![]() |
|
![]() |
|
เกิดวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1895 ล้างบาปวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1895 ที่วัดนักบุญเปโตร สามพราน นครปฐม มีชื่อนักบุญว่า เบเนดิกโต เป็นบุตรคนโตของยอแซฟ โปฉัง และอักแนส เที่ยง มีพี่น้อง 5 คน ผู้หญิง 2 คน ผู้ชาย 3 คน คุณพ่อเข้าบ้านเณรเล็กบางช้าง (บางนกแขวก) สมุทรสงคราม เมื่อ ค.ศ. 1908 เรียนที่บ้านเณรบางช้าง 8 ปี เป็นครูสอนหนังสือตามวัดอีก 4 ปี ต่อจากนั้น ไปศึกษาต่อที่บ้านเณรใหญ่ปีนัง 6 ปี บวชเป็นพระสงฆ์วันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1926 ที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ โดยพระสังฆราชเรอเน แปร์รอส พร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นอีก 4 องค์ เมื่อบวชแล้วได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบางนกแขวกจนถึง ค.ศ. 1928 ระหว่างนี้ได้ช่วยสอนภาษาไทย และแนะนำงานแก่พระสงฆ์ซาเลเซียน ค.ศ. 1929 ได้รับมอบหมายให้ไปประจำอยู่ที่วัดพิษณุโลกกับคุณพ่อมิราแบล ได้ช่วยสอนภาษาจีนและภาษาไทยแก่คุณพ่อมิราแบล ได้สร้างวัดใหม่แทนวัดน้อยหลังเดิมซึ่งคุณพ่ออังเดร พลอย เคยสร้างไว้ก่อน ค.ศ. 1930 คุณพ่อมิราแบลขึ้นไปบุกเบิกที่เชียงใหม่ และให้ท่านไปอยู่ที่ลำปาง ท่านได้สร้างวัดน้อยหลังแรกที่ลำปางเมื่อปี ค.ศ.1930 ไปสอนคำสอนตามบ้าน
และส่งซินแสไปสอนศาสนาที่เมืองพานและเชียงราย ท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีใจร้อนรน เสียสละตนเองเพื่อการประกาศพระวรสาร เอาใจใส่งานอภิบาลและคอยดูแลทุกข์สุขของบรรดาคริสตชนเป็น ค.ศ. 1933 ท่านและคุณพ่อมิราแบลเดินทางไปพม่าเพื่อสำรวจลู่ทางความเป็นไปได้ในการขยายงานแพร่ธรรม ค.ศ. 1937 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโคราช นครราชสีมา ท่านเอาใจใส่งานอภิบาลเป็นอย่างดีโดยเฉพาะทางด้านวิญญาณ มีพรสวรรค์ในการเทศน์ และเทศน์ได้น่าฟัง ผู้ที่เคยได้ยินได้ฟังต่างก็รู้สึกประทับใจ นอกจากนี้ ท่านยังเอาใจใส่คริสตังที่อยู่ตามที่ต่างๆ ที่ห่างไกล ไม่มีพระสงฆ์ไปดูแลประจำ หรือยังไม่มีวัด ค.ศ. 1938 ได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโนนแก้ว นอกจากการเผยแพร่พระวรสารให้คนกลับใจแล้ว ท่านได้เอาใจใส่คริสตังทั้งทางด้านวิญญาณและด้านวัตถุ ช่วยเหลือคริสตังในเรื่องการทำมาหากินโดยเฉพาะคนยากจน ค.ศ. 1939 ไทยเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ทางราชการและคนไทยชาตินิยมมีความคิดว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของฝรั่งเศส ดังนั้น จึงเริ่มทำารเบียดเบียนพวกคริสตังทางราชการได้เริ่มสั่งปิดโรงเรียนคาทอลิกและพยายามทำให้พวกคริสตังละทิ้งศาสนา นักเรียนต้องไปเรียนที่โรงเรียนพุทธ มีคำสั่งจากกรมตำรวจเรียกชาวฝรั่งเศสทุกคนที่อยู่ในจังหวัดทางภาคอีสานและภาคตะวันออก ให้เดินทางออกจากจังหวัดดังกล่าวโดยด่วนภายในเวลา 48 ชั่วโมง และคนเชื้อชาติฝรั่งเศสจะอยู่หรือผ่านไปไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมตำรวจ มิชชันนารีฝรั่งเศสต้องเดินทางเข้ามาอยู่ในพระนคร เจ้าอาวาสที่ปกครองวัดต่างๆ ต้องเปลี่ยนเป็นพระสงฆ์ไทยชั่วคราว พระสงฆ์ฝรั่งเศสบางองค์ถูกทำร้ายร่างกาย มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า คณะเลือดไทย จากจังหวัดต่างๆ คอยทำการต่อต้านศาสนา ออกใบปลิว และจดหมาย ยุยงให้คนไทยที่นับถือศาสนาคาทอลิกเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และห้ามทำศาสนกิจที่เกี่ยวกับศาสนาคาทอลิกทั้งสิ้น สมัยนั้นพระสงฆ์ไทยเข้าเงียบประจำปีเวลาค่ำของวันจันทร์ หลังวันฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในปีนั้นตรงกับวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1941 บุญราศีนิโคลาสเดินทางจากโนนแก้วถึงโคราชวันที่ 10 มกราคม เพื่อรับคุณพ่อเลโอนาร์ดเข้ากรุงเทพฯ ด้วยกัน แต่คุณพ่อเลโอนาร์ดได้ฟังวิทยุรายการ สนทนาของนายมั่น-นายคง ซึ่งใส่ร้ายโจมตีพวกคริสตัง จึงไปหลบภัยที่วัดหัวไผ่ ชลบุรี ท่านจึงไปวัดบ้านหันเพื่อรับคุณพ่ออัมบรอซิโอ แต่คุณพ่ออัมบรอซิโอก็ไม่อยู่เช่นกัน ที่วัดบ้านหัน ท่านได้ตีระฆังในเย็นวันที่ 11 มกราคม เพื่อเรียกคริสตังมาสวดภาวนาค่ำ และแจ้งให้มาฟังมิสซาในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์และเป็นวันฉลองพญาสามองค์ ขณะที่ท่านกำลังก่อสวดบทเร้าวิงวอนแม่พระ และสัตบุรุษตอบรับว่า ช่วยวิงวอนเพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายนี้เถิด สมาชิกเลือดไทยคนหนึ่งได้ไปรายงานนายอำเภอและตำรวจว่า ท่านก่อสวดออกชื่อใครต่อใครก็ไม่ทราบ แต่ให้พวกคริสตังรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ขอให้ฝรั่งเศสชนะไทยนี้เถิด! วันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1941 ท่านจึงถูกตำรวจจับกุมพร้อมกับหัวหน้าครอบครัวคริสตังจำนวน 9 คน ในข้อหา
กบฏภายนอกราชอาณาจักร ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี พระสังฆราชแปร์รอสได้มีจดหมายถึงหลวงอดุล เดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ เพื่อชี้แจงว่าท่านไม่มีความผิด แต่ถูกคนเกลียดชังใส่ความว่าเป็นแนวที่ 5 ขอให้พิจารณาความและปล่อยตัวตาม ท่านได้เขียนจดหมายถึงพระสังฆราชแปร์รอสจากเรือนจำกลางบางขวาง บอกว่าสิ่งที่ทำให้ท่านมีความอดทนก็คือการสวดภาวนา สวดสายประคำ และสวดมนต์ตามหนังสือที่พระสงฆ์ต้องสวด ซึ่งพระสังฆราชแปร์รอสได้ส่งไปให้ ถึงแม้จะไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา แต่ท่านก็ขอน้อมรับโทษอันนี้ตามน้ำพระทัยของพระ เพื่อชดเชยบาป ท่านยังได้สวดขอพระให้ยกโทษให้กับผู้ที่กล่าวหาและทำร้ายท่านด้วย ตลอดเวลาที่อยู่ในคุก ท่านได้รับความลำบากมาก ห้องขังสกปรก คับแคบ ไม่มีอากาศถ่ายเท อยู่กันอย่างแออัด แต่ท่านก็ไม่เคยบ่นถึงความลำบากเลย ท่านอดทนและคอยให้กำลังใจพวกที่ถูกจับด้วยกัน นอกจากนี้ ยังได้สอนคำสอนให้กับนักโทษทั้งที่เป็นคริสตังและคนต่างศาสนา เมื่อมีคนมาเยี่ยมและนำอาหารมาให้ ท่านก็แบ่งปันให้กับนักโทษคนอื่นๆ ด้วยความเมตตา การที่ถูกขังอยู่ในห้องขังสกปรก อากาศไม่ดี ท่านจึงล้มป่วยและถูกนำตัวไปตรวจ ทางเรือนจำแจ้งว่าท่านป่วยเป็นวัณโรค และแยกไปขังไว้ในเรือนจำของคนโรคปอด อยู่ร่วมกับนักโทษที่ป่วยเป็นวัณโรค ท่านได้สอนคำสอนและช่วยดูแลนักโทษที่ป่วย ได้โปรดศีลล้างบาปให้แก่นักโทษใกล้ตายจำนวน 68 คน ท่านถึงแก่มรณภาพวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1944 ในเรือนจำกลางบางขวาง และถูกนำไปฝังไว้ที่วัดบางแพรกซึ่งเป็นวัดพุทธที่อยู่ใกล้เรือนจำ วันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1944 พระสังฆราชแปร์รอสได้รับอนุญาตให้ขุดศพของท่านมาฝังที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ ผู้ที่ไปขุดศพเล่าว่าศพของท่านถูกฝังอยู่ในดินซึ่งขุดเป็นหลุมสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีลักษณะคุดคู้ ไม่มีโลง ไม่มีอะไรห่อศพ เนื้อหนัง และเส้นผมยังมีอยู่ แต่ไม่มีกลิ่น พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ได้เห็นชอบและอนุมัติให้ดำเนินเรื่องกรณีของท่านเพื่อขอแต่งตั้งเป็นบุญราศี มีพิธีเปิดกระบวนการพิจารณาในระดับท้องถิ่นระหว่างวันที่ 13-23 มกราคม ค.ศ. 1998 ที่บ้านผู้หว่าน สามพราน นครปฐม เมื่อคณะกรรมการด้านต่างๆ เกี่ยวกับการแต่งตั้งนักบุญที่กรุงโรม ได้ประกาศว่าการตายของท่านเป็นการตายแบบมรณสักขี ทางอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ จึงดำเนินการเปิดหลุมศพของท่านเพื่ออัญเชิญอัฐิมาตั้งไว้ในสถานที่ที่เหมาะสมกว่าเมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2000 วันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 2000 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้สถาปนาท่านเป็นบุญราศี พร้อมกับบุญราศีอื่นๆ รวม 5 ประเทศ จำนวน 44 องค์ ที่จตุรัสหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม ประเทศอิตาลี วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2000 อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้จัดพิธีฉลองอย่างเป็นทางการ โดยพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธาน ที่วัดนักบุญเปโตร สามพราน นครปฐม บ้านเกิดของท่าน |