เมื่ออยู่บ้านเณรห้ามใช้ เราได้เปิดโอกาสให้เขาได้รู้จักใช้และทดลองดูด้วยว่าเป็นอย่างไร

สามเณรที่ไม่ได้บวช เราคิดว่าไม่ได้เสียเปล่า เขาได้พยายามมาทดลองตัวเอง อาจจะไม่ใช่กระแสเรียกของเขา แต่เขาก็จะเป็นคริสตังที่ดี เป็นผู้นำชุมชนที่ดี และช่วยเหลือวัด มีหลายคนทำได้ดีทีเดียว บางคนส่งลูกมาเป็นเณรต่อเมื่อพ่อไม่ได้ ก็ยังหวังว่าลูกอาจจะได้”

“รับใช้พระเจ้า ด้วยความชื่นชมยินดี!”