รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

ตำราสงฆ์ไม่รู้กี่เล่มเรียนมาด้วยกันบอกเตือนไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อปฏิบัติจริง ไม่ค่อยมีคนเชื่อฟังว่า เป็นสงฆ์หนุ่มต้องระวัง ทำงานให้มีสมดุลกับชีวิตภายนอกและชีวิตภายใน คุณพ่อหนุ่ม ตัวใหญ่เท่าช้าง แต่เพื่อนเรียก “มด” เป็น “มดงาน”

สังฆมณฑลมีงานมาก แต่คนทำงานมีน้อย เมื่อบวชแล้วได้รับไม้ไว้ในมือ ก็ก้มหน้าก้มตาวิ่งโดยไม่คิดชีวิต ไม่มองหน้ามองหลัง

คุณพ่อพิรัตน์ ดำรงศักดิ์ เป็นสัตบุรุษวัดแม่พระบังเกิด บางนกแขวก เป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน เตี่ยชื่อธีระ ดำรงศักดิ์ อายุ 85 ปี แม่ชื่ออัมพร ระงับพิษ เสียชีวิตไปได้ 11 ปีแล้ว เข้าบ้านเณรคณะซาเลเซียน ชั้น ม.ศ.3-5 ที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิก และไปอยู่ที่บ้านเณรสามพราน ทำโปสตุลันต์และโนวิส รวม 2 ปี

พระคุณเจ้าส่งไปเรียนต่อที่อินเดีย 2 ปี เรียนปรัชญา และไปเรียนต่อเทววิทยา 4 ปี ที่ฟิลิปปินส์ เพื่อหวังด้านภาษาอังกฤษและวิชาการพร้อมกัน กลับมาเรียนต่อที่บ้านเณรใหญ่แสงธรรมปีที่ 7 รุ่นที่ 13 ในรุ่นที่บวชรวมแล้วประมาณ 18 คน รุ่นเดียวกับคุณพ่อประชาชาติ ปรีชาวุฒิ คุณพ่อสมชาญ อัญชลีพรสันต์ คุณพ่อเจริญ นันทการฯลฯ

ได้รับศีลบวชวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.1991 โดยพระคุณเจ้าไมเกิ้ล ประพนธ์ ชัยเจริญ วัดแม่พระฟาติมา บ้านแสงอรุณ ห้วยยาง ประจวบฯ เป็นพระสงฆ์สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานีคนที่ 2 คนแรกคือคุณพ่อสมพงษ์ ฉัตรบรรยง รวมเวลาบวชมาได้ 21 ปี เป็นอัมพาตมา 12 ปี ได้ไปที่ฟิลิปปินส์ 6 เดือน

บวชแล้วไปพระคุณเจ้าส่งไปอยู่ที่ 3 จังหวัดภาคใต้ เป็นผู้ช่วยคุณพ่อกุสต๊าฟ โรเซนส์ ที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นเวลา 1 ปี

ต่อมาได้เป็นผู้จัดการและครูใหญ่ที่โรงเรียนอรุณวิทยา ห้วยยาง มีคุณพ่อตาไปย์ คณะซาเลเซียน เป็นเจ้าอาวาสอยู่ 3 ปี แล้วย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนเทพมิตรศึกษา 3 ปี เป็นผู้จัดการและครูใหญ่ และเหรัญญิกของสังฆมณฑล และกำลังเตรียมสร้างบ้านชุมพาบาลด้วย

ในช่วงนั้นก็เรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ค.ศ.1996-1999 ต้องขับรถไป เช้าวันศุกร์ 9.00 น.จากสุราษฎร์ฯ ไปถึงกรุงเทพฯ ห้าโมงเย็น พักระหว่างทางบ้าง และเรียนเวลา 2 ทุ่มครึ่งถึง 3 ทุ่ม ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์เรียนทั้งวัน

ออกจากกรุงเทพฯ 3 ทุ่ม ไปถึงสุราษฎร์ฯ ตีห้า เพื่อจะได้ทำงานโรงเรียนต่อ ตอนนั้นคิดว่าไปไหว และอยากประหยัด ที่จริงไปกลับเครื่องบินก็ประมาณ 3,000 บาท

ค.ศ.1999 ไปธุระที่กรุงเทพฯ และกลับไปบ้านที่บางนกแขวก เวลาตีสี่ครึ่งรู้สึกปวดหัว ก็กินยาพาราฯ ไป 2 เม็ด ยังไม่ค่อยดีขึ้น ตีห้าครึ่งก็กินอีก 2 เม็ด และพอ 6 โมงเช้า ก็ขับรถลงไปสุราษฎร์ พอถึงวังมะนาว มือเริ่มชา ขาไม่มีแรง ต้องจอดรถเข้าปั้มน้ำมัน และโทรศัพท์เรียกรถโรงพยาบาลราชบุรีไปรับ พักรักษาตัวได้ 1 คืน ก็ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ช่วงนั้นเขากำลังสร้างโรงพยาบาลใหม่ เสียงดัง อยู่ได้ 6 อาทิตย์ ต้องขอกลับไปรักษาที่สุราษฎร์ฯ

มีอยู่ช่วงหนึ่งเพื่อนที่เรียนด้วยกันโทรไปบอกว่าต้องไปเรียนต่อ ไปสอบนะ มิฉะนั้นต้องรอไปอีกนาน จึงตัดสินใจไปเรียนและสอบต่อ มีคนคอยดูแลไปด้วยกัน คอยช่วยเวลาเดินขึ้นลงบันได ในที่สุดก็สอบผ่านและจบบริหารการศึกษา

ค.ศ.2004 ย้ายมาอยู่ที่วัดแม่พระฟาติมา ห้วยยาง เป็นจิตตาธิการซิสเตอร์อารามกาปูชิน และรักษาตัวด้วยจนทุกวันนี้

ค.ศ.2009 ได้รักษาตัวที่วัดห้วยกระบอก มีหมอนวดแผนไทยคนหนึ่ง เขานวดแล้วรู้สึกดีขึ้น เขาใช้ข้อศอกกดนวด เพื่อทำให้เส้นที่ยึดติดกับกระดูกมันแยกออกมา และรักษาอยู่จนทุกวันนี้ เวลานี้ไม่ต้องใช้ไม้เท้าแล้ว

บทเรียน “พระพรแห่งความเจ็บป่วย” ครั้งนี้นาน 10 ปี รู้สึกว่าได้มีเวลาไตร่ตรองชีวิตมากขึ้น ได้พักจากงาน เสริมสร้างชีวิตในส่วนที่ยังขาดอยู่ รู้สึกพระรักเรา และพระยังรักเราเสมอ

สิ่งที่อยากทำคือ อยากเรียนภาษาจีน เริ่มเรียนกับครูจีนที่มาสอนที่โรงเรียนอรุณวิทยาได้ 2 เดือนแล้ว และอยากเรียนด้านชีวิตจิตให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น “เพื่อตัวเองและเพื่องานอภิบาลสัตบุรุษด้วย”

ตอนเป็นอัมพาตใหม่ๆ พระคุณเจ้าประพนธ์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านถามว่า “คนป่วยทำไมยังยิ้มได้” ตอนนั้น “ที่ผมยิ้มได้ ก็เพราะไม่นึกว่ามันจะนานขนาดนี้”