รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

คุณพ่อลูกา สุพล ยงบรรทม  อายุ 61 ปี พระสงฆ์อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ได้แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตสงฆ์ให้กับพระสงฆ์อีสานประมาณ 110 องค์ โอกาสสัมมนาพระสงฆ์ สี่สังฆมณฑลอีสาน เมื่อวันที่ 11-16 มกราคม ค.ศ.2010 หัวข้อ “สิ่งท้าทายชีวิตสงฆ์”

ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนเป็นพ่อใหญ่ แต่ก็กลมกลืนกับรุ่นน้องๆ ลูกศิษย์ลูกหาก็มาก ลักษณะลำตัว ล่ำซำ ป้อมๆ ตัดผมเกรียน จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสมกับชื่อพ่อ “ตุ๊”

ผมได้มีโอกาสรับฟังสิ่งที่คุณพ่อแบ่งปันแล้วรู้สึกประทับใจ จึงขอพูดคุยเพื่อนำมาแบ่งปันกันก่อนจะกลายเป็นเพียงแค่สายลมผ่าน แม้จะพูดกับกลุ่มไม่ใหญ่นัก แต่เนื้อหาเรื่องราวน่าจะบอกต่อและขยายให้กว้างไกลมากกว่าให้อยู่เพียงแคบๆ

“สำหรับผมคิดว่า สิ่งท้าทายชีวิตสงฆ์ ไม่ว่าในยุคสมัยไหนก็ตาม คือการถือความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า สิ่งที่เราได้สัญญาไว้กับพระเจ้า ประการแรก นอบน้อมเชื่อฟัง ทำตัวให้ต่ำ ทำใจให้สูง ประการที่สอง ถือความยากจน ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ปฏิเสธความเพียบพร้อมเกินความจำเป็น อย่าปล่อยตัวบริโภคนิยม วัตถุนิยมมากเกินไป สุขนิยม  เราต้องแสวงหาพระเจ้ามากกว่าวัตถุ และประการที่สาม ถือพรหมจรรย์ มีความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า ระวังกิเลส ตัณหาของตนเอง อย่าปล่อยตัวทำตามวัตถุมากเกินไป ความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า ต้องรักเดียวใจเดียว”

“ที่ผมอยากจะเน้นคือความซื่อสัตย์ภักดีต่อพระเจ้า เป็นสิ่งท้าทายสูงสุด ไม่ว่าจะฝนจะตก แดดจะออก ฟ้าจะร้อง หิมะจะถล่ม จะเกิดสึนามิ แผ่นดินไหว นั่นเป็นเรื่องภายนอก ที่สำคัญคือเรื่องภายในจิตใจ หัวใจของเรา ถือพรหมจรรย์ต่อพระเจ้า ซื่อสัตย์ภักดีต่อพระเจ้า”

คุณพ่อพูดด้วยสีหน้า อารมณ์ และน้ำเสียงที่ชัดเจน เอาจริงเอาจัง และยืนยันในสิ่งที่กำลังพูดอย่างเห็นได้ชัดว่า ต้องเป็นอย่างนี้!

“คนเรา รวมทั้งพระสงฆ์เราด้วย มักจะหลงเงา คือมักจะหลงลาภ ยศ สรรเสริญ หลงตัวเอง ตอนแรกๆ เจอใครก็ไหว้ได้ ต่อมาก็รับไหว้ตอบ แต่ต่อมาใครๆ ไหว้ ก็ชักไม่รู้จักรับไหว้คนอื่น ทั้งๆ ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ยอมยกมื้อไหวคนอื่น บางครั้งชาวบ้านเขาเรียก “คุณพ่อๆ สวัสดีครับ คุณพ่อ...ทำเฉย” บางคนมักจะคิดว่าตัวเองประเสริฐเลิศเลอ “เพอร์เฟกต์” (Perfect) กว่าคนอื่น

อีกอย่างหนึ่งคือเป็นคนไม่ฟังคนอื่น ไม่นบนอบผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน มีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะกว่าเรา ดังนั้น ผมจึงย้ำว่า ต้องทำตัวให้ต่ำทำใจให้สูง อย่าหลงเงาตัวเอง เพราะฉะนั้นพระสงฆ์เราต้องการนบนอบเชื่อฟังผู้ใหญ่ เพราะป็นผู้แทนของพระเจ้า แล้วเราจะปลอดภัย จะได้ดีเอง คนจองหอง จะคิดว่าตนเองดีกว่าผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่เป็นผู้แทนของพระยังไม่ฟัง และพระเจ้าที่มองไม่เห็นก็ยิ่งไม่ฟังใหญ่ และจะเรียกว่ามีความเชื่อได้อย่างไร?”

ด้วยคำพูดที่ฟังดูง่ายๆ เห็นภาพพจน์ และบุคลิกภาพที่เป็นตัวตนของคุณพ่อ ทำให้สัมผัสได้ถึงความเป็นกันเอง ทั้งๆ ที่คุยกันเพียงไม่กี่ครั้ง ครั้งนี้เริ่มคุยได้ไม่กี่นาที ก็ทำให้รู้สึก “ถูกคอ” ทั้งที่มองหาคอคุณพ่อไม่ค่อยเห็นก็ตาม

“ในชีวิตที่ผ่านมา ผมพยายามทำสิ่งที่ยากให้มันง่าย ทำสิ่งที่มันลึกๆ ให้มันตื้น ทำสิ่งที่ไกลๆ ให้มันใกล้” นี่คือวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ (life style) ของ “พ่อตุ๊”

คำของคนโบราณเขาสอนเตือนไว้ และน่าจะมาใช้ได้ดีก็คือ

“โบราณว่า ต้นไม้ใหญ่ไม่มีใบ เป็นนารีบ่มีศีลศักดิ์ เป็นแม่ห้าง หมายถึงผู้หญิงที่ผัวทิ้ง แล่นขึ้นแล่นลง เที่ยวเกะกะระราน นินทาว่าร้ายคนอื่น เป็นพระสงฆ์ วินัยบ่อคอบ คือไม่ถือวินัย เป็นผีปอบ กินตับกินไต”

ได้ยินแล้วสะดุ้งครับ!

มันก็สอดคล้องกันกับคำว่า

“เป็นนารีไม่มีศีล ก็สิ้นสวย, บุรุษด้วย ไม่มีศีลก็สิ้นศรี,  เป็นนักบวช ไม่มีศีลก็สิ้นดี, เป็นข้าราชการ ศีลไม่มีก็หยาบคาย”

คนที่เป็นพระสงฆ์ ต้องมีศีล ก็คือธรรมของสงฆ์นั่นแหละ!

“โบราณเขาว่า ช้างใหญ่ตายเพราะมดแดงน้อยตัวเล็กๆ นกยูงมันรำแพน มันลำพองว่ามันใหญ่ มันสวย มันดีเด่นกว่าตัวอื่นๆ ปลากัดมันพึง “พึง” ภาษาอีสานหมายถึงมันทำตัวใหญ่ ลำพองตัว คืออย่าหยิ่ง อย่าจองหอง อย่าทนงตัว”

“มนุษย์เราต้องทำตัวให้ต่ำ ทำใจให้สูง คือความเชื่อฟัง บางทีผู้ใหญ่เขาเตือน เขาสอนเรื่องง่ายๆ ธรรมดาๆ เล็กๆ น้อย ขอร้องเรื่องง่ายๆ เช่นผู้ใหญ่เตือนว่า ระวังนะ มีสาวๆ หน้าห้อง ต้องระวัง ไปไหนมาไหนด้วยกัน ผู้หลักผู้ใหญ่เตือนด้วยความหวังดี

“อันกุญชรช้างแนวสูงศักดิ์ใหญ่ ตายยอดมดแดงน้อย แนวนั้นก็หากมี คนเราหลายครั้งมักจะเป็นอย่างนี้ หากไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่”

“เราเป็นเด็กน้อย ประสบการณ์ไม่มีอะไรเลย ผู้ใหญ่เขามีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมา จนเป็นที่เคารพนับถือยอมรับของคนทั่วไป เขารู้ดีและเป็นห่วงเรา จึงพูดเตือนสอนไว้ เพื่อความดี ความปลอดภัย ผู้น้อยทั้งหลายต้องฟัง”

“ความนอบน้อมเชื่อฟัง นี่สำคัญ!”

“หลายคนพัง เพราะไม่เชื่อฟัง!”

ความเป็นอีสาน (Esanness)

“ความเป็นสงฆ์อีสาน หมายถึง 1 เรื่องพื้นที่เราอยู่ติดต่อใกล้ชิดกัน 2 ภาษาคือเรามีภาษาเดียวกัน คือภาษาอีสาน สำเนียงเดียวกัน พูดจากันง่าย เข้าใจกันดี อีกอย่างหนึ่งคือ 3 วัฒนธรรมเดียวกัน ความชื่นชอบ ภูมิหลังแบบเดียวกัน มีรากเง้าคล้ายกัน ประวัติความเป็นมา จากรากเหง้าเป็นผู้รับใช้คุณพ่อมิสชันนารี เช่น เลี้ยงม้า ทำนาให้ท่านบ้าง เป็นลูกกำพร้าที่พ่อเก็บมาเลี้ยง เป็นทาสเคยเป็นผู้ที่พ่อไถ่ทาสมาเป็นอิสระ เป็นตระกูลนักเลงหัวไม้ หนีเจ้าหน้าที่บ้านเมือง คนที่มีอิทธิพล หรือคนที่โดนข้าราชการรังแก โดนกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้าย เพื่อยึดที่ดิน ทรัพย์สินไป พวกนี้ก็หนีร้อนมาพึ่งเย็น เข้ามาพึ่งมิสชันนารี และเรื่องความเป็นญาติพี่น้องกัน ก็มีบ้างเหมือนกัน

สมัยก่อนนั้น คุณพ่อมิสชันนารีมีอิทธิพลมาก “เขตมิสชันนารีเหมือนมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต” เหมือนมีอภิสิทธิ์ในการปกครองดูแลชุมชนของตนเอง ใหญ่โตมาก นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าราชการไทยรังเกียจมิสชันนารี ฝรั่งเศส และศาสนาคริสต์”

“ครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณ 50-60 ปีแล้ว สมัยนั้นผมยังเป็นเด็ก ยังจำได้ดี มีพิธีแห่ศีลมหาสนิทที่บ้านท่าแร่ มีตำรวจหนุ่มคนหนึ่งมาแซวผู้สาวในระหว่างพิธี พระคุณเจ้าบาเยต์ซึ่งเพิ่งมาแทนคุณพ่อยอแซฟ กอมบูริเออ ให้คนไปว่ากล่าวตักเตือนตำรวจคนนั้น แต่มันไม่ฟัง คุณพ่อบาเยต์เลยตบสลบเลยนะ โอ้ย...กลายเป็นเรื่องใหญ่เลย ข้าหลวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดจะมาเอาเรื่อง คุณพ่อบาเยต์ต้องไปอาศัยกงสุลฝรั่งเศส ที่สุดตำรวจต้องมากราบขอโทษคุณพ่อ”

“คุณพ่อมิสชันนารีจึงเป็นที่พึ่งของคนที่ตกระกำลำบาก คนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น โดนรังแกจากข้าราชการ ก็มี พวกข้าราชการจึงเกลียดชังชาวฝรั่งเศสมาก”

ลึกๆ กับความรู้สึกด้อย

คนอีสานรู้สึกว่า คนภาคกลางดูถูกคนอีสาน เหมือนกับคนลาว คนเขมร ที่รู้สึกว่าคนไทยดูถูกเขา ว่าเป็นคนไม่เจริญ ยากจน เหมือนกับพวกปกาเกอะญอ ชาวเขา กับคนไทย คนไทยคิดว่าตนเองเหนือกว่าเขา เขายากจนกว่า ไม่ทันสมัย ไม่รู้หนังสือ ฯลฯ ความรู้สึกนี้ ยังมีอยู่ ฝังลึกอยู่บ้าง แต่ก็อาจจะไม่รุนแรงมากนัก

คำพูดบางคำยังมีอยู่ “ไอ้ลาว ไอ้เสี่ยว ...” มันสะท้อนอะไรบางอย่างนะ

มุมมองการสัมมนาสงฆ์อีสาน

ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการสัมมนาพระสงฆ์มากว่า 30 ปี บางช่วงลาออกไป เขาก็เลือกเข้ามาเป็นอีก ก็อยากจะมอบต่อให้น้องๆ บ้าง แต่ที่สุดก็ต้องทำใจ คิดว่ารับใช้เพื่อนพระสงฆ์

“วัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ คือต้องการให้พระสงฆ์ในอีสานมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เดียวนี้ไม่ค่อยรู้จักกัน เมื่อไม่รู้จักกัน ความรัก ความร่วมมือก็ไม่มี แต่ถ้าเรารู้จักกัน ก็เข้าใจ ก็รักกัน ให้อภัยกัน ก็ร่วมมือกัน มันก็ง่าย”

“แต่ก่อนเราเน้นวิชาการหนักๆ คนไม่ค่อยมา หลายคนต้องการสบายๆ สนุกๆ รู้สึกผ่อนคลาย เพราะชีวิตประจำวันมันเครียด และหนักอยู่แล้ว ดังนั้น จึงอยากให้การสัมมนาเป็นเรื่องเบาๆ

อีกอย่างหนึ่งคือ 4 สังฆมณฑลอีสานเราเคยมีบ้านเณรเดียวกันที่ท่าแร่ เราเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแน่นเหนียว เมื่อแต่ละสังฆมณฑลแยกออกไป อุบลแยกไป อุดรแยกไป ก็ทำให้ไม่รู้จักกัน คิดว่าอันนี้มีส่วนสำคัญ ที่จริงการแยกบ้านเณรไปนั้น สมัยนั้นมีความคิดเพียงว่าอยากให้เณรของตนเองติดดิน เหมาะกับตนเอง ที่จริงแล้วในภาคอีสานทั้งหมดก็ไม่ได้แตกต่างกัน มันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ ผมเคยพูดนะ…”

จะรวมกันจะมีอีกไหม?

ความรู้สึกที่จะรวมกันยังมีนะ สมัยที่จัดที่วิทยาลัยครู จัดที่อุบลฯ มีคนพูดว่า อยากให้มีบ้านเณรเล็กแห่งเดียวกันในอีสานอีกครั้งหนึ่ง บ้านเณรหนึ่งมีพระสงฆ์ 2 องค์ ถ้ารวมกันก็มีพระสงฆ์เพียงสังฆมณฑลละองค์ก็พอแล้ว จะเป็นการประหยัด และการอบรมก็จะดีด้วย ช่วยกันได้มาก

หลักการนั้นมันดีตามตัวหนังสือ แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นอย่างนั้น!

ผมถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่งนะ!

มาถึงวันนี้ ความใกล้ชิด การรู้จักกัน ความช่วยเหลือกันก็น้อยลง อยากให้ “เพื่อนสงฆ์” ของเรา พยายามช่วยกันส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ทั้งระดับประเทศเลย

ชีวิตเทศน์ นักพูด ปากกล้า

เมื่อคุณพ่ออยู่ในกลุ่มไหน ก็มักจะเป็นดาวในวงสนทนา และเรียกเสียงเฮเสียงฮาได้ตลอด เมื่อขึ้นธรรมาสน์ จับไมค์โครโฟน ไม่ต้องมีโฉนดในมือ พูดจากประสบการณ์ ที่สำคัญพูดจากใจ

แม้บางครั้งผู้ฟังจะหัวเราะปากค้าง ทั้งๆ ที่โดนด่า!

เพราะอ้างคำผญา..ปราชญ์อีสานเขาว่าไว้! ไม่ใช่ผมว่า...!!!

เมื่อทุกวันนี้ คนอีสานอพยพโยกย้ายไปทำมาหากินกันทั่วทุกภาค ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก พระสงฆ์อื่นๆ ก็อาจจะสื่อสารกันไม่ถึงจิตถึงใจ หลายๆแห่ง จึงนึกถึง

“พ่อตุ๊.....ช่วยหน่อย”

“ผมมีโอกาสไปภาคเหนือ 2-3 ครั้ง ไปเทศน์กับพี่น้องที่เขามาเชิญ เช่น ที่แจ้ห่ม ลำปาง เป็นคนอีสานอพยพไปอยู่ที่นั่น เขาก็มาเชิญไปเทศน์ เขามีฐานะดี ไม่ยากจนอะไร วัดของคุณพ่อสุเทพ ภูผา รุ่นเดียวกันกับผม ที่หาดแตง เลยเขาทาร์บอร์ กาญจนบุรีไป มีชาวบ้านอพยพมาจากอีสานไปอยู่ที่นั่น เขาก็เชิญให้ผมไปพบไปพูดกัน”

เมื่อไปพบกัน ก็พูดจาอีสานด้วยกัน ก็รู้สึกใกล้ชิดอบอุ่น

“วิถีชีวิตอย่างหนึ่ง คนลาว คนอีสานบางคน มองอะไรไม่ไกล สายตาสั้น เป็นคนง่ายๆ เล่นพนัน เล่นหวย เจอะผีเผ่า เจอะข้าวกิน สุกเอาเผากิน ไม่ค่อยลึกซึ้ง ชอบกินเหล้า ชอบไก่ชน ชีวิตชอบสนุกสบายๆ อาจจะรวมทั้งคนไทยเราด้วยก็ได้นะ”

“Easy going people- A la Laotian -แบบลาวๆ”

“แต่ก็ไปวัดไปวา แก้บาปรับศีลกันดีนะ!”

เพื่อนร่วมรุ่น

ผมไปเรียนต่อที่บ้านเณรปีนัง ค.ศ.1970-1975 รุ่นท้ายๆ แล้ว

ผมอยู่รุ่นเดียวกัน กรุงเทพฯ ก็มีคุณพ่อประสาน คูรัตนสุวรรณ ราชบุรี พระคุณเจ้าปัญญา กฤษเจริญ คุณพ่อสุเทพ ภูผา คุณพ่อปรีชา พลอยจินดา ส่วนคุณพ่อ สุรพล เนื้อจีน เป็นรุ่นพี่ 1 ปี คุณพ่อวิชัย แสนสุดสวาท เสียดายแกตายซะก่อน เป็นนักบาสเก็ตบอลเก่งมาก  อุบล มีคุณพ่อไพศาล ใจดี คุณสำราญ พันธุ์วิไล รุ่นพี่แต่มาอยู่รุ่นเดียวกัน คุณพ่อวรวิทย์ เวียรชัย ก็เลาๆ นี้แหละนะ

ที่ปีนังจะมีเพื่อนฝูงมาก เป็นคนมีน้ำใจ เสียสละกับเพื่อนๆ และชีวิตสมถะ  เป็นคนชอบกีฬาชกมวยและชอบซ้อมมวยและเล่นฟุตบอล เห็นหุ่นก็พอรู้ อีกอย่างเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย

เมื่อดูลายชื่อและอายุแล้ว ถือว่ารุ่น “พ่อตุ๊” ล้วนเป็น “พ่อตู้!”

บ้านเณรฟาติมา ท่าแร่

เปิดรับเณร ค.ศ.1954 คุณพ่อยอแซฟ อินทร์ นารินรักษ์ เป็นอธิกาคนแรก มีเณรคนแรกคือคุณพ่อเสงี่ยม ศรีวรกุล และต่อมาคุณพ่ออธิการเป็นชาวต่างประเทศ คือ คุณพ่อเลอดึก คุณพ่อจักแมง คุณพ่อบริสซอง (ผู้น้อง) คุณพ่อกิลแมง คุณพ่อโกสเต และคุณพ่อมังซุย เป็นช่วงที่กำลังเปลี่ยนถ่ายจากฝรั่งเป็นคนไทย

ผมอยู่บ้านเณร 5 ปี คุณพ่อคายน์ (ต่อมาเป็นพระคุณเจ้า) แสนพลอ่อน สมัยท่าน 3 ปี และคุณพ่อกมล เสมอพิทักษ์ อธิการ สอนอยู่ 2 ปี ตั้งแต่ ค.ศ.1977-1982 มีสามเณรลือชัย ธาตุวิสัย วันนี้เป็นพระสังฆราชแล้ว อยู่ในสมัยนั้นด้วย ดร.กรไกล พิลาจันทร์ ท่านเป็นใหญ่เป็นโตกันไปแล้ว

ผมสอนภาษาอังกฤษให้เณรทั้งหมด 22 คาบ ในหนึ่งอาทิตย์

“โอ้ย... เกือบตาย!”

สมัยนั้นมีเณรมากกว่า 200 คน จึงเป็นครั้งแรกที่มีเณรไป-กลับด้วย เพราะบ้านเณรมีที่ไม่พอ โดยเป็นเณรบริเวณบ้านท่าแร่ใกล้ๆ บ้านเณร

สมัยนั้นบ้านเณรชื่อโรงเรียนวรธรรมพิทยาคาร แยกจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟ ต่อมาเมื่อบ้านเณรเรียนรวมกันที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ ก็ยกเลิกโรงเรียนวรธรรมฯ ไปประมาณ ค.ศ.1974

ทุกวันนี้คือบ้านเณรฟาติมา!

หลักการทำงานและชีวิต

ตลอดเวลาที่ได้มีโอกาสพูดคุยกันพักใหญ่ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ อย่างมีความสุข และผสมคำคม คำผญาทั้งภาษาไทย ภาษาอีสาน เป็นทั้งเนื้อหาสาระ และน้ำจิ้ม เมื่อถามถึงหลักการทำงาน คุณพ่อบอกว่า

“ผมพยายามทำสิ่งที่ยากให้มันง่าย ทำสิ่งที่มันลึกๆ ให้มันตื้น ทำสิ่งที่ไกลๆ ให้มันใกล้” ผมพยายามทำอย่างนี้ สำหรับพระสงฆ์ และเมื่อเวลาอยู่กับชาวบ้านด้วย และผมเองไม่ใช่นักวิชาการอะไร พูดจากประสบการณ์ชีวิต จากสิ่งที่เราเป็น

ชีวิตเราจะมีความสุข เราช่วยทำให้คนอื่นเขามีความสุข แม้สิ่งเล็กน้อย บางทีเล็กน้อยสำหรับเรา แต่สำหรับเขามันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องน้ำใจ

เมื่อต้องแนะนำตัวเอง คุณพ่อมักจะพูดชัดเจน เพื่อความเป็นกันเอง และเรียกเสียงหัวเราะได้ทุกนัด

“ผมพ่อตุ๊ ชื่อจริง สุพล ยงบรรทม คนท่าแร่ ผมคนกินหมา!”