ทันทีที่ได้ข่าวว่า “คณะธรรมทูตไทย” มีประชุมและเข้าเงียบพร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านผู้หว่าน ผมตัดสินใจจับรถไปพบปะพูดคุย เพื่อให้ “เพื่อนสงฆ์” ได้รับรู้ว่าเพื่อนเราเขาไปอยู่ทางโน้นเป็นอย่างไรบ้าง ผ่านมาหลายเพลาแล้ว เมล็ดพันธุ์ที่ได้หว่านไว้ บัดนี้เริ่มตั้งต้น บางแห่งก็กำลังออกดอกออกผลบ้างเล็กน้อยแล้ว

คุณพ่อวีรชัย ศรีประมงค์ เป็นธรรมทูตไทยไปอยู่เขมรคนแรก ประจำอยู่ที่กำปงโสม หรือสีหนุวิลล์ ดูแล 3 จังหวัดติดทะเล คือ เกาะกง กำปงสะปือ สีหนุวิลล์ มีประชากรประมาณ 2-3 ล้านคน

หน้าที่สำคัญคือไปบุกเบิกหมู่บ้านใหม่ๆ เพราะหน้าตาคนไทยคล้ายเขมร จึงอยู่ในหมู่บ้านง่ายกว่ามิสชันนารีที่มาจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจากยุโรป

หมู่บ้านที่เปิดใหม่มี 5 หมู่บ้าน กำปงโสมเป็นหมู่บ้านใหม่จริงๆ ไม่มีวัด ไม่มีโรงเรียน เริ่มจากชาวบ้านที่เป็นคนป่วย ยากจน ไม่มีใครรักษา ผมก็ไปเยี่ยม นำส่งโรงพยาบาลที่กรุงพนมเปญ ซึ่งระยะทางประมาณ 300-400 กิโลเมตร จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ เมื่อไปเยี่ยมบ่อยๆ ชาวบ้านก็เริ่มสนใจ อยากรู้ว่าทำอะไร ก็พากันมาดูเหมือนไทยมุง คุยกันไปคุยกันมา ก็เริ่มมีความสัมพันธ์ที่ดี คุยเป็นการส่วนตัวแล้วก็เริ่มเรียนคำสอน

กว่าจะมีคนสนใจก็ใช้เวลา 3-4 ปี แล้วต้องเรียนคำสอนอย่างน้อย 3 ปี จึงจะได้รับศีลล้างบาป แม้จะมีเพียง 2-3 คน ก็จะพยายามรวบรวมเป็นกลุ่มไว้ แรกๆ ก็เช่าบ้านหลังหนึ่งใช้เป็นที่สวดภาวนา ต่อมาได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งเป็นการเริ่มต้นเปิดหมู่บ้านใหม่ ผมอยู่ที่เขมรตั้งแต่ ค.ศ.1994 ล้างบาปมาแล้วประมาณ 40 กว่าครอบครัว หรือประมาณ 700 คน

ขอทำความเข้าใจสักนิด ที่เราเรียกว่า “เกาะกง” นั้น เป็นชื่อจังหวัด แต่ไม่ใช่เกาะ เป็นจังหวัดที่ใหญ่พอสมควร อยู่ใกล้กรุงพนมเปญห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร เมื่อก่อนที่เกาะกงมีคนพูดภาษาไทยประมาณ 50% ใช้เงินบาท มีวัฒนธรรมเหมือนคนไทย ปัจจุบันหากใครไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าพูดอะไรก็จะใช้ภาษาไทย ทำงานที่นั่นจึงง่ายกว่า แม้จะพูดภาษาเขมรไม่ได้ แต่คนรู้ภาษาไทยเยอะ ที่นั่นมีบ่อนกาสิโน มีคนไปเล่นกันเยอะมาก วันหนึ่งๆ ก็หลายร้อยล้าน ตอนนี้มีอีกแห่งหนึ่งเปิดใหม่ใหญ่โตมาก มีการติดต่อกับทางราชการ คนไทยที่เข้าไปไม่ต้องทำวีซ่า ใช้เพียงพาสปอร์ตหรือบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น แต่ต้องอยู่ที่นั่นไม่สามารถเข้าออกไปที่อื่นในเขมรได้ คนที่เข้าไปเล่นส่วนหนึ่งเป็นเยาวชนชาวเขมร แต่น้อยมาก เพราะกาสิโนมีระดับคล้ายๆ โรงแรมห้าดาว ต้องเป็นคนมีเงินเยอะจริงๆ แต่งตัวภูมิฐานจึงจะเข้าไปได้ ถ้าแต่งตัวธรรมดาเขาไม่ให้เข้า

ผมเคยเข้าไปดูบ้าง เคยพาคนแขกไปดู เขาก็เชิ ญให้ชมห้องโน้นห้องนี้ ในกาสิโนมีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย ถ้าเล่นการพนันหมดตัวก็จะมีรถรับส่งกลับถึงที่

“ผมไปอยู่ในเขมรได้ 16 ปีแล้ว เป็นผู้บุกเบิกต่อสู้ทุกอย่างเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงหลังสงครามพอดี มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมือง ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ ต้องการคนให้กำลังใจ หลายคนสูญเสียญาติพี่น้อง พ่อแม่ถูกฆ่าตายในสงคราม ครอบครัวแตกแยก ขาดความรัก ความอบอุ่น ยากจน เราก็ต้องช่วยเหลือพวกเขา”

มิสชันนารีที่เข้าไปตอนแรก ชาวเขมรไม่ค่อยชอบ เพราะเขาไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงอะไร บางทีมีความคิดใหม่ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ บางครั้งก็ต่อต้าน แต่อาศัยความรัก ความจริงใจ หลังจาก 4-5 ปีผ่านไป ก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น

ผมชอบอยู่ตามชนบทมากกว่าในเมือง เคยอยู่มิสซังพระตะบอง 3 ปี ที่กำปงทม ตอนนั้นมีแค่ 2-3 วัด ไปบุกเบิกอีก 4-5 วัด พอเริ่มมีวัดก็ย้ายกลับพนมเปญ ที่พระตะบองมีพระสงฆ์น้อย ไม่มีพระสังฆราช ดังนั้น พระสังฆราชของพนมเปญต้องเป็นพระสังฆราชของพระตะบองด้วย ผมอยู่พนมเปญต้องดูแลพระตะบองและบริเวณรอบๆ พนมเปญด้วย สมัยนั้นพระสงฆ์ทั่วประเทศมีไม่ถึง 20 องค์ มี 3 มิสซัง งานจึงเยอะมาก พระสงฆ์องค์หนึ่งต้องดูแลวัด 10 กว่าแห่ง

โดยภาพรวมสำหรับคนไทย เรื่องภาษาและวัฒนธรรมไม่ค่อยลำบากนัก เพราะเรียนแค่ 3 เดือน ก็พูดภาษาเขมรได้แล้ว แต่การเขียนตัวอักษรยากกว่า ต้องใช้เวลานาน ผมเรียนที่จังหวัดสุรินทร์ก็ใช้งานเลย ช่วงนั้นโรงเรียนต่างๆ ถูกระเบิด การเลือกตั้งก็เพิ่งเสร็จสิ้นไป เพิ่งเริ่มพัฒนา ในเขมรตอนนี้มีมหาวิทยาลัยเอกชนเยอะมาก คือมีทุกจังหวัด เป็นชาวต่างชาติที่เข้าไปเปิด แต่ที่เป็นของรัฐบาลมี 3 แห่งในเมืองหลวงเท่านั้น

ผมเป็นศิษย์แสงธรรมรุ่นที่ 15 เวลากลับเมืองไทย มีเวลาติดต่อกับรุ่นน้องๆ น้อยมาก บางคนสนใจ แต่ให้สมัครใจเป็นธรรมทูตจริงๆ มีน้อย ผมเป็นผู้ดูแลคนไทยในเขมร ทุกปีจะมีเข้าเงียบ 1 ครั้ง โดยเลือกวัดหรือที่ใดที่หนึ่งแล้วประชุมกัน 1 อาทิตย์ ปรึกษาปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน บางครั้งผมไปเยี่ยมพ่อเจ้าวัดและซิสเตอร์ตามหมู่บ้านต่างๆ ปีนี้คุณพ่ออาดรีอาโน เสนอให้ประชุมปีละ 4 ครั้ง เพราะธรรมทูตต้องมีชีวิตกลุ่ม ผมพยายามจะจัดเวลาให้พบกันมากขึ้นในปี 2009 @