รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

พระพรของพระเป็นเจ้าที่ประทานให้แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนเป็นประกาศก บางคนเป็น “ครูบาอาจารย์” ชีวิตของคุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส เกือบตลอดชีวิตเป็นอาจารย์สอนที่บ้านเณรใหญ่ปีนัง และบ้านเณรใหญ่แสงธรรม งานอภิบาลตามวัดกลายเป็นส่วนประกอบในชีวิต

ความจำและความแม่นยำ ความละเอียดลออ สำหรับอาจารย์ต่อลูกศิษย์เป็นสิ่งที่ดี แต่วันเวลาอาจจะกลายเป็น “คนจู้จี้”

นอกจากความรอบรู้เรื่องพระคัมภีร์ และความรู้รอบตัวแล้ว ยังต้องถือว่า “เป็นมือหนึ่ง” เรื่องการแปลเอกสารของพระศาสนจักร จากภาษาละตินเป็นภาษาไทย ที่เป็นทางการและความน่าเชื่อถือ ถ้ามีชื่อคุณพ่อกำกับ เป็นการรับรองไปในตัว ปีนี้คุณพ่อได้รับตำแหน่งทางวิชาการเป็น “ผศ.” พร้อมกับพระสงฆ์รุ่นลูกศิษย์อีก 2 คน

นักวิชาการรุ่นเดียวกัน แหย่เล่นๆ ว่า “Thasanai the Great”

ปีพระสงฆ์ เป็นปีที่ระลึกถึงนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ซึ่งเป็นศาสนนามของคุณพ่อด้วย ทำให้รู้สึกอะไรๆ ก็ลงตัวพอดี

วัยเด็ก ความเป็นมาของกระแสเรียก

“ในครอบครัว ผมเป็นลูกคนหัวปี มีน้องๆ อีก 9 คน บราเดอร์ทินรัตน์ เป็นคนที่ 6 น้องคนที่ 5 ตายไปก่อนแล้ว และเหลือเพียง 9 คน ที่ยังมีชีวิตอยู่”

บิดาชื่อ ทวน มีพี่น้องกัน 3 คน คือ เทียม เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ และน้องชายชื่อ ทบ สมัครไปเป็นนักบวชคณะฟรังซิสกัน แต่ยังไม่ได้บวช ก็ตายเสียก่อนที่ฝรั่งเศส

มาสเตอร์บรรณา ชโนดม อดีตครูใหญ่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก มีศักดิ์เป็น “ลุง” เพราะเป็นพี่ชายของแม่ส่วนครูรุจิรา ชโนดม อดีตครุใหญ่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ มีศักดิ์เป็น “น้า” เพราะเป็นน้องของแม่

“แม่บอกว่า ถ้าสงครามฯ เลิกเมื่อไหร่ จะส่งไปดัดสันดานที่โรงเรียนประจำ หลังสงครามคุณพ่อคุณแม่ก็ส่งไปเป็นนักเรียนประจำอยู่ที่โรงเรียนสารสิทธิ์ บ้านโป่ง ระหว่างอยู่ที่นั่นได้ใกล้ชิดกับพระสงฆ์และได้ฟังมิสซาทุกวัน ได้ร้องเพลงภาษาละติน ร้องเพลงวัด  ทำให้อยากเข้าใจภาษาละตินที่เราร้อง และคนที่จะเข้าใจได้ก็ต้องเป็นเณรเป็นพระสงฆ์เท่านั้น”

พระคุณเจ้าปาซอตตีของราชบุรีก็อยากให้เป็นเณรของสังฆมณฑล คุณพ่อซาเลเซียนก็อยากให้เป็นเณรคณะซาเลเซียน แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร เมื่อเรียนจบ ม.2 ได้ไปเที่ยวศรีราชา และไปเที่ยวบ้านเณร ไปฟังมิสซาวันอาทิตย์ ได้เห็นเณรมาฟังมิสซาและสวดพร้อมกัน ดูศรัทธาดี เลยคิดว่าอยากจะมาเป็นเณรที่ศรีราชา และมีเพื่อนๆ อีก 2-3 คน ก็อยากจะไปด้วย จึงไปปรึกษากับคุณพ่อแเปรูดง เจ้าอาวาสวัดอัสสัมชัญ และมีคุณพ่อสวัสดิ์ กฤษเจริญ เป็นผู้ช่วย และที่สุดได้นั่งรถบัสของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรักไปศรีราชา ออกเวลาตี 5 ไปถึงบ่าย 4 โมง ไปข้ามแม่น้ำที่ท่าข้ามบางประกง เข้าเรียนชั้น ม. 4-6  จากบ้านเณรดาราสมุทรต้องเดินไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา สมัยคุณพ่อมีเชล มงคล (อ่อน) ประคองจิต เป็นอธิการ เมื่อจบ ม.6 แล้วก็เรียนภาษาละตินและภาษาฝรั่งเศส รวม 3 ปีครึ่ง ก็เหมือนกับพวกเณรคนอื่นๆ”

คุณพ่อจำเนียร กิจเจริญ เข้าปีเดียวกัน แต่เขาเข้า ม. 1 ปีต่อมา ท่านสังวาลย์ ศุระศรางค์ก็มาเข้า

ค.ศ.1953 คุณพ่อมีเชล อ่อน ประคองจิต อธิการบ้านเณร ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราช และคุณพ่อเคียมสูน นิตโย (พระคุณเจ้ายวง นิตโย) มาเป็นอธิการแทน ในปีนี้เองสามเณรฮั่วเซี้ยง (พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู) ได้ไปศึกษาต่อที่กรุงโรม

ค.ศ.1954 ผมก็ตามไป ไปเครื่องบินรุ่น ดีซี. 6 จุคนได้ประมาณ 60 คน ต้องไปค้างที่เมืองการาจี และไซปรัส และถึงสนามบินชัมปีโน ที่กรุงโรม ต้องใช้เวลา 2 คืน 3 วันกว่าจะถึงกรุงโรม มีสามเณรฮั่วเซี้ยงและสามเณรบรรจง (พระคุณเจ้ายอแซฟ บรรจง อารีพรรค) มาคอยรับ

เป็นครั้งแรกที่ขึ้นเครื่องบิน ไปคนเดียว กลัวมาก ยิ่งมองไปที่ใบพัด และบินถึงอ่าวเบงกอล กลัวมาก...(เหอะๆๆ) จะลุก จะนั่ง จะกิน จะนอน จับช้อนส้อม กินอาหารยังไม่ถูกเลย ต้องคอยจ้องๆ มองๆ คนอื่นเขา...(เหอะๆๆ) มันตื่นเต้นและกลัวทำผิด กลัวปล่อยไก่

“เรียนอยู่ที่นี่ซึ่งเป็นบ้านเณรนานาชาติ ค.ศ.1954-1960 เป็นเวลา 7 ปี ปลายปี ค.ศ.1960 พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้เสด็จเยือนวาติกัน วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.1960 และพวกเราเณรไทย ได้เข้าเฝ้าพร้อมกันที่สถานทูตไทยในกรุงโรม รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก ที่ได้มีโอกาสต้อนรับอย่างใกล้ชิด”

เพื่อให้แน่ใจ คุณพ่อชี้ให้ดูรูปขาวดำ ขยายเข้ากรอบอย่างดี แขวนไว้ที่ข้างฝาห้อง ผมลุกขึ้นไปดูให้เห็นชัดๆ ในภาพนั้นมีพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินีประทับอยู่ตรงกลาง ห้อมล้อมด้วยผู้ติดตามและคนไทยที่ไปร่วมงาน และมีเณรไทยอยู่ด้วยหลายคน

สองปีสุดท้าย ได้รับเลือกเป็นคอนดักเตอร์ มีเณรทั้งหมด 250 คน จาก 50 ประเทศ เรื่องภาษาที่ใช้ก็มีภาษาละติน ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเรียนไปก่อนแล้ว และก็เรียนภาษาอิตาเลียน และพยายามหัดพูดภาษาอังกฤษ เรียนพิมพ์ดีด อ่านหนังสือวรรณคดี

เพื่อนที่บวชด้วยกัน 34 คน หลังวาติกัน

ค.ศ.1958 เมื่อพระคาร์ดินัลรอลคัลลี แห่งเวนิซ ได้รับเลือกตั้งเป็นพระสันตะปาปายอห์น 23 วันที่ 28 ตุลาคม ต่อมาเดือนหนึ่ง วันที่ 29 พฤศจิกายน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมพวกเรา และสิ่งที่พวกเณรเรารู้สึกประทับใจมากคือ พระองค์ได้ตรัสเล่นๆ กับพวกเณรว่า

“บ้านของเราอยู่ตรงข้ามกัน หน้าต่างตรงข้ามกัน เปิดหน้าต่างก็มองเห็นกันแล้ว”

ถือว่าเป็นครั้งแรก และเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่เสด็จออกนอกวาติกัน หลังจากนั้นพระองค์ก็จะเสด็จออกไปนอกวาติกัน ในกรุงโรม และที่อื่นๆ ตามมาอีกหลายแห่ง

มีธรรมเนียมสำหรับพวกเณรโปรปากันดาอย่างหนึ่งคือ ระหว่างปิดเทอม ต้องไปพักที่วิลลา อยู่ใกล้กับกัสเตล กันดอลโฟ ที่ประทับฤดูร้อนของพระสันตะปาปา ซึ่งทุกปีพวกเณรต้องไปพักที่นี่กันทุกคน เป็นช่วงที่เณรมีอิสระอย่างเต็มที่ ใครอยากเรียน อยากอ่านหนังสือ เล่นกีฬา ฯลฯ ก็ทำได้ตามสบาย และวันพฤหัสฯ สามารถออกไปข้างนอกบ้าน พวกเณรจะพักอยู่ที่นี่นาน 3 เดือน

สำหรับการศึกษาของบ้านเณรโปรปากันดา มีธรรมเนียมว่าวันที่ 15 สิงหาคม จะมีพิธีบวชอนุสังฆานุกร(Subdiaconus) วันที่ 29 กันยายน ภาคเช้า จะมีพิธีบวชสังฆานุกร (Didaconus) และภาคบ่าย พระสันตะปาปาจะเสด็จเยี่ยมบ้านเณร พบปะกับพวกเณร อธิการให้พวกเราโดยเฉพาะผู้ที่รับศีลบวชได้เข้าเฝ้าพระสันตะปาปา พระองค์ตรัสกับพวกเราว่า “…ต่อจากนี้ไป พวกเธอไม่ใช่เป็นคนอิสระแล้วนะ”

หลังจากบวชสังฆานุกรแล้ว รุ่งขึ้นพวกเราก็จะกลับกรุงโรม เข้าเรียนต่อ!

พวกเณรไทยเวลานั้น สังฆมณฑลราชบุรีมี คุณพ่อวิโรจน์ อินทรสุขสันต์ คุณพ่อสมบูรณ์ แสงประสิทธิ์ จันทบุรี มีคุณพ่อแหวน ศิริโรจน์ พระคุณเจ้าพเยาว์ มณีทรัพย์ คุณพ่อสมศักดิ์ นามกร กรุงเทพฯ มีพระคาร์ดินัล มีชัย กิจบุญชู อาจารย์ กีรติ บุญเจือ พระคุณเจ้าสังวาลย์ ศุระศรางค์ ท่าแร่ฯ มี คุณพ่อเสงี่ยม ศรีวรกุล คุณพ่อพิชิต ศรีอ่อน อุบลฯ มีคุณชาตรี ถาวร

หลังบวชเมื่อกลับบ้าน

ได้รับศีลบวช วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.1960 พร้อมกับเพื่อนๆ 34 องค์

หลังจากบวชแล้ว เมื่อกลับมาประเทศไทย พระคุณเจ้าหลุยส์ โชแรง ได้มอบหมายให้เป็นผู้ช่วยอยู่ที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ 3 เดือน ต่อมาย้ายไปอยู่ที่บ้านเณรศรีราชา 3 ปี ค.ศ.1963-1965 สมัยพระคุณเจ้ายวง นิตโย เป็นอธิการ และ ค.ศ.1965 ท่านยวงได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราช เพราะพระคุณเจ้าหลุยส์ โชแรง มรณภาพ คุณพ่อฟรังซิสเซเวียร์ ทองดี กฤษเจริญ มาเป็นอธิการแทน

ค.ศ.1963 เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ รถบรรทุกไข่ไก่ของที่บ้านเข้ากรุงเทพฯ เกิดคว่ำที่สมุทรปราการ ต้องพักรักษาตัวอยู่พักหนึ่ง คุณพ่อเขาเป็นคนไม่เคร่งครัด ใจดีกับพวกเณรมาก เพราะพ่อเวลานั้นก็ยังหนุ่ม คนเคร่งมาก บอกให้พ่อไปพักรักษาตัวสักระยะหนึ่ง เพราะเขาคิดว่า  “พ่อคงเพี้ยนไปแล้ว”

ค.ศ.1965 ท่านให้ไปอยู่ลำไทร พักอยู่เพียง 3-4 เดือน ไม่ค่อยมีอะไรทำ อาทิตย์หนึ่งก็กลับมาพักที่วัดกาลหว่าร์ อยู่กับท่านมีชัย กิจบุญชู อยู่ได้ไม่นาน คุณพ่อทองดี กฤษเจริญ ตายกะทันหัน พระคุณเจ้ายวง ได้แต่งตั้งให้ท่านมีชัยเป็นอธิการบ้านเณรยอแซฟ ได้อยู่ที่วัดกาลหว่าร์กับท่านเพียง 2 เดือน แต่ท่านเองมาอยู่ได้ 7 เดือน คุณพ่อกิมฮั้ง แซ่เล้า ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าวัดแทน ผมก็อยู่กับพ่อกิมฮั้งที่วัดกาลหว่าร์ต่อมา

ค.ศ.1968 ย้ายไปอยู่ที่วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ สามเสน กับคุณพ่อบุญเลิศ ธาราฉัตร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส

เริ่มต้นชีวิตอาจารย์ตัวสำรอง

ระหว่างนั้นทางบ้านเณรปีนัง ต้องการหาอาจารย์คนไทยไปช่วยสอน ความจริงทางโน้นเขาระบุว่าอยากได้คุณพ่อสนัด วิจิตรวงศ์ แต่คุณพ่อไม่อยากไป ก็ใช้วิธีไปล็อบบี้ อธิการทางโน้นให้เขียนจดหมายมาระบุชื่อพ่อเลย

พระคุณเจ้ายวงได้เรียกไปพบ บอกให้พ่อไปสอนเรียนที่บ้านเณรปีนัง เราก็นบนอบท่าน มีกำหนด 2 ปี เวลานั้นมีคุณพ่อชนะ สมานจิต สอนอยู่ก่อนแล้ว สอนเป็นภาษาอังกฤษ ช่วงแรกลำบากมาก ต้องเตรียมสอนหนักมาก เพราะเราเรียนมาเป็นภาษาลาติน แต่มาสอนเป็นภาษาอังกฤษ และให้สอนเรื่องพิธีกรรม ชั้นปีที่ 6 เป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว เมื่อจบครบ 2 ปีแล้ว ก็ต้องสอนต่ออีก รวมเป็น 4 ปี (ค.ศ.1969-1972)

เวลานั้นมีเณรทั้งหมด 60 คน มีคนไทยครึ่งหนึ่งแล้ว!

ช่วงนั้นสภาพระสังฆราชฯ ของไทยเรากำลังจะเปิดบ้านเณรใหญ่ พ่อได้เรียนถามพระคุณเจ้ายวงตรงๆ ว่า “อยากให้กลับมาสอนที่บ้านเณรใหญ่ของเราไหม? ถ้าจะให้มาเป็นอาจารย์ ก็ขอไปเรียนต่อก่อน เพราะที่ผ่านมา

เราเรียนมาไม่ใช่เพื่อเตรียมตัวมาเป็นอาจารย์ เรียนมาแบบกว้างๆ ทั่วๆ ไป ไม่เพียงพอสำหรับเป็นอาจารย์ ก็ขอไปเรียนพระคัมภีร์ เพราะเราก็ชอบอยู่แล้ว ท่านก็อนุญาตให้ไปเรียน ได้เรียน 2 ปีครึ่ง เรียนที่สถาบันบีบลีกุม กรุงโรม อิตาลี .ค.ศ. 1973-1976

ค.ศ.1976 กลับมาก็เข้าประจำบ้านเณรแสงธรรมเลย ได้เริ่มสอนวิชาพระคัมภีร์มาตลอด ถือว่าเป็นอาจารย์ที่สอนนานที่สุดองค์หนึ่งเวลานี้ ใกล้ๆ กับคุณพ่อยัง ดังโตแนล คุณพ่อชุมพา คูรัตน์ ฯลฯ รวมทั้งหมด 34 ปี

ดังนั้น จึงพูดได้ว่าสามเณรที่บ้านเณรแสงธรรมจำนวน 34 รุ่น ไม่ต่ำกว่า 400 คน ล้วนเป็นลูกศิษย์ของคุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส ทั้งสิ้น

เวลานั้นผู้ที่สอนพระคัมภีร์ก็มี คุณพ่อสมศักดิ์ นามกร เพื่อนร่วมสำนักเดียวกัน

ลูกศิษย์ทั้งหลายยอมรับและทึ่งในความรอบรู้ ความละเอียด เก็บทุกเม็ดมิให้ตกหล่น จนบางครั้งรู้สึกว่า “อะไรจะขนาดนั้น”

เมื่อต้นปีมีข่าวจากวิทยาลัยแสงธรรมแจ้งว่า อาจารย์ที่สอนเรียน 3 ท่าน ได้รับตำแหน่งทางวิชาการ “ผศ.” ถึง 3 คน คุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส คุณพ่อไพยง มนิราช และคุณพ่อวัชศิลป์ กฤษเจริญ

ผมเลยถามความคิดเห็นและดีใจกับพระอาจารย์ด้วย

“รู้สึกเฉยๆ เราไม่รู้เรื่องอะไร เป็นเรื่องของวิทยาลัยแสงธรรม เขาจัดการของเขาเอง โดยส่วนตัวก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร”

พระคัมภีร์พันธกิจหลัก

งานที่ได้รับมอบหมายอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจสำคัญและต้องใช้ผู้ที่มีประสบการณ์ เรียนมาโดยเฉพาะ คือการชำระการแปลพระคัมภีร์ ฉบับคาทอลิก ซึ่งคุณพ่อเป็นผู้รับผิดชอบมาตั้งแต่แรก

“ได้เริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ.1992 มาถึงวันนี้ 18 ปีแล้ว จนกระทั่งวันนี้ใกล้จะเสร็จเต็มทีแล้ว เหลือเพียงประกาศกน้อย 10 องค์ ได้เริ่มมาอย่างต่อเนื่อง ตอนแรกๆ ก็มีหลายคนเป็นกรรมการอยู่ แต่ต่อมาก็มีคุณพ่อฟรังซิส ไกส์ และมีอาจารย์อีก 3 คน อ.จารุณี กองพลพรหม อ.วารุณี และอ.พรรณี ถ้าไม่มีพ่อไกส์ ก็อาจจะไม่เสร็จ เพราะเขามุ่งมั่น เอาจริงเอาจังและสม่ำเสมอ  งานนี้ต้องยกความดีให้คุณพ่อไกส์มากหน่อย”

หนังสือพระคัมภีร์ที่ได้แปลเสร็จแล้ว ก็ได้ทยอยพิมพ์เป็นส่วนๆ ให้นำไปใช้กันก่อน พร้อมทั้งเป็นการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ ด้วย

“ปลายปีนี้ โอกาสฉลอง 50 ปี ก็น่าจะเสร็จ มิฉะนั้น คนแปลคงเสร็จแน่!”

ผลงานด้านพระคัมภีร์

นอกจากสอนเรียนแล้ว ได้เขียนบทความลงในหนังสือแสงธรรมปริทัศน์ เกี่ยวกับพระคัมภีร์มาตลอด และได้รวบรวมพิมพ์เป็นเล่มบ้าง
ส่วนที่พิมพ์เป็นเล่มแล้ว ก็มี “แง้มมองพระคัมภีร์” เล่ม 1-2 และได้พิมพ์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายได้รวมเป็นเล่มเดียวกัน

50 ปีชีวิตสงฆ์

ตลอดชีวิตและหน้าที่สงฆ์ที่ผ่านมา หน้าที่อาจารย์อย่างต่อเนื่อง แม้ตามวัดอาจจะไม่โดดเด่นนัก

เมื่อถามถึงความรู้สึก ตลอดเวลา 50 ปีชีวิตสงฆ์ที่ผ่านมา

“รู้สึกเฉยๆ”

“โดยความตั้งใจ ก็พยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และไม่ได้ถือว่าตนเองมีความสำคัญอะไรนักหนา ก่อนที่เราจะเกิดมา โลกก็มีอยู่แล้ว และเมื่อเราตายไป โลกมันก็หมุนของมันต่อไป เราไม่ใช่คนสลักสำคัญอะไร”

“สำหรับปีพระสงฆ์ ก็ต้องขอบพระคุณพระเป็นเจ้า ที่โปรดให้เราทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ เราทราบดีว่าหน้าที่สงฆ์นี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เราต้องสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าเราไม่เหมาะสม แต่ต้องพยายาม ความผิดพลาดและความอ่อนแอเป็นเรื่องปกติ แต่การเข้าเงียบเป็นเครื่องช่วยเตือนสติเราตลอดเวลา นักบุญเปาโลบอกให้เราพยายามมองไปข้างหน้าตลอดเวลา พยายามทำแต่ละวันให้ดีที่สุด ถ้าคิดมากก็กลุ้มใจเปล่าๆ”

งานอภิบาลตามวัด เป็นอะไหล่

เมื่ออยู่ที่บ้านเณรแสงธรรม หน้าที่สอนเป็นหลัก แต่หน้าที่รองคืองานอภิบาล เสาร์-อาทิตย์ ก็เคยได้รับมอบหมายให้ไปช่วยงานวัดนักบุญหลุยส์มารีย์ บางแค และฉลอง 25 ปี ชีวิตสงฆ์ที่วัดนี้ นอกจากนี้ ยังไปช่วยงานอภิบาลที่วัดพระตรีเอกภาพ หนองหิน และวัดธรรมาสน์นักบุญเปโตร บางเชือกหนัง ในช่วงเวลาสั้นๆ

ชาวพระคัมภีร์ด้วยกัน

คนที่จะสามารถเรียนพระคัมภีร์ได้มีไม่มากนัก เพราะความยากในเรื่องภาษา โดยเฉพาะภาษาโบราณๆ แต่ในแวดวงพระคัมภีร์ ยังมีบรรดาคุณพ่อที่ได้ไปร่ำเรียนมาด้วยกัน เช่น

คุณพ่อสมศักดิ์ นามกร เป็นคนแรก ต่อมาก็มี คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร คุณพ่อ (บราเดอร์) อำนวย ยุ่นประยงค์ และพระคุณเจ้าลือชัย ธาตุวิสัย (จบปริญญาเอก) และล่าสุด คุณพ่อทัศนุ หัตถการกุล