รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

เมื่อพูดถึง “คณะคาร์เมไลท์” สำหรับคนไทยเราคิดถึง “ชีลับ” ขึ้นมาทันที แต่ความจริง คณะคาร์เมไลท์มีทั้งไม่ลับด้วยคือ สำหรับผู้ชาย

คณะคาร์เมไลท์ชายเพิ่งเปิดบ้านชั่วคราวที่สามพราน ค.ศ.2011 ชื่อบ้าน “คาลีนอฟสกี้” โดยได้รับความอนุเคราะห์จากครอบครัวคุณลุงสาคร (ลุงซา) และคุณป้าสมจิตร กิจรักษา ให้อยู่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ จนกว่าจะมีบ้านถาวรของคณะ ขณะนี้มีสมาชิกเพียง 3 คน เป็นพระสงฆ์ไทย 2 องค์ ภราดา 1 คน

คาลีนอฟสกี้ (Kalinowski) เป็นชื่อนักบุญของคณะ คือนักบุญราฟาแอล คาลีนอฟสกี้ (St. Rafael Kalinowski) เป็นชาวโปแลนด์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญ ค.ศ.1991

คณะคาร์เมไลท์ชาย ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ภายในกำแพงเหมือน “ชีลับ” แต่ทำงานอภิบาลตามวัดเหมือนกับพระสงฆ์นักบวช คณะกาปูชิน คณะฟรังซิสกัน นักบวชทั่วไป

คณะคาร์เมไลท์ เกิดขึ้นราวศตวรรษที่ 12 ช่วงสงครามครูเสด เริ่มจากกลุ่มฆราวาสที่แสวงบุญ แสวงหาความสงบเงียบ ปลีกตนเองออกจากสังคม และรวมตัวกันเจริญชีวิตที่ภูเขาคาร์แมลในปาเลสไตน์ และพัฒนามาเรื่อยๆ

ต่อมานักบุญเทเรซาแห่งพระเยซูเจ้า หรือนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลา (ค.ศ.1515-1582) และนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน (ค.ศ.1542-1591) ชาวสเปน ได้ปฏิรูปพระวินัยและการทำงานของคณะฯ จึงเปิดโอกาสให้มีบางกลุ่มออกไปทำงานอภิบาลสัตบุรุษภายนอกอารามด้วย

คุณพ่อยอห์น บอสโก ปรีชา ยั่งยืน ลูกวัดแม่พระเป็นที่พึ่งท่าหว้า กาญจนบุรี อดีตครูคำสอนและครูสอนภาษาอังกฤษมาก่อนที่โรงเรียนวีรศิลป์ จังหวัดกาญจนบุรี สอนอยู่ 12 ปี ได้รับทุนไปเรียนคำสอนที่กรุงโรม 2 ปี ไปอยู่ที่โน่นเหมือนอยู่ในอาราม เพราะอยู่ในที่ที่เคยเป็นบ้านเณรโปรปากันดา ฟีเด บรรยากาศเหมือนอารามนักบวชทำนองนั้น รู้สึกประทับใจ กระแสเรียกเป็นนักบวชเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในใจ

กลับมาทำงานอยู่ได้พักหนึ่ง เมื่อน้องๆ โตกันหมดแล้ว ตัวเองก็อายุมากขึ้นแล้ว หันกลับมาเพ่งจิตคิดถึงกระแสเรียก คิดถึงอนาคต

“พระจะเลือกให้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ไหม?”

พอดีในระหว่างนั้นได้อ่านพบในหนังสือพิมพ์ “อุดมสาร” ประกาศรับสมัครเณรคณะคาร์เมไลท์ที่สิงค์โปร์ ผมจึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับคณะนี้ จิตตารมณ์ และงานต่างๆ ก็ลองสมัครไป และดูว่าคุณสมบัติของผมจะผ่านไหม หลังจากได้ปรึกษาหารือกันแล้ว ผมมั่นใจว่าคงจะได้ไป

ระหว่างนั้นมีบางสิ่งที่ผมยังรู้สึกเป็นห่วงอยู่ 2-3 เรื่อง ก็ขอพระโปรดช่วยเหลือ แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี น้องของผมคนหนึ่งในเวลานั้นเขาค่อนข้างเกเร ผมเป็นห่วงเขา จึงสวดขอพระให้ทรงช่วยเขา และเรื่องราวต่างๆ ก็ผ่านไป

ตัดสินใจเข้าบ้านเณรเมื่ออายุ 38 ปี!

ผมเกิดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1964

คุณแม่ลูซีอา จู๊ เสียชีวิตตอนเรียนชั้น ม.3 คุณพ่อเปาโล บุญสม เสียชีวิตตอนเรียนชั้น ม.5 ในครอบครัวมีพี่น้อง 10 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 3 คน ผมเป็นคนที่ 7

เมื่อหันเหให้ชีวิตฆราวาส เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปฝึกฝนวิทยายุทธ อบรมตัวเอง เตรียมตัวเป็นนักบวชที่สิงคโปร์ เริ่มต้นเข้าเป็นโปสตุรันต์ 9 เดือน เป็นโนวิส 1 ปี เรียนปรัชญา 3 ปี และไปศึกษาต่อวิชาเทววิทยาที่กรุงโรม 3 ปี

กลับมาบวชที่วัดท่าม่วง วันที่ 27 กันยายน ค.ศ.2008 อายุ 42 ปี

นักบวชหญิงก็มีคณะคาร์เมไลท์มิสชันนารี (Carmelite Missionary) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่ง ฟรังซิสโก ปาเลา ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1860 ตั้งมาได้ 152 ปีแล้ว ทำงานตามวัดเหมือนซิสเตอร์ทั่วไป ไม่ใช่ “ชีลับ”

ระดับโลกมี 39  ประเทศ ใน 5 ทวีป มีสมาชิกประมาณ 2,000 คน

ในประเทศไทยมีคนไทยคนแรกคือ ซิสเตอร์อภิชญา พูลโภคผล และมิสชันนารีต่างชาติ ทำงานอยู่ในสังฆมณฑลราชบุรี ที่ อ.จอมบึง และงานที่ทำก็แล้วแต่ความต้องการของพระศาสนจักรท้องถิ่น

นอกจากนี้ ในคณะคาร์เมไลท์ยังมีฆราวาสที่สมัครใจถือจิตตารมณ์ เรียกว่า “คาร์เมไลท์ชั้น 3” เป็นฆราวาสทั้งชายและหญิง มีการประชุมกัน ศึกษาจิตตารมณ์ และพยายามเลียนแบบจิตตารมณ์ของคณะฯ ในฐานะฆราวาสด้วย

ระดับโลก คณะคาร์ไมไลท์ชายมีประมาณ 4,000 คน

คณะคาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้า (หญิง) มีประมาณ 13,000 คน

จำนวนคณะคาร์เมไลท์ฆราวาสชายและหญิงทั่วโลก รวมกันทั้งหมดประมาณ 40,000 คน

เครื่องแบบของคณะคาร์เมไลท์เป็นชุดสีน้ำตาลเข้ม คล้ายกับคณะฟรังซิสกันและคณะกาปูชิน แต่บางคนอาจจะไม่ชิน นึกว่า เป็น “คณะกาปูชิโน” ก็ได้

เนื่องจากคณะเพิ่งเริ่มเข้ามาทำงานในเมืองไทยได้เพียง 1 ปี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การหากระแสเรียก หาผู้มาร่วมงานสืบต่อหน้าที่ของคณะ ดูแลบรรดาเซอร์คณะคาร์แมลซึ่งมีอยู่ 4 อารามในประเทศไทย คือ กรุงเทพฯ จันทบุรี สามพราน และนครสวรรค์ ช่วยเหลือคณะฆราวาสคาร์เมไลท์ (คณะคาร์เมไลท์ชั้นที่ 3) และทำงานอภิบาลฝ่ายจิตใจตามแต่จะมีผู้ติดต่อมา เช่น ถวายมิสซาให้กับบรรดาคณะครูฟิลิปปินส์ ถวายมิสซาตามวัดต่างๆ เทศน์เข้าเงียบฟื้นฟูจิตใจ ฟังแก้บาป ฯลฯ

วันนี้ ถือว่าเป็นการเปิดตัว “น้องใหม่ ดีบริสุทธิ์!”