คุณพ่อไวยากรณ์ สุขสวัสดิ์ ลูกวัดพระคริสตประจักษ์ เกาะใหญ่ อยุธยา เป็นเด็กวัด ครอบครัวอยู่ติดวัด ทุกคนในครอบครัวเป็นคนที่ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ ซิสเตอร์ที่มาดูแลวัด ดั้งเดิมมีเชื้อสายญวน “จา... มีหน้าที่ตีระฆัง” ลูกๆ ก็ต้องรับสนองเวลาบิดาไม่ว่าง เรียกว่าเป็น “ครอบครัว เลวี” แล้วบวก “ญวน” เข้าไปด้วย

เรียกได้ว่าทั้งครอบครัวมีความใกล้ชิดกับพระสงฆ์ สามเณร และซิสเตอร์ดี เพราะมีน้องสาวเป็นซิสเตอร์ด้วยคือซิสเตอร์วรรณวิมล สุขสวัสดิ์

ค.ศ.1969-1974 เข้าบ้านเณรนักบุญยอแซฟ สามพราน เรียนชั้น ม.ศ.1-ม.ศ.5 แล้วไปต่อที่บ้านเณรกลาง นครราชสีมา เข้าบ้านเณรใหญ่ แสงธรรม ค.ศ.1975 เป็นรุ่นที่ 4
สมัยนั้นคุณพ่อเสวียง ศุระศรางค์ เป็นเจ้าวัดเกาะใหญ่ และคุณพ่อฮั่วเซี้ยง กิจบุญชู (พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู) เป็นอธิการบ้านเณร

แม้นิสัยจะไม่ใช่เป็นคนเรียบร้อย แต่คุณพ่อก็เป็นคนน่ารัก น่าคบสำหรับเพื่อนๆ เป็นคนรักเพื่อน มีอะไรก็พูดกันตรงๆ

เรื่องกีฬาเล่นได้ทุกชนิด... เรื่องหมากรุก... แม้จะตัวเล็กๆ เป็นเด็กๆ แต่ฝีมือเทียบรุ่นสภากาแฟไม่แพ้ใคร ยิ่งในบ้านเณรแล้ว ต้องถือว่าเป็น “เซียนหมากรุก”

“ไอ้อู๊ด” “ไอ้แกรมม่าร์” “ไอ้ก้านยาว...” เป็นคำที่เพื่อนๆ เรียก ไม่มีคำหวานให้ระคายหู

เพื่อนๆ หลายคน แม้จะรู้จักกันมานานเป็นสิบปี “รู้หน้า แต่ไม่รู้ใจ”

วันหนึ่งวันนั้น วันที่ 31 มกราคม 2009 ได้คุยกันกับ “พ่ออู๊ด” ไวยากรณ์ สุขสวัสดิ์ ที่งานศพคุณพ่อคมทวน มุ่งสมหมาย ที่มรณภาพเมื่ออายุ 75 ปี และในวันนี้ได้พบกับพ่ออู๊ดอีกที่วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ หัวไผ่ โอกาสฉลอง 50 ปี พระคุณเจ้าเทียนชัย สมานจิต คุณพ่อสง่า จันทรสมศักดิ์ คุณพ่อเมธี วรรณชัยวงศ์ และฉลอง 25 ปี คุณพ่อประสาน พงศ์ศิริพัฒน์ และคุณพ่อสันติ สุขสวัสดิ์ ได้มีเวลาและมีโอกาสฟื้นความหลัง ทำให้รู้จักมากขึ้น

แต่... วันนั้นผมถามว่า “อู๊ด..เป็นญาติยังไงกับพ่อสันติ นามสกุลเหมือนกัน”

อธิบายซะยาว แต่จับใจความได้ว่า “คงเป็นญาติกันแหละ...แต่ทางไหนไม่รู้!”

ย้อนหลังยังงง แต่ทำใจได้

“ผมออกจากบ้านเณรใหญ่แสงธรรม เวลานั้นอยู่ปี 4 ด้วยความมึนงงต่อการตัดสินของผู้ใหญ่ เนื่องจากเพื่อนเอากระดาษคำตอบไปลอก และเหมือนกันคือ “ออกทั้งคู่”

ตอนนั้นเพื่อนๆ คือ คุณพ่อสุทศ ประมวลพร้อม และคุณพ่อศรีปราชญ์ ผิวเกลี้ยง พาไปส่งบ้านโดยข้ามเรือที่ท่าช้าง เพื่อกลับบ้านที่เกาะใหญ่ แต่ไม่ได้พูดอะไรกับทางบ้านมากนัก

ต่อมาผมได้มาขอพบพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู กราบเรียนให้พระคุณเจ้าทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและความตั้งใจของผม เมื่อพระคุณเจ้ารับทราบแล้วก็พูดว่า “คำตัดสินของมนุษย์อาจจะผิดพลาดได้ แต่ขอให้ไว้ใจในพระ ถ้าจะไปสมัครเข้าคณะอื่นๆ พ่อก็ไม่ขัดข้อง ไม่มีปัญหาอะไรนะ”

ตอนนั้นก็ยังงงกับตัวเอง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ได้มาสอนเรียนอยู่ที่โรงเรียนวิริยาลัยพักหนึ่ง (ปัจจุบันชื่อเซนต์ไมเกิ้ล) สมัยนั้นคุณพ่อพงษา สุภาษิต เป็นปลัดอยู่ ท่านก็ชวนให้มาสอน

หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อวิเชียร ลิขิตธรรม คณะพระมหาไถ่ ได้ไปเทศน์ที่วัดพระวิสุทธิวงส์ ลำไทร และคุณพ่อสุทศ กับคุณพ่อศรีปราชญ์ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นเณรอยู่ ได้ไปพบและเล่าเรื่องของผมให้ฟังว่า เขามีเพื่อนที่ทางบ้านเณรใหญ่ให้ออก ด้วยเหตุผลอย่างไร และปรึกษากับคุณพ่อว่าคณะมหาไถ่จะพิจารณารับไหม

คุณพ่อวิเชียรได้นำเรื่องไปเล่าให้อธิการเจ้าคณะในเมืองไทยฟัง คุณพ่อเลโอ เทรวิส ให้ไปอยู่กับคณะพระมหาไถ่ เป็นครูสอนเรียนอยู่สองปี เรื่องก็ยังเงียบๆ

“เพื่อนพี่ๆ บางคนใจร้อน ได้ถามทางผู้ใหญ่ว่าเรื่องของผม ผู้ใหญ่คิดยังไง ถ้ายังไม่มีคำตอบ ก็จะบอกกับผมว่า...อย่าเสียเวลาดีกว่า”

เพราะเวลานั้นเพื่อนรุ่นน้อง 3 คน กำลังเข้าเงียบ เข้านวกรับเสื้อกันแล้ว แต่ผมยังไม่มีวี่แววอะไรเลย เจ้าคณะที่กรุงโรมก็ยังไม่ตอบกลับมาว่าอย่างไรทั้งสิ้น เรื่องก็ยังเงียบอยู่

ในคืนก่อนวันที่พวกเขาจะรับเสื้อกันสามคน หลังจากพระคุณเจ้าดูฮาร์ทเทศน์เตรียมจิตใจให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

“คืนนั้นประมาณตีหนึ่ง มีคนมาเคาะประตูห้องนอนปลุกผมและบอกว่า อธิการใหญ่ที่กรุงโรมอนุญาตให้ผมรับเสื้อได้ ให้เตรียมตัวเลย พรุ่งนี้จะมีพิธีรับเสื้อพร้อมกัน”

“ผมก็ยังมึน....บอกตามตรงว่า ตั้งหลักไม่ทันเลย!”

“ผมยังไม่มีเสื้อ ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ได้เข้าเงียบร่วมกับเขา นึกว่าฝันไป คุณพ่อเล้ง โคธิเสน พาผมไปปลุกคุณพ่อริชาร์ด ธิลลี่ ตัวผอมๆ สูงๆ พอๆ กันกับผม และแจ้งให้ทราบว่าจะขอยืมเสื้อของคุณพ่อเพราะอธิการใหญ่ที่กรุงโรมอนุญาตให้ผมรับเสื้อได้ พอดีคุณพ่อธิลลี่มีเสื้อใหม่สำหรับจะใส่ในวันพรุ่งนี้ พอคุณพ่อทราบเรื่องว่าผู้ใหญ่ของคณะที่กรุงโรมอนุญาตให้ผมรับเสื้อได้ ท่านก็ดีใจสวมกอดผม และกล่าวว่า “ขอดีใจด้วย” แล้วให้ผมใส่เสื้อของท่านที่ยังใหม่อยู่ ผมยังใส่ไม่เป็น คุณพ่อต้องช่วยสอนและทดลองกันคืนนั้นเอง”

วันรุ่งขึ้น เมื่อเริ่มมิสซา คุณพ่อเล้ง เป็นพิธีกร แนะนำและเชิญชวนให้พี่น้องร่วมกันสวดเพื่อ “ผู้ที่รับเสื้อทั้ง 4 คนในวันนี้...!”

พอพระคุณเจ้าดูฮาร์ท ได้ยินคุณพ่อเล้งพูดว่า 4 คน ท่านทำมือให้รู้ว่า

“ไม่ใช่สี่ มีเพียงสามคนเท่านั้น!”

เนื่องจากพระคุณเจ้าดูฮาร์ทยังไม่ทราบ คุณพ่อเล้งจึงบอกให้พระคุณเจ้าทราบว่า ผู้ใหญ่ของคณะที่กรุงโรมอนุญาตให้ผมรับเสื้อได้แล้ว

พระคุณเจ้าก็ดีมาก ท่านขอโทษและบอกว่า “พ่อดีใจมากด้วย ไม่ทราบมาก่อนเลย”

ในวันรับเสื้อ ผมไม่มีญาติพี่น้องไปร่วมเลย ตัวคนเดียวจริงๆ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือและกะทันหันมาก รู้ตัวเพียงไม่กี่ชั่วโมง ญาติพี่น้องก็อยู่กันคนละทิศคนละทาง ผมรับเสื้อที่หนองคาย ส่วนคนอื่นๆ เขามีญาติพี่น้องไปร่วมพิธีกันหลายคน เพราะเขารู้ตัวและเตรียมตัวกันมาก่อน

ตอนเป็นนวก เขาห้ามสูบบุหรี่ แต่พอพ้นแล้วก็สูบได้ วันนั้น คุณพ่อไมเกิ้ล เช ซึ่งเป็นคนสูบบุหรี่ และผมก็สูบบุหรี่เหมือนกัน ตามกฎของคณะขณะที่อยู่ในนวก ห้ามสูบบุหรี่ แต่พ้นออกจากนวกแล้ว อนุญาตให้สูบได้ คุณพ่อเชเห็นว่าผมไม่มีใครเลย จึงเอาบุหรี่มาให้ผมหนึ่งคอตตอนมาวางให้ผมเลย  วันนั้นผมมีญาติคนเดียว คือ “พ่อเช”

ผมกลายเป็นคนที่ไม่เป็นไปตามกฎของคณะพระมหาไถ่เลย ไม่ได้เข้าเงียบก่อนรับเสื้อ ปกติเมื่อเป็นนวกและบวชเป็นสังฆานุกรแล้ว ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนจึงจะบวชเป็นพระสงฆ์ได้ แต่ผมรับเสื้อไม่กี่เดือนก็บวชเป็นพระสงฆ์เลย

คณะพระมหาไถ่ยกเว้นกรณีของผมหลายอย่างเลย

ผมไม่ใช่ลูกหม้อคณะพระมหาไถ่ ในรุ่นเดียวกันมีผมโด่เด่คนเดียว อายุก็แก่กว่าพวกน้องๆ หลายปี และรุ่นปีก็ห่างกว่าผม ผมต้องพยายามทำตัวไม่ให้ผิดแปลก ต้องปรับตัวอยู่ระยะหนึ่ง ทุกคนไม่มีอะไรแตกต่างจากคนอื่น

เมื่อไปอยู่ที่อื่นๆ ก็ทำหน้าที่รับผิดชอบให้ดี

ตอนอยู่บ้านเณรยอแซฟ เราได้รับการฝึกอบรมเรื่องหน้าที่ เรื่องความรับผิดชอบ การทำงาน มีเวร ฯลฯ และเรียนภาษาละติน ร้องเพลงละตินได้ เพลงมิสซาผู้ตาย อวยพร ก็ร้องได้ อ่านได้ พอมีอะไรพรรคพวกก็จะยกให้ผมช่วยรับไป

ผมอยู่ที่ศูนย์ม้ง เชียงใหม่ กม. 6 อยู่หลายช่วงรวมเวลา 7-8 ปีแล้ว มีเด็กอยู่ทั้งหมด 30 คน เดือนมกราคมก็จะมีคุณพ่อชาคริต แซ่ท้าว ซึ่งเป็นพระสงฆ์ม้งคนแรก จะมาดูแลศูนย์ม้งแทน

คุณพ่อแฮรี่ ทิล เป็นคนบุกเบิกไว้ตั้งแต่ ค.ศ.1969 เดิมคือบริเวณสำนักมิสซังฯ เวลานี้ ต่อมาได้ย้ายออกไปนอกตัวเมืองเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสม

ค.ศ.2009 สมัยพระคุณเจ้าวีระ อาภรณ์รัตน์ มีการโยกย้ายพระสงฆ์ที่เชียงราย และยังไม่พร้อม ผมจึงสมัครไปรักษาการแทนก่อน ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดแม่พระบังเกิด เชียงราย มีโรงเรียนสันติวิทยา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ดูแลพวกอาข่า 15 หมู่บ้าน บางหมู่บ้านมีไม่ถึง 100 คน บางหมู่บ้านมี 200 -300 คน

พระคุณเจ้าวีระให้เงินมาสองแสนบาทเพื่อสร้างวัดบนเขาแห่งหนึ่งชื่อวัดนักบุญแคทเธอรีน เป็นเงินบริจาคจากคริสตังคนหนึ่งที่มีศาสนนามนักบุญแคทเธอรีน

จากกรุงเทพฯ อยู่อีสาน และไปอยู่เชียงใหม่ ช่วงหนึ่งเมื่อขึ้นมาอยู่ที่เชียงใหม่ใหม่ๆ เกิดอาการผิวหนังลอก แดงไปทั้งตัว ต้องรักษาตัวอยู่พักใหญ่ ผ่านมาเกือบ 10 ปี อาการต่างๆ ก็จางหายไป “เหมือนเป็นปกติ”

“ครับ...อดีตเป็นสิ่งที่เราแก้ไม่ได้ แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตหักเหหรือราบเรียบ ล้วนเป็นแผนการของพระ”