รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

คุณพ่อเปโตร ประยูร พงษ์พิศ อายุ 59 ปี พระสงฆ์อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ชีวิตที่ไม่เคยลงตัว กระแสเรียกมั่นคง แต่ชีวิตที่มักหักเห ความคิดแต่ละเรื่องถ่ายทอดออกมาชัดเจนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมีพลัง เป็นนักคิด นักเขียน และชอบเขียนด้วย

ในครอบครัวพ่อแม่มีลูกทั้งหมด 10 คน คุณพ่อเป็นลูกคนหัวปี ยังพี่น้องอยู่กันครบหมด มีน้องชายคือคุณพ่อสุรศักดิ์ พงษ์พิศ เป็นพระสงฆ์ท่าแร่ฯ 1 คน  ส่วนคุณพ่อเฉลิมศิลป์  จันทร์ลา เป็นลูกของป้า น้องสาวชื่อพัชรา พงศ์พิศ เป็นสมาชิกคณะโฟโคลาเร และเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ด้วย

ถ้าจะคุยเรื่องเบาๆ ได้ไม่กี่นาทีก็เบื่อ แต่ถ้าจะคุยเรื่องหนักๆ เรื่องวัฒนธรรม เรื่องชีวิตจิตคริสตชนแบบอีสาน แบบไทยๆ คุยได้ตังแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก เรื่องไกลตัวมักจะรู้ดี แต่เรื่องใกล้ตัว โปรดอย่าถาม เรื่องเวลา “คนต้องเป็นนายเหนือเวลา”

ครั้งหนึ่งเป็นไกด์วีไอพี. พาบราเดอร์มาร์ติน โกมลมาศ ไปเยี่ยมดูชีวิตอีสาน ด้านศิลปะและวัฒนธรรม เมื่อใกล้จะถึงสนามบินได้เห็นเครื่องบินลำหนึ่งบินไปต่อหน้าต่อตา ยังพูดได้สบายใจ “โอ้...เครื่องบินลำของเราแน่ๆ เลย”

ผมมีโอกาสไปเยี่ยมอีสานและได้พูดคุยถึง “มุมมอง” อีสานที่ได้กลั่นกรองมาอย่างลุ่มลึกตกผลึกแล้ว รับประกันด้วยตำแหน่ง “เลขาธิการวัฒนธรรม 4 สังฆมณฑลอีสาน”

สงฆ์อีสาน ในวัฒนธรรมอีสาน

พระสงฆ์อีสานในความคิดของผมถือว่าเป็นสถาบัน เป็นโครงสร้างหนึ่งที่เป็นผู้นำของชุมชนและชาวบ้าน

การสัมมนาพระสงฆ์ 4 สังฆมณฑลอีสาน ในใจความทั่วไปก็มีเป้าหมายทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระสงฆ์อีสาน ในบริบทของตน คิดว่าโดยภาพรวมของพระสงฆ์คงไม่ต่างจากพระสงฆ์ทั่วถิ่นไทย การสัมมนาพระสงฆ์อีสานถ้าจะให้ลึกซึ้งต้อง “ซีเรียส” มากกว่านี้

ต้องเข้าถึงคนอีสาน ต้องการคนอีสานจริงๆ ที่พูดภาษาอีสาน เกิดอยู่ในอีสาน เพื่อจะได้สัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ผมเคยปรึกษาพระคุณเจ้าชูศักดิ์ในเรื่องนี้ ท่านก็เห็นด้วย เราจึงจะสื่อสารกับชาวบ้านได้ ท่านชูศักดิ์เองก็มีความรู้ด้านศาสนสัมพันธ์และเรียนมาโดยตรง แต่จะให้เข้าใจและสื่อสารได้อย่างลึกซึ้งนั้นยังไม่พอ

ความเป็นอีสาน (Esanness) ไม่ใช่คิดถึงแต่คริสตังเท่านั้น แต่ควรจะมองไปถึงคนทั่วไป วิถีชีวิตของคนทั่วไป เพราะคริสตังเรามีส่วนน้อย วิถีชีวิตวัฒนธรรมอีสานนั้น พระสงฆ์เราได้เริ่มศึกษากันอย่างจริงจังและได้พิมพหนังสือออกมาเล่มหนึ่งด้วยเมื่อ ค.ศ.1987/2530 แต่หลังจากนั้นยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก

จุดเด่นของอีสานคือ วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงศาสนาด้วย ศาสนาพุทธที่จริงจังต้องที่นี่ มีชื่อเสียงระดับประเทศ สายพระภิกษุป่าอยู่ที่นี่ ที่อีสานมีพระภิกษุที่มีชื่อเสียง ได้แก่ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ฟั่น อาจาโร อยู่ที่สกลนคร หลวงปู่ชาสุภัทโท อยู่ที่อุบลฯ หลวงตามหาบัว อยู่ที่อุดรฯ ล้วนอยู่ในเขตอีสานทั้งนั้น ถือว่าเป็น “โอเอซิส” (oasis) อาจารย์ศรีศักดิ์ พูดว่าเป็น “แอ่งอีสาน” เป็นขุมทรัพย์ของอีสาน และจากที่นี่ก็ขยายไปทั่วประเทศ และไปถึงต่างประเทศแล้ว ถือว่าเป็นพุทธจริงๆ อยู่ที่นี่ อีสานนี้ถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำทำนองนี้

ศาสนา วัฒนธรรมทางศาสนา และวัฒนธรรมทั่วไป ถ้าจะลงให้ลึก ต้องมาที่อีสาน เรามีบ้านเชียง อีสานยังข้ามเลยไปถึงลาว และภาษาอีสาน ภาษาลาวด้วย การศึกษาต้องลงไปถึงวิถีชีวิตชาวบ้าน ถ้าเราศึกษาจากตำราก็จะอยู่แต่ทฤษฎี หลักการลอยๆ เป็นการศึกษาแบบตะวันตก เป็นแบบแห้งๆ แต่มีคุณพ่อเปอเซต์ที่มรณะไปแล้ว และคุณพ่อปาแซกของเรา มองเห็นจุดนี้และเข้าใจเรื่องนี้ดี จึงพยายามศึกษาอย่างจริงจังกับพระอาจารย์หลายท่าน แม้แต่เวลานี้ก็ยังศึกษาอยู่ แต่วันนี้ ในส่วนของพระสงฆ์ไทยยังมองไม่ค่อยเห็นว่ามีใครบ้างที่สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง

อีสานเราอาจจะเปรียบเหมือนอินเดียที่มีคนยากจนมาก เรื่องเศรษฐกิจเขายากจน แต่ในด้านวัฒนธรรม เขาร่ำรวยแม้แต่เอกสาร “พระศาสนจักรในเอเชีย” ยังพูดถึงเรื่องนี้ด้วย ความยากจนทำให้เกิดนักคิด นักปราชญ์เกิดปัญญาขึ้นมามาก

แม้คนอีสานจะมีรายได้มากขึ้น แต่ยังเป็นเพียงการขายแรงงาน โดยทั่วไปยังถือว่ายากจนอยู่ และความยากจนทำให้เกิดปัญหาด้านสังคมและสถานภาพทางครอบครัว เกิดการอพยพไปทำงานในต่างถิ่น ต่างประเทศ มันกระทบถึงวัฒนธรรมของชุมชนด้วย ถ้าจะศึกษาก็ควรจะเอาจริงเอาจังมากขึ้น เพราะสังคมเปลี่ยนเร็วเหลือเกินทุกวันนี้ใครจะทำงานอะไร ถ้าไม่จับเรื่องวัฒนธรรม ถือว่าผิดพลาดแล้ว เพราะวัฒนธรรมคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน พระสงฆ์อีสานควรที่จะเป็นผู้นำศาสนาในบริบทอีสาน เข้าถึงวิถีชีวิตของคนอีสานทั้งหมด!

สิ่งท้าทายพระศาสนจักรเร่งด่วน

เรื่องท้าทายและค่อนข้างเร่งด่วน การศึกษาเชิงลึก รู้จริง เราต้องลงลึก ด้านภาษาเราต้องใช้ภาษาอีสานสื่อกับชาวบ้าน ภูมิปัญญาที่กลั่นกรองมาจากชีวิต เพื่อเราจะได้เข้าถึงและนำข่าวดีไปแบ่งปันให้กับเขา ศัพท์การใช้ภาษาอีสานของคาทอลิกเราก็ต้องจัดให้เป็นระบบ หมวดหมู่ขึ้นมา ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในอีสานมีคำผญาสอนใจที่เข้าถึงวิถีชีวิตอย่างลึกซึ้งมากมาย ทั้งมิติด้านศาสนา ศีลธรรม และวัฒนธรรมของชาวบ้านด้วย

แม้เราจะอยู่ใกล้กัน อยู่ร่วมกัน แต่ความจริงวิถีชีวิตของพระสงฆ์เรา ยังห่างจากวิถีชีวิตของชาวบ้านอยู่มาก โดยเฉพาะ “วิถีชีวิตจิตสงฆ์” ของเรายังห่างจากวิถีชีวิตจิตของอีสาน!

การบำเพ็ญตบะ (asceticism) การทำวิปัสนา (Comtemplative) วิถีชีวิต อนุสาวรีย์ที่เป็นบัว 3 ชั้น ของหลวงปู่ฟั่น คือรูปแบบการเจริญชีวิตของพระเยซูของเราเลย เครื่องอัฏบริขารเป็นพื้นฐานการเจริญชีวิต ลดละเลิก ตัดกิเลส ทำตนเองให้หลุดพ้นจากกระแส ไม่ยึดติด  ชั้นบนสุดเป็นการอุทิศตนให้ทั้งหมด สุดยอดของเขาก็คือให้คนอื่นทั้งหมด วิถีชีวิตที่ต่างกัน วิถีชีวิตของเขาเป็นวิถีชีวิตจิต

“ทุกศาสนาก็ดีเหมือนกัน...เป็นคำพูดที่ให้เกียรติเรา ซึ่งเป็นกลุ่มน้อยอยู่แล้ว....”

มิสชันนารีรุ่นแรก แม้แต่คุณพ่อมัทเธโอ ริชชี (Mateo Ricci) เมื่อเข้าไปในประเทศจีน ได้พบได้เห็นวัฒนธรรมเอเชียในจีน รู้สึกชื่นชมและพยายามจะปรับวัฒนธรรมคริสต์แบบตะวันตกให้เข้ากับจีน ในประเทศไทยเมื่อครั้งสมัยอยุธยาก็เช่นเดียวกัน แต่ทางกรุงโรมยังไม่เข้าใจและไม่ยอมให้ทำ เมื่อผ่านมา 200-300 ปีจึงได้มีการพูดกัน พระสงฆ์เรามักจะเป็นนักพัฒนามากกว่า เช่น นักธรรม นักปฏิบัติธรรม!

อีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะวัฒนธรรมของคนไทยเราไม่ชอบโต้เถียง หรือขัดแย้งเมื่อพูดถึงศาสนาอื่นๆ เขาจะชอบพูดว่า “ทุกศาสนาดีหมด สอนให้คนเป็นคนดี” แต่ลึกๆ ในใจและในความนึกคิดของเขานั้น เขาคิดอยู่ในใจเสมอว่าศาสนาของเขาดีกว่า สูงกว่าศาสนาอื่น ถือว่าเป็นการประนีประนอมในการอยู่ร่วมกัน

ชีวิตและงานหลังบวช

เมื่อเรียนจบจากบ้านเณรแล้ว พระคุณเจ้าเกี้ยน เสมอพิทักษ์ พยายามลุ้นมาตลอด อยากให้ผมไปกรุงโรมเข้าคณะ “โฟโคลาเร่” เมื่อก่อนคุณพ่อสมศักดิ์ นามกร ซึ่งเป็นอธิการบ้านเณร ก็เคยแนะนำ ในตอนนั้นรู้สึกเฉยๆ แต่ครั้งนี้ได้เลยตัดสินใจไปรับการอบรม 2 คอร์ส เป็นเวลาปีกว่า

เมื่อกลับมาได้บวชเป็นพระสงฆ์ หลังจากนั้นพระคุณเจ้าให้ไปอยู่ที่หนองแสง นครพนม เป็นเวลา 1-2 ปี วิ่งไปวิ่งมาตามวัดต่างๆ ในบริเวณนี้ ไปแทนคุณพ่อที่ไปเรียนต่อ หรือที่มีปัญหา หลังจากนั้นทำงานโรงเรียน 3-4 ปี และอยู่ในคณะผู้ให้การอบรมของบ้านเณรด้วย

ต่อมาได้รับหน้าที่อธิการบ้านเณรกลางพระวิสุทธิวงศ์ โคราช เป็นเวลา 7 ปี ต่อจากคุณพ่อเกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ทำให้มีลูกศิษย์ที่เป็นพระสงฆ์หลายรุ่น จากนั้นไปประจำอยู่บ้านเณรใหญ่แสงธรรม 2 ปี และทำงานวิจัยด้านศาสนาและวัฒนธรรมของวิทยาลัยแสงธรรมด้วย

อยู่ได้ไม่นานก็ย้ายไปที่โรงเรียนวรสารพิทยา (กรุงเทพฯ) ของสังฆมณฑลท่าแร่ อยู่ได้ปีกว่า

ตอนนั้นรู้สึกอยากเรียนจึงไปเรียนต่อที่เอแบค (ABAC) เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม ในเวลาเดียวกันก็เป็นอาจารย์พิเศษสอนเรื่องศาสนาให้กับนักศึกษาด้วย ที่เอแบคมีพระภิกษุมาเรียนด้วย

ต่อมาพระคุณเจ้าบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ขอให้มาช่วยทำงานด้านสังคมพัฒนาอยู่ 3 ปี เรียกว่า “Caritas” ต่อจากคุณพ่อวิชาญ กิจเจริญ ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย โดยพยายามรักษาฐานะนักศึกษาไว้ ต่อมาได้ขอไปพักอยู่กับบราเดอร์มาร์ติน อธิการ โดยพักรวมอยู่กับคณะบราเดอร์ เหมือนสมาชิกเลย ถวายมิสซาให้กับบราเดอร์ด้วย อยู่ที่นี่ 2-3 ปี มีความสุขมาก สามารถอยู่ห้องสมุดอ่านหนังสือได้ทั้งวัน ช่วงนั้นชักเอะใจคิดว่า

“เอ..หรือว่าเรามีกระแสเรียกทางนี้หว่า?”

เรื่องวิทยานิพนธ์ได้ส่งข้อเสนอโครงร่างผ่านไปหมดเรียบร้อยแล้ว กำลังเตรียมเขียนอย่างเดียว น่าจะใช้เวลาอีกเพียง 5-6 เดือนก็จบแล้ว พระคุณเจ้าจำเนียร สันติสุขนิรันดร์ ให้กลับมาช่วยงานสังฆมณฑล กำลังจะทำสมัชชาฯ และเรื่องกฎหมาย เรื่องงานศาล ฯลฯ จึงไม่มีโอกาสทำวิทยานิพนธ์ให้จบ

เรื่องวัฒนธรรมสันติภาพบริบทของผู้ก่อการร้าย ตอนแรกก็จะใช้บริบทของพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 สันติสุขบนแผ่นดิน แต่อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่ามันแคบไปหน่อย สังคมทุกวันนี้มีผู้ก่อการร้ายมาก น่าจะจับประเด็นนี้จะมีประโยชน์มากกว่า

เมื่อไม่นานมานี้เจอบราเดอร์มาร์ติน บรเดอร์ยังถามว่าเมื่อไหร่จะไปทำวิทยานิพนธ์ให้จบเพราะยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งไม่อยากเรียนต่อ อีกนิดเดียวเท่านั้นก็จบแล้ว ผมก็อยากทำแต่ที่นี่มีงานมาก ไม่มีเวลาเขียน ห่างทั้งหนังสือห่างทั้งอาจารย์ ผมมองว่าถ้าจบแล้วจะทำงานได้กว้างขึ้น มีความน่าเชื่อถือในสังคมมากขึ้น เมื่อต้องทำงานกับคนอื่น ทั้งสังฆมณฑลและพระศาสนจักร มากกว่าคนที่ไม่มีดีกรี พูดเรื่องนี้กับใครก็ไม่ค่อยมีใครยอมรับเท่าไรนัก

“เรื่องเรียนก็ยังค้างอยู่ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งยาก ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสหรือไม่?”

พี่ใหญ่สุดของแสงธรรม

จุดหักเหและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือ เมื่อจบบ้านเณรเล็กสมัยนั้นจะไปเรียนต่อต่างประเทศกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ปีนัง หรือที่กรุงโรม แต่คำว่า “เมดอินไทยแลนด์” ลูกหม้อแสงธรรม เป็นคำที่พูดกันเมื่อสภาพระสังฆราชฯ ให้เปิดบ้านเณรใหญ่ของเราเอง

ค.ศ.1972 บ้านเณรแสงธรรมเปิดรับเณรใหญ่แล้ว แต่การก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยร้อย ทางผู้ใหญ่ไปขอใช้บ้านเณรของคณะซาเลเซียน ที่หัวหิน อยู่ครึ่งปี บ้านเณรแสงธรรมมีเพียงตึกโผล่ขึ้นมากลางท้องนากว้าง และบ่อลึกที่ขุดดินมาถมบริเวณบ้านเณร

ต้นไม้แต่ละต้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของเณร รุ่นแรกๆ ที่ต้องเรียนไปพร้อมกับการสร้างบ้านเณรและตกแต่งให้ดูสวยงาม มีคุณพ่อบรรจง อารีพรรค เป็นอธิการบ้านเณร ส่วนอาจารย์ก็มีคุณพ่อสมศักดิ์ นามกร คุณพ่อเอก ทับปิง คุณพ่อนรินทร์ ศิริวิริยานนท์ บางคนมีแต่ชื่อ แต่ตัวยังเรียนอยู่ต่างประเทศ

“เรื่องความไม่พร้อมไม่สำคัญ เวลานั้นกระแสสังคมภายนอก นักศึกษากำลังมาแรง เพื่ออยากจะทำงานรับใช้สังคม พระคุณเจ้าบรรจง อธิการบ้านเณร ได้ให้โอกาสส่งผมและเพื่อนไปเป็นตัวแทนเข้าร่วมศูนย์นักศึกษาคาทอลิกบ้านเซเวียร์ ได้เห็นความมุ่งมันและความบริสุทธิ์ใจของนักศึกษาภายนอกที่จะรับใช้สังคม สำหรับผมก็คือพระศาสนจักร มันเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรามีเป้าหมายอันเดียวกันและชัดเจน ใจเราพร้อมแล้ว เรื่องภายนอกไม่ใช่ปัญหา”

แต่เดี๋ยวนี้โลกแข่งขันกันมาก ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องสังคม ในส่วนของพระศาสนจักร จึงไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกันแน่ สำหรับคนรุ่นใหม่ บางทีไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรระหว่ง “กระแสเรียก หรือ กระแสเรียน”

สมัยก่อนเรื่องภายนอกที่จะทำให้ใจวอกแวก อาจารย์บางท่านบอกว่า “พวกลื้อรุ่นแรกนี่ แม้หลายอย่างไม่พร้อม ทั้งเรื่องสถานที่ และเรื่องอาจารย์ผู้สอน แต่รุ่นพวกลื้อนี่ตั้งใจและเอาจริงมากว่า คือมีใจ ตั้งใจเต็มที่” นี่เป็นคำพูดที่อาจารย์บางคนพูดเมื่อเราผ่านชีวิตมานานแล้ว

ผมเคยพูดกับผู้ให้การอบรมบางคนว่า การทำให้กระแสเรียกเข้มแข็ง ต้องให้เขาได้สัมผัสกับงานอภิบาลตรงๆ เช่น ในระหว่างอยู่บ้านเณร เปิดโอกาสให้เขาได้ไปเยี่ยมชม ไปทำงานช่วยเหลือคนแก่ เด็กๆ คนติดเชื้อ ฯลฯ

เมื่อพวกเณรได้ไปรู้ไปเห็น เขาจะได้ไตร่ตรองเอง เด็กรุ่นใหม่เข้าใจได้เร็วในเรื่องประเภทนี้

คุณพ่อประยูร พี่ใหญ่ทั้งในครอบครัวและเณรใหญ่รุ่นแรก พี่ใหญ่ของแสงธรรม ผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน เมื่อเจอหนังสือที่ชอบ จะลืมวันเวลา คุณพ่อผู้ถนัดซ้ายและฝักใฝ่ทั้งซ้าย แต่ชีวิตจริงอยู่ขวาจัด เมื่อมีโอกาสฉลอง 25 ปีชีวิตสงฆ์ ได้รวมผลงานเป็นเล่ม และยังเขียนลงในนิตยสาร “อุดมศานต์”รายเดือนด้วย

ใครที่รู้จักและใกล้ชิดคุณพ่อประยูรจะทราบดีว่า คุณพ่อเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และในสมองมักจะวนไปวนมากับสิ่งที่ได้อ่าน ได้ศึกษาอยู่ จนกระทั้งลืมเวลาและนาฬิกาบนข้อมือ ชีวิตแต่ละก้าวย่างช่างเชื่องช้า ละลุ่มลึก แม้กระทั้งเวลาบวช