รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

มองหน้าก็คล้ายกัน แต่เมื่อพูดออกมาจึงรู้ว่าไม่ใช่คนไทย แต่ยังยากที่จะเดา บางคนนึกว่าเป็นอินโดนีเซีย แต่ความจริงมาจาก “ตากาล็อก”

คุณพ่อโดโรท เรเยส คณะธรรมทูตแห่งมารีนิรมล (โอเอ็มไอ.) เป็นชาวฟิลิปปินส์ เป็นลูกชาวไร่ชาวนา บิดาชื่อ นายมาคารีโอ มารดาชื่อนางโซแลดาค เป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 12 คน เป็นชาย 8 คน หญิง 3 คน มีคนเดียวในครอบครัวที่เป็นนักบวช

สมัยเป็นเด็กๆ ใกล้ชิดกับคุณย่า จนทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยนมาเป็นคนศรัทธา เมื่อถามถึงกระแสเรียกว่าเป็นอย่างไร?

“กระแสเรียกของผมน่าจะมาจากคุณย่า ผมอยู่กับคุณย่าตั้งแต่เล็ก ท่านเป็นคนศรัทธามาก ตอนเด็กสวดภาวนามาก เวลาสวดคุณย่าจะสวดบทเร้าวิงวอนนักบุญของลูกหลานแต่ละคนๆ เป็นประจำทุกวัน ท่านเสียชีวิต ค.ศ.1977 ก่อนผมบวชเพียง 1 ปี”

เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนในหมู่บ้าน ชั้นมัธยมศึกษาเรียนที่โรงเรียนของคณะเยสุอิต ตอนเป็นเด็กช่วยมิสซาเป็นประจำ และบริบทของโรงเรียนคาทอลิกเป็นบ่อเกิดกระแสเรียกของผม แต่สักพักหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าชีวิตมันขาดอะไรไปบางอย่าง

ตอนเล็กๆ เวลาไปเรียน เมื่อไปวัดต้องเซ็นชื่อว่าเรามาวัดเหมือนกับในประเทศไทยหลายแห่ง แต่เมื่อมาอยู่ที่อาเธเนียว (Ateneo) เป็นหนุ่มแล้ว ไม่ต้องเซ็นชื่อ จึงไม่ค่อยไปวัด ไปบ้างไม่ไปบ้าง ส่วนใหญ่จะไม่ไป อาจจะรู้สึกเบื่อ

เมื่อเรียนจบแล้วอยากเข้าบ้านเณร แต่คุณย่าไม่สนับสนุนเพราะเห็นว่าผมยังเด็กเกินไป จึงเรียนต่อระดับมัธยมที่อาเธเนียว เมื่อโตขึ้นไม่ค่อยเข้าวัดแก้บาปรับศีล จึงเริ่มกลับมาเข้าวัดอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อจบอุดมศึกษาแล้ว คณะโอเอ็มไอ. ได้มาแนะนำกระแสเรียก จึงตัดสินใจเข้าคณะ ไปเข้าบ้านเณรที่วัดแม่พระ (Notre Dame) อยู่ที่เกาะมินดาเนา ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ เรียนที่มหาวิทยาลัยของคณะฯ จบ ค.ศ.1972 เข้านวกสถาน

บวชวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.1978 ที่มะนิลา เพียงคนเดียว เพื่อนๆ ก็เรียนต่างมหาวิทยาลัยกัน คุณพ่อปรีชา ธรรมนิยม ก็เรียนด้วยกัน แต่คนละมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบก็กลับมาบวชที่ประเทศไทย

ชีวิตธรรมทูต

หลังจากบวชแล้วอยู่ทำงานพักหนึ่ง ได้เห็นธรรมทูตที่ทำงานอย่างเสียสละ ประทับใจ จึงคือว่าอยากเป็นธรรมทูต และรู้สึกอยากจะตอบแทนบุญคุณมิสชันนารีที่ได้เห็นในฟิลิปปินส์ ได้สมัครกับอธิการ แต่ท่านยังเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร จนผมเลิกคิดแล้ว ต่อมาอธิการเรียกไปคุยและบอกว่า เวลานี้ประเทศไทยต้องการธรรมทูต 2 คน ท่านพยายามพูดคุยให้ฟัง ผมบอกว่า “ผมขอสมัครไป” ท่านก็เลยให้ผมมาประเทศไทย

เมื่อก่อนอยากจะไปเป็นธรรมทูต แต่พอรู้ว่าจะไปเป็นธรรมทูตจริงๆ กลับรู้สึกกลัวๆ พยายามคิดอยู่นาน จะไหวไหม? จะทำได้ไหม?

มาประเทศไทย ค.ศ.1991 อยู่ที่บ้านเณรของคณะที่สามพราน เรียนภาษาไทย 9 เดือน ผมชอบศึกษาเรื่องวัฒนธรรม ก็พยายามศึกษา

รับหน้าที่ช่วยอบรมเตรียมผู้ที่กำลังจะเข้านวกสถาน และได้ไปช่วยคุณพ่อมีแชล แลนด์ ที่เชียงคาน จังหวัดเลย

ต่อมาทำงานเป็นธรรมทูตอีก 3 ปี และเป็นผู้อบรมอีก 3 ปี สลับกัน ไปทำงานที่ชุมแพและหล่มสัก เขตสังฆมณฑลนครสวรรค์ เป็นช่วงสั้นๆ

ขณะอยู่ที่หล่มสัก เพชรบูรณ์ ช่วงหนึ่งไม่สบาย หมอบอกว่าเป็น “มะเร็งในตับ ไม่ใช่มะเร็งตับ” นะ ไปหาหมอที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ทุกเดือน ประมาณปีที่สองที่อยู่เพชรบูรณ์ รู้สึกดีขึ้น “คุณหมอเช็คแล้ว ไม่มีอาการมะเร็งอีกแล้ว... อัศจรรย์จริงๆ”

เมื่อไม่มีโรคอะไรแล้ว ผมจึงตัดสินใจขอคุณพ่อปรีชา ธรรมนิยม อธิการเจ้าคณะ พัก 1 ปี (Sabbatical year) ไปเรียนที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปีนั้นมีซิสเตอร์พรรณี ภู่เรือนหงษ์ คุณแม่เจ้าคณะพระหฤทัยฯ และซิสเตอร์ปรานี สิทธิ คณะศรีชุมพาบาล ร่วมเดินทางไปด้วย เรียน “Applied Theology” เรียนอยู่ 3 ปี

เมื่อเรียนจบแล้ว ให้ผมอยู่ที่ท่าบ่ม เชียงคาน จังหวัดเลย หนึ่งปี ลงมาอยู่วัดอัครเทวดามีคาแอล สะพานใหม่ เพื่อช่วยอบรมเรื่องบีอีซี.ช่วยคุณพ่อโจ ทศพร นารินรักษ์

ต่อมาคุณพ่อพิบูลย์ วิสิฐนนทชัย (ก่อนเป็นพระสังฆราช) ได้เชิญและมอบให้คณะของเรารับผิดชอบงานด้านสังคม บ้านเอื้ออารี ที่สะพานใหม่ ตอนนั้นท่านทำงานโคเออร์ แต่เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชนครสวรรค์แล้ว ท่านได้ขอให้ผมทำงานแทนท่าน พระคุณเจ้าได้คุยกับอธิการเจ้าคณะของเรา คุณพ่อเคลาดิโอ และพระคุณเจ้าบรรจง ไชยรา ซึ่งได้อนุมัติให้มาทำงานที่นี่

ความสุขในชีวิตสงฆ์

ในฐานะชีวิตสงฆ์ “ผมมีความสุขมากที่สุดคือ เวลาที่ได้ทำงานกับคนยากจน ผมเคยทำงานกับคนติดเชื้อโรคเอดส์ ได้ส่งคนไปที่วัดมงคลรัตน์ ผมได้ร่วมงานกับพระอาจารย์โก๋ ที่วัดมงคลรัตน์ คลอง 12 ลำไทร เวลาไปเยี่ยมผู้ติดเชื้อ หรือพวกเขามาพบ เวลาเห็นเขายิ้มแย้ม ผมรู้สึกว่าเป็นพระพรของพระจริงๆ เขาจะแสดงออกด้วยความเคารพ กตัญญู ซึ่งสัมผัสได้”

“เวลาที่พระอาจารย์โก๋อาพาธอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านได้บอกคนของท่านให้เรียกคุณพ่อโดโรทมาหา ผมได้ไปเยี่ยมท่าน หาอยู่หลายโรงพยาบาลไม่พบ ไปพบท่านอยู่ที่โรงพยาบาลปทุมธานี ได้ไปพบกันก็รู้สึกดีใจมาก ท่านมรณภาพเมื่อสองปีที่แล้ว”

เมื่อเราต้องช่วยเหลือคนยากจน คนป่วย เรื่องศาสนาต่างกัน ความเชื่อต่างกัน ไม่ใช่อุปสรรคอะไรเลย

เจ้าหน้าที่บ้านเอื้ออารี และคนที่ดูแลคนป่วยของพระอาจารย์โก๋ ทำงานร่วมกัน ช่วยกันดูแลคนป่วย เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก แม้จะแตกต่างกัน แต่ก็ทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

พระอาจารย์โก๋เคยเรียนที่โรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ เป็นลูกศิษย์ของคุณพ่ออาแบล เก็ง พานิชอุดม ท่านนับถือคุณพ่ออาแบล และถือว่าคุณพ่ออาแบลเป็น “คุณพ่อ” ของท่าน ท่านเติบโตมาได้เพราะคุณพ่ออาแบล เมื่อท่านมรณภาพ เจ้าอาวาสองค์ต่อมาก็เป็นลูกศิษย์ของคุณพ่ออาแบลเช่นเดียวกัน

ค.ศ.1983 ผู้ใหญ่ส่งไปเรียนต่อที่ฟิลิปปินส์ ที่ไซดี้ (SAIDI) เกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรและการตั้งชุมชน ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ทำให้เข้าใจชีวิตและการทำงานกับคนยากจนได้ดีขึ้น เมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่ง ต้องไปฟื้นฟูเพิ่มเติมความรู้ เหมือนกับไปเติมเชื้อเพลิงใหม่

คณะโอเอ็มไอ.(Obates of Mary Immaculate) ในประเทศไทย อาจจะยังไม่ค่อยคุ้นนัก ทั้งๆ ที่เข้ามาตั้งแต่ ค.ศ.1966 สมัยพระคุณเจ้ายวง นิตโย วันนี้ 46 ปีแล้ว มีสมาชิกทั่วโลกประมาณ 4 พันคน ในประเทศไทยมีสมาชิก 19 คน เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ในจำนวนนี้เป็นชาวไทย เบลเยี่ยม อิตาลี ฝรั่งเศส และฟิลิปปินส์

คติพจน์วันบวชของคุณพ่อ คือ “วิญญาณข้าพเจ้า ถวายสดุดีพระเจ้าฯ”