ชีวิตเด็กบ้านนอก สุดชายแดนประเทศไทย ริมแม่น้ำโขง อำเภอเวียงคุก ไม่มีแม้แต่บ้านจะอยู่ ต้องอาศัยวัดอยู่ตั้งแต่เป็นเด็กจนวันบวช คำว่า “บ้าน” เป็นคำที่ไม่เข้าใจ

“เพื่อนสงฆ์” สัมผัสอีสานเหนือ นำชีวิตที่เหลือเชื่อของเพื่อนสงฆ์ของเรา ที่เห็นหน้า แต่ไม่เคยได้รับรู้ถึงชีวิตเบื้องหลังที่เจ็บปวด จนผ่านมาถึงวันนี้ วันเวลาผ่านมา คุณพ่อสมนึก สุทธิ กลายเป็น “พี่ใหญ่” ของสงฆ์สังฆมณฑลอุดรธานี ลูกหม้อต่อจากคุณพ่อมนู เพียรโคตร และคุณพ่อปรีดา โอนากูล ซึ่งจากไปด้วยความเสียดาย

ผมเป็นศิษย์เก่าแสงธรรมรุ่นที่ 9 สมัยคุณพ่อสมศักดิ์ นามกร เป็นอธิการ ในรุ่นเดียวกัน กรุงเทพฯ มีคุณพ่อวิชชุกรณ์ เกตุภาพ คุณพ่อสุวนารถ กวยมงคล คุณพ่อสุทธิ ปุคะละนันท์ คุณพ่อประทีป สุทธินาวิน คุณพ่อประทีป กีรติพงศ์ ฯลฯ อุบลฯ  คุณพ่อบุญเลิศ พรหมเสนา คุณพ่อวินัย ระติเดช ราชบุรี พระคุณเจ้าสิริพงษ์ จรัสศรี (เข้ารุ่นเดียวกัน แต่ช่วงปีที่สี่พัก ทำให้กลายเป็นรุ่นถัดไป) คุณพ่อสกล ปันฉาย คุณพ่อชูชาติ ประสูตร์แสงจันทร์ (มรณะวันที่ 6 พฤษภาคม 2005) รวมทั้งหมด 45 คน บวช 22 คน

เวลานี้ผมอยู่ที่วัดนักบุญยอห์น บัปติสต์ บึงกาฬ จังหวัดหนองคาย มีคริสตังประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่เป็นคนญวน มีโรงเรียนมหาไถ่ศึกษา เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงชั้น ป. 6 มีนักเรียน 800 คน มีซิสเตอร์คณะซาเลเซียนเป็นผู้รับผิดชอบ

วัย เด็กวัด ชีวิตที่เงียบเหงา

บ้านเดิมเกิดที่วัดแม่พระสายประคำ เวียงคุก เกิดในครอบครัวพุทธ แต่รายรอบไปด้วยครอบครัวคริสตัง ตอนเล็กๆ ผมเป็นไข้มาเลเรียเกือบตาย เพื่อนบ้านของพ่อแม่ก็บอกว่าถ้าล้างบาปแล้วจะหาย เขาก็ล้างบาปให้ แล้วผมก็หาย จึงกลายเป็นคริสตังคนเดียวในบ้านตั้งแต่เล็กๆ

ต่อมาไม่นานพ่อกับแม่แยกทางกัน ผมไปอยู่กับยาย ต่อมาไปอยู่กับป้า ไปอยู่กับปู่ ปู่จะให้บวชเณร พ่อทูนหัวของผมบอกว่าผมเป็นคริสตัง บวชไม่ได้ จึงปรึกษากับคุณพ่อเจ้าวัด คุณพ่อเจ้าวัดให้ผมมาอยู่ที่วัด สมัยคุณพ่อริชาร์ด ธิลลี่ (เวลานี้ไปเป็นธรรมทูตอยู่ไนจีเรีย) ท่านให้กินอยู่เป็นเด็กวัด และเรียนอยู่ที่นั่น

ผมเป็นลูกคนเดียวของแม่ ต่อมาแม่มีพ่อเลี้ยง เขาไม่สนใจผม เรียกว่าอยู่กับใครก็ไม่สะดวก ต่อมาแม่มีน้องอีก 4 คน กับสามีใหม่ เป็นน้องต่างพ่อกับผม

มีเณรคณะพระมหาไถ่จัดค่ายกระแสเรียก ผมอยู่ชั้น ม.ศ.3 แล้ว ได้สัมผัสชีวิตเณรครั้งหนึ่ง คิดอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน เพราะเห็นตัวอย่างของพระสงฆ์มิสชันนารี ท่านเป็นคนดีมาก ใจดี ช่วยเหลือคนมาก ทุ่มเทช่วยเหลือชาวบ้าน อยู่กับชาวบ้าน คนยากจน ห่างไกล ท่านเสียสละ เป็นชีวิตที่น่าสนใจ ตอนแรก จะเข้าคณะมหาไถ่แล้ว แต่คุณพ่ออธิการเห็นทางบ้านผม พ่อแม่ยังแต่งานไม่เรียบร้อย จึงให้ลองเข้าบ้านเณรพื้นเมืองของสังฆมณฑลอุดรฯ ก่อน เวลานั้นต้องไปเรียนที่บ้านเณรฟาติมา ท่าแร่ ชั้น ม.ศ.4-5 เรียนอยู่ 2 ปี สมัยพระคุณเจ้าคายน์ แสนพลอ่อน เป็นอธิการ มีคุณพ่อสุพล ยงบรรทม คุณพ่อกมล เสมอพิทักษ์ นี่แหละเป็นอาจารย์สอน

เวลานั้นมีเณรของท่าแร่ อุบลฯ นครราชสีมา และอุดรฯ เรียนอยู่ที่เดียวกัน

เข้าบ้านเณรกลางที่โคราช สมัยคุณพ่อสุรินทร์ ประสมผล เป็นอธิการ และเวลานั้น แม่และพ่อเลี้ยงได้ทำพิธีแต่งาน และล้างบาปเรียบร้อยแล้ว คุณพ่อธงชัย สุวรรณวิทย์เวช เป็นเจ้าอาวาส

ค.ศ.1980 เข้าบ้านเณรใหญ่แสงธรรม สมัยคุณพ่อสมศักดิ์นามกร และคุณพ่อวงศ์สวัสดิ์ แก้วเสนีย์ เป็นอธิการ ช่วงต่อกันสององค์

ในระหว่างที่เป็นเณร ตั้งแต่บ้านเณรเล็ก เวลาปิดเทอมผมกลับบ้านก็พักที่วัดตลอด กลายเป็นเด็กวัดจนกระทั้งเมื่อบวชเป็นพระสงฆ์

ผมบวชวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1987 พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร เป็นผู้บวช และอยู่กับคุณพ่อเลโอ แเทรวิส ที่วัดครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ โพนสูง หนองคาย มีสัตบุรุษถึง 4,000 คน มีโรงเรียนซึ่งเวลานั้นมีนักเรียน 400 คน เปิดสอนตั้งแต่เด็กเล็กๆ จนถึงชั้น ม.3 ซิสเตอร์คณะซาเลเซียนเป็นผู้บริหาร

ข้อคิดจากอุบัติเหตุหลังบวช

เกิดอุบัติเหตุ ค.ศ.1987 บวชได้ 1 เดือน 19 วัน ขณะขับรถพาชาวบ้านไปอบรมเรื่องเกษตรที่ฟาร์มนาจันทร์ อำเภอเพ็ญ ขับรถเป็นใหม่ๆ ยังไม่ถึงที่อบรมก็เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ระหว่างขับก็มัวแต่ก้มๆ เงยๆ ดูนั่นดูนี่ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นรถจอดอยู่ข้างทางข้างหน้า ผมตกใจจึงเหยียบเบรกกะทันหัน รู้สึกว่าคิ้วด้านบนขวากระแทกกับอะไรไม่รู้ มีเลือดออกและก็จำอะไรไม่ได้ สลบไป ไม่รู้ตัวแล้ว

ต่อมาพระคุณเจ้ายอดอยากให้เช็คดูให้ละเอียด จึงให้มารักษาที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ พบว่ากระดูกข้อต่อที่ลำคอแตก ต้องใช้เหล็กเจาะกะโหลกและยึดไว้ กระดุกกระดิกไม่ได้ อึดอัดมากเลย อยู่ในสภาพนั้นเดือนครึ่ง ที่สุดได้ปรึกษาหมอ

ถ้าผ่าตัดจะได้หายเร็วขึ้น หลังจากนั้นไม่นานก็กลับบ้านได้ จึงตัดสินใจผ่าตัด

ผมเกิดอุบัติเหตุเดือนมิถุนายน ค.ศ.1987 พักรักษาตัวอยู่จนถึงเดือนเมษายน ค.ศ.1988 จึงกลับบ้านได้

ทำให้ได้ข้อคิดว่า “เวลาจะทำอะไร ให้เอาใจใส่ในสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด” มิฉะนั้น จะเป็นอันตรายกับตัวเองและผู้อื่นด้วย

และก็กลับไปช่วยที่วัดโพนสูง บ้านดุง ช่วยคุณพ่อแทรวิส

สงฆ์บ้านนอก ไปเมืองนอก

ค.ศ.1990 พระคุณเจ้าส่งไปสหรัฐอเมริกาเพื่อไปช่วยงานอภิบาลตามวัดและได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษที่สังฆมณฑลซูซ์ฟอลส์ (Soux Falls) รัฐเซาท์ดาโกต้า นาน 5 ปี มีพื้นฐานด้านภาษาดีขึ้นบ้าง

สาเหตุที่ไปที่นั่นก็เพราะก่อนหน้านี้มีพระสงฆ์คณะแมรี่โนลล์ชื่อ คุณพ่อเยเรมี (Jeremy) มาทำงานที่อุดรอยู่ 4-5 ป เป็นพระสงฆ์พื้นเมืองของสังฆมณฑลนี้ เป็นอาสาสมัครเข้าคณะนี้ และกลับไปสหรัฐฯ ตอนที่อยู่อุดร คุณพ่อพยายามช่วยพระสงฆ์และเณร ไปเรียนและช่วยงานที่อเมริกา ผมก็เลยได้ไปอเมริกาเพราะเหตุนี้

วัดนี้เป็นวัดใหญ่ มีพ่อปลัด 1 องค์ และผม รวมเป็น 3 คน ผมช่วยมิสซา เยี่ยมคนป่วยตามบ้าน โรงพยาบาล ช่วยงานเยาวชน

ที่นี่ฆราวาสอาสาสมัครเข้ามาช่วยงานในโครงการชื่อ “ไทม์แอนด์ทาเลนต์ส” (Time and Talents) ตามความถนัดโดยไม่มีค่าตอบแทนอะไรให้ ส่งศีลตามบ้าน สอนคำสอนผู้ใหญ่ งานผู้อพยพผู้พลัดถิ่น

เวลาเล่น ลงไปเล่นบาสเกตบอลกับเยาวชน เขาก็เล่นกับเราเหมือนเป็นเพื่อน บางทีก็ตบหัว เตะก้นเรา ฯลฯ ตอนแรกๆ เราก็รู้สึก แต่เป็นธรรมเนียมของเขา เขาเคารพก็เคารพนะ แต่เวลาเล่นก็เหมือนเพื่อน ในพิธีทางการเขาก็ให้ความเคารพดี

เมื่อกลับมาประเทศไทย ผมคิดอยากให้สภาวัดบ้านเราเป็นเหมือนเขา พยายามประชุม แบ่งงานกัน แต่ไม่สำเร็จ คริสตังบ้านเราบอกว่า “พ่ออยากจะทำอะไรก็ทำไป ไม่ต้องถามเรา” ก็ไม่สำเร็จ

อีกเรื่องหนึ่งคือ เวลามีมิสซา จะจัดคนคอยทักทาย และต้อนรับอยู่หน้าวัด เรียกว่า อัสเชอร์ (ushers) และหากมีที่ว่าง ข้างหน้าๆ ก็จะพาไปนั่ง ก็ไม่สำเร็จ

ชีวิตสงฆ์ที่ผ่านมา

ผมบวชมา 23 ปีแล้ว เมื่อมองย้อนไปรู้สึกว่าพระเป็นเจ้าประทานอะไรๆ ให้ผมมากเหลือเกิน ผมเป็นเด็กบ้านนอก นอกชายขอบ เป็นเด็กยากจนต่างจังหวัด ครอบครัวก็ดูเหมือนไม่มี มีโอกาสมาเรียน มีการศึกษา มีโอกาสไปรู้ไปเห็น ไปอยู่ต่างประเทศ คิดแล้วมากมายเกินกว่าที่ผมคิดและคาดหวังจะได้รับ

ผมเป็นลูกวัดเวียงคุก มีกระแสเรียกหลายคน ตั้งแต่บุญราศีที่สองคน ซิสเตอร์สองคน ก็เกิดที่วัดนี้ และเข้าอารามคณะรักกางเขนที่ลาว

นอกจากนี้ มี คุณพ่อเล้ง โคธิเสน คุณพ่อสุริโย ยะงาม คุณพ่ออินที ใสสว่าง คณะพระมหาไถ่ และคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ตร เซอร์แมรี่ เจมส์ และเซอร์เอมมานูแอล ยะงาม

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ถือว่าวัดนี้มีกระแสเรียกเป็นพระสงฆ์นักบวชอยู่หลายคนทีเดียว

ปีพระสงฆ์

“ตั้งใจว่าแต่ละวันจะทำหน้าที่สงฆ์วันนี้ ให้ดีที่สุด”

ถ้าจะเปรียบเหมือนแมวเก้าชีวิต ก็คงเกือบๆ ตั้งแต่เกิดจากครรภ์มารดา เกิดใหม่เมื่อได้กลายเป็นเด็กวัด มีคุณพ่อเจ้าวัดคอยดูแล และเมื่อเข้าบ้านเณร มีคุณพ่ออธิการคอยดูแล เมื่อบวชเป็นพระสงฆ์ เกิดใหม่ในพระเจ้า และหลังจากอุบัติเหตุครั้งแรกและครั้งสำคัญ รอดมาได้เหมือนเกิดใหม่ แต่...ใครจะรู้ว่า จะมีโอกาสอีกไหม?