รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

ประสบการณ์ชีวิตครอบครัวในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกด้วยความประทับใจและภาคภูมิใจ “เด็กเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง บ้านนอกคอกเป็ด คุณพ่อเชิดชัย เลิศจิตรเลขา อายุ 51 ปี อายุบวช 23 ปี อธิการเจ้าคณะคามิลเลียนสมัยที่ 3

เป็นลูกวัดแม่พระฟาติมา บางวัว ฉะเชิงเทรา เตี่ยและแม่เป็นคนจีน มีอาชีพเลี้ยงเป็ดไข่ ค่อยๆ ทำมาจนมีเป็นหมื่นตัว แต่มาวันหนึ่งเกิดตายทั้งเล้า เป็ดเป็นโรคตายหมดเล้า ชีวิตครอบครัวหมดตัว ทางบ้านก็คิดหนักทั้งครอบครัว

เรียนชั้นประถมถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือ ม.ศ. 3 โรงเรียนมารดานฤมล ซึ่งเป็นโรงเรียนของวัด มีภคินีคณะเซนต์ปอลเดอชาร์ตรดูแล คุณพ่อมอรีส ยอลี คณะเอ็มอีพี. เป็นเจ้าวัดในเวลานั้น

คุณพ่อเป็นคนสุภาพ ยิ้มแย้ม น่ารัก ศรัทธามาก เป็นคนรับผิดชอบทั้งวัดแม่พระฟาติมา บางวัว วัดเซนต์ร็อค ท่าไข่ และวัดเซนต์แอนโทนี แปดริ้ว รวม 3 แห่ง

เมื่อเรียนจบชั้น ม.ศ.3 ก็คิดหนักเพราะครอบครัวยากจนฉับพลัน เป็ดทำพิษ เพื่อนๆ ชั้นเดียวกันก็ไปเรียนต่อในเมืองกัน เวลานั้นผมยังไม่ตัดสินใจ จะเข้าบ้านเณรเตี่ยก็ไม่ยอมให้เข้า อยากให้อยู่ช่วยงานอยู่บ้าน เพราะพี่ชาย คุณพ่อศุภกิจ (กิม) ก็ไปเป็นเณรก่อนแล้ว

เวลานั้นต้องทำงานอย่างหนึ่งที่สาหัสมาก คือไปล่มเรือเอาน้ำจืดมาใช้ เพราะน้ำในคลองที่บ้านเป็นน้ำเค็ม ต้องแล่นเรือออกไปตอนเจ็ดโมงเช้า กว่าจะกลับถึงบ้านก็ประมาณบ่ายสี่โมง เอาน้ำมาเลี้ยงเป็ด ใช้คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ไปคนเดียว เวลาเรือแล่นสวนกันเหนื่อยมาก

สมัยนั้นยิ่งผู้หญิงก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่ได้เรียน พี่สาวคนโตเรียนเก่งมาก ได้รางวัลภาษาไทยและภาษาอังกฤษจากโรงเรียนหลายปี เตี่ยไม่ให้เรียนต่อ จบชั้น ป. 4 ก็ต้องออก แม้แต่เซอร์ที่โรงเรียนไปพูดขอร้องก็แล้ว เอาตำรวจไปขู่ก็แล้ว เตี่ยก็ไม่ยอม
ตอนนั้นผมจะเข้าบ้านเณร เมื่อบอกคุณพ่อยอลีแล้ว ท่านก็พยายามมาคุยกับเตี่ย ที่สุดก็ยอมให้ไป แต่บอกว่า

“ถ้าจะไปก็ได้ แต่เตี่ยจะไม่ช่วยอะไรสักบาท!”

ตอนเข้าบ้านเณรคุณพ่อยอลีก็ช่วยค่าใช้จ่ายอยู่ 2 ปี เข้าไปครั้งแรกคณะคณะซาเลเซียนก็ส่งให้ไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิก ก่อนหน้านี้คณะส่งไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล แต่หลายคนออกกันหมด

เมื่อเรียนจบแล้วต้องเข้าชีวิตนวก (Novice) ไปอยู่ที่โคกวัด ปราจีนบุรี แต่อยู่ได้ไม่กี่เดือน เป็นช่วงเกิดผู้อพยพลี้ภัยจากเขมร เวียดนาม เข้ามาชายแดนไทยมาก คณะให้ไปช่วยงานกับผู้อพยพซึ่งมีสมาชิกของคณะทำงานอยู่แล้ว และโคเออร์ ก็ทำงานอยู่

คุณพ่อเออร์เนสโต กัลลี อธิการ พาผมไปที่ค่าย วันแรกไปช่วยที่สระแก้ว ไม่รู้จักใครเลย เห็นผู้ชายคนหนึ่งสวมหมวก กำลังขุดดินอยู่ ผมก็เดินเข้าไป

“ลุง...ผมช่วยขุดเอง ลุงไปนั่งเถอะ!”

ผมมารู้ว่าเป็น คุณพ่อบุญเลิศ ธาราฉัตร!

เวลาเดินเข้าไปในค่าย มีคนอยู่กันแน่นแออัดมาก ระยะห่างจากบ้านเขา 20 เมตร “โอ้ย..มันเหม็นอย่าบอกใครเลย” กิน อยู่ อาบน้ำ ถ่ายกันก็บริเวรนั้น ส้วมก็เป็นส้วมหลุม
เมื่อพูดถึงเหม็น คุณพ่อเชิดทำท่าทางเหมือนกับกลิ่นยังติดตัวมาถึงวันนี้!

ทำงานอยู่ได้ 3-4 เดือน ได้ประสบการณ์มาก มีมิสชันนารีเราเรียกว่า แฟร์แดง เขาชื่อ อามิกาเล ชาวอิตาเลียน คนหนึ่ง ไปทำงานอยู่ที่นั่น เขากล้าและใจถึงมาก ไม่มีท่าทีรังเกียจเลย คนที่ผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เขาอุ้ม พาเข้าห้องส้วม จัดวางท่าเรียบร้อย แล้วก็ออกมา ทำแผลเน่าเหม็นก็ไม่ต้องใช้ถุงมือหรือมีอะไรเลย ผมนับถือมากเลย

“เชิด...คุณไม่ต้องเลียนแบบผมนะ ผมสูบยาเส้นแรงๆ ไม่ได้กลิ่นเลย!”

และยังมีคุณพ่ออีกองค์หนึ่ง นั่งซักเสื้อผ้าของผู้อพยพกองเท่าภูเขา เหมือนซักผ้าขี้ริ้ว ซักด้วยมือ ไม่มีผงซักฟอกเลย ซักทีละตัวๆ ผมเห็นแล้วยังเหนื่อยแทนเลย

ต้องกลับเข้าบ้านเณรตามระเบียบของคณะที่สามพรานอีกครั้ง มิฉะนั้น ระยะเวลาเป็นโนวิสจะไม่ครบตามพระวินัย แต่พอกลับไปอยู่ได้ไม่นาน ก็มีเพื่อนๆ มาพูดคุยกัน ฟังไปฟังมา ผมก็เอาปัญหาของเพื่อนมาเป็นของตัวเอง รู้สึกไม่สบายใจ จึงตัดสินใจ

“กลับบ้านดีกว่า ขอลาออก!”

ทั้งๆ ที่ก่อนไป ลำบากแทบตายกว่าเตี่ยจะให้ไป แต่เมื่อไปอยู่บ้าน ทำงาน กินๆ นอนๆ ความคิดยังสับสนและไม่ได้พูดคุยหรือพบกับใคร ทำงานเสร็จก็อยู่ในห้องคนเดียว นอนกับนอน จนเตี่ยมาถามว่า

“ไม่สบายหรือเปล่า จะให้ไปหาหมอ กินยา ผมก็ไม่กินอะไร”

อยู่อย่างนั้นได้สักพักหนึ่ง ที่สุดก็ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

“กูกลับบ้านเณรดีกว่า ไปขอโทษอธิการดีกว่า”

อธิการก็รับไว้ ไม่ได้ว่าอะไร ให้ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ เอยูเอ.(AUA) ได้ 2 เดือน และคณะก็ให้ไปช่วยงานกับคนไทย ชายแดนไทยกัมพูชา เพราะเวลานั้นคนไทยต่อว่าคนที่ไปช่วยผู้อพยพว่าช่วยคนอื่นๆ แต่คนไทยที่ยากลำบาก ยากจนกลับไม่ช่วย เราก็ไปช่วยเรื่องส่งเสริมอาชีพและสุขภาพ มีทหารคอยบอกว่าเราว่าที่ไหนไปได้ ปลอดภัย ผมเป็นคนเขียนและจ่ายยา ทำให้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องยาบ้าง ทำได้ระยะหนึ่งก็ไปเข้าโนวิสต่อที่โคกวัด ปราจีนบุรี อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อจบแล้วก็ไปเรียนต่อที่บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน รุ่นเดียวกับคุณพ่อสุพจน์ ฤกษ์สุจริต พ่อป้อมนี่แหละ เมื่อจบปรัชญาแล้ว ผมก็ไปเรียนต่อเทววิทยาที่กรุงโรม 3 ปี มีบราเดอร์วิโรจน์ นันทจินดา และคุณพ่อวสันต์ สายพรหม ซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว รวมทั้งหมด 3 คน

เมื่อเรียนจบแล้วก็กลับมาและบวชที่วัดนักบุญเปโตร สามพราน มีพระคุณเจ้ายอห์น บอสโก มนัส จวบสมัย เป็นผู้บวชให้ พร้อมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันคือ คุณพ่อสัมพันธ์ วาปีโส

เมื่อบวชแล้วได้รับหน้าที่เหรัญญิกของบ้านเณรซึ่งเพิ่งย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ทำหน้าที่ทุกอย่าง รับใช้และซื้อข้าวของต่างๆ ทำทุกอย่าง มีคุณพ่อไพรัช ศรีประเสริฐ เป็นอธิการ

เพื่อนๆ ที่รู้จักคุณพ่อดีจะพูดถึงคุณพ่อว่า “เป็นคนขยันมาก ชอบอ่านหนังสือ และชีวิตสมถะมาก ไม่ค่อยมีข้าวของอะไร เวลาย้ายแต่ละครั้ง มีกระเป๋าเพียงใบเดียว เท่านั้นจริงๆ!”

ปัจจุบันสมาชิกในประเทศไทย  มีทั้งหมด 32 คน มี 9 บ้าน และต่างประเทศ 1,300 คน ทำงานอยู่ 33 ประเทศ

ค.ศ.1991 ผมได้รับเลือกเป็นเจ้าคณะต่อจากคุณพ่อไพรัช ศรีประเสริฐ อยู่ครบ 2 สมัย รวม 6 ปี คุณพ่อไพรัชกลับมาอีกครั้งหนึ่งและผมก็มาต่อ เป็นปีที่ 3 แล้ว และเมื่อ ค.ศ.2010 คณะได้รับการยกฐานะเป็น “แขวงประเทศไทย” และมีเวียดนามเป็นสาขา

คำถามสุดท้ายเรื่อง “ติดอ่าง” รู้สึกอย่างไร? เพราะคนที่เคยฟังคุณพ่อพูด บางคนก็คอยช่วยลุ้นแต่ละคำที่นึกไม่ทัน ได้พูดออกมา

“ผมก็ยอมรับว่าเป็นคนพูดติดอ่าง ผมก็รู้สึกอายเหมือนกันนะ แต่ก็พยายามรับและกลายเป็นเรื่องสนุกเฮฮาของเพื่อนๆ กลายเป็นเรื่องเอ็นเตอร์เทรน ถ้ายอมรับข้อด้อย เรียนรู้ ยอมรับและอยู่กับมันให้ได้