รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

เมื่อวันที่ 15-20 กรกฎาคม ค.ศ.2013 พระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระสงฆ์และผู้ถวายตัว (คพส.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาสงฆ์ระดับประเทศครั้งที่ 29 “พระสงฆ์กับการฟื้นฟูการประกาศข่าวดีขึ้นใหม่” ณ บ้านผู้หว่าน สามพราน มีพระสงฆ์เข้าร่วมประมาณ 275 องค์ พระคุณเจ้า 8 องค์ และมีผู้แทนนักบวชหญิง 2 ท่าน เข้าร่วมประชุมด้วย ซิสเตอร์ศรีไพร กระทอง อธิการิณีเจ้าคณะรักกางเขนจันทบุรี และซิสเตอร์ วิไลวรรณ ยนต์ปลัดยศ อธิการิณีเจ้าคณะผู้รับใช้ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ (ราชบุรี)

ฯพณฯ พระอัครสังฆราชพอล ชาง อิน-นัม (Archb. Paul Shang In-Nam) เอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย องค์ปาถกถาพิเศษ ในวันแรกการสัมมนากับพระสงฆ์ ัหัวข้อ “การประกาศข่าวดี” เป็นหัวข้อการประชุมสมัชชาพระสังฆราชที่กรุงโรม เมื่อวันที่ 7-28 ตุลาคม ค.ศ.2012

“เป็นหน้าที่ของพระศาสนจักรที่ต้องประกาศข่าวดีเสมอไปและทุกแห่ง เพื่อความรอดของมนุษยชาติ” ตามที่พระเยซูคริสตเจ้าได้ตรัสไว้ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นสวรรค์ และนักบุญเปาโลกล่าวว่า “ขอให้เราประกาศข่าวดีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฤดูเก็บเกี่ยวใกล้เข้ามาแล้ว และวิบัติแก่ข้าพเจ้า ถ้าไม่ประกาศข่าวดี”

ประวัติการประกาศข่าวดีของพระศาสนจักร เปลี่ยนวิธีการ รูปแบบ ไปตามสภาพแวดล้อมและสถาน ตามความเหมาะสม ในยุคสมัยของเราก็เช่นกัน ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะกับยุคสมัย

การเปลี่ยนแปลงด้านสังคมทุกวันนี้ มีความสลับซับซ้อนและแปรเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้งในการมองโลกทุกวันนี้ อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เสรีภาพส่วนบุคคล เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉม และการผสมผสานด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม การอพยพย้ายถิ่นของประชากรโลก การพึ่งพาของประชากรในระดับสากล การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้ยึดติดกับมิติด้านศาสนาของมนุษย์ ถ้าการเปลี่ยนแปลงนี้ด้านหนึ่งเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนจักร ในเวลาเดียวกันก็เป็นสิ่งท้าทายงานอภิบาลที่ต้องเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่ด้วย

สังคมที่ก้าวไปสู่โลกนิยม ไม่สนใจมิติด้านความศักดิ์สิทธิ์ และมีชีวิตเหมือนกับไม่มีพระเจ้า ไม่สนใจเรื่องศาสนา แต่กลับเผยแพร่ลัทธิโลกนิยม และอเทวนิยม การเผยแพร่ลัทธิต่างๆ มีมากขึ้น

สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ทรงเน้นว่า “เป็นเรื่องเร่งด่วนของพระศาสนจักรทุกวันนี้ ที่ต้องประกาศข่าวดีใหม่ หรือ การประกาศข่าวดีอีกครั้งหนึ่ง” (New Evangelization and re-evangelization)

พระสมณทูตได้อ้างพระคัมภีร์ที่เล่าถึงบรรดาอัครสาวกออกไปจับปลาทั้งคืนไม่ได้อะไรเลย แต่เมื่อพระเยซูเจ้าซึ่งทรงกลับคืนพระชนม์ชีพมาพบกับพวกเขา และบอกพวกเขาให้ลงอวนอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาก็จับปลาได้จำนวนมาก เราพระสงฆ์เอง บางครั้งอาจจะประกาศข่าวดีไม่ได้ผลเลย แต่เมื่อมีพระเยซูเจ้าอยู่กับเขา เขาก็ได้ปลาจำนวนมาก

พระคุณเจ้าฟรังซิสเซวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ได้กล่าวในบทเทศน์ในมิสซาเปิดการสัมมนาฯ เน้นให้ “รื้อฟื้นการตอบรับการเรียกของพระเป็นเจ้า เป็นศิษย์ของพระองค์ และในฐานะพระสงฆ์ เป็นศาสนบริกรของพระองค์ รับใช้พันธกิจของพระองค์ การตอบรับการเรียกของพระเป็นเจ้า ต้องเสียสละ ทุ่มเทอุทิศตน และพร้อมจะเดินทวนกระแสโลก”

“การฟื้นฟูการประกาศข่าวดีขึ้นใหม่ ต้องการคนที่ได้ตอบรับ ได้เลือกพระเยซูเป็นองค์อุดมคติสำหรับชีวิตตนเอง และพร้อมจะเดินทวนกระแสสังคมรอบข้าง”

“พระสงฆ์ต้องเจริญชีวิตสมถะ ยากจน ซื่อสัตย์ต่อชีวิตสงฆ์ หน้าที่ความรับผิดชอบ พร้อมจะทุ่มเทให้พระเยซูเจ้าในทุกที่ และทุกงาน ต้องเป็นคนเอาจริงเอาจัง”

พระคุณเจ้าได้ยกแบบอย่างและชีวิตของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส “อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลงที่พระเยซูเจ้านำมามอบให้”

และวิทยากรได้แบ่งปันการประชุมสมัชชาพระสังฆราชที่กรุงโรม (Synod of Bishops) ซึ่งเนื้อหาเป็นเรื่องเดียวกันกับสิ่งที่สภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย ได้ประกาศในแผนอภิบาลฯ “เรื่องการประกาศข่าวดีและวิถีชุมชนวัด” (BEC)

พระคุณเจ้ายอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ได้แบ่งปันประสบการณ์ และผลสรุปจากการประชุมสหพันธ์สภาพระสังฆราชแห่งเอเชียครั้งที่ 10 (FABC X) โอกาสครบ 40 ปี ที่เวียดนาม เมื่อวันที่ 10-16 ธันวาคม ค.ศ.2012 ซึ่งมีผลสรุป 10 ข้อสำคัญ คือ “ผู้ประกาศข่าวดีขึ้นใหม่ 1) พบพระเยซูเจ้าเป็นการส่วนตัว 2) มีความร้อนรนต่อการประกาศข่าวดี 3) มุ่งมั่นที่พระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า 4) อุทิศตนเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน 5) การเสวนา วิถีทางแห่งชีวิตและการประกาศข่าวดี 6) การปรากฏตนด้วยความสุภาพถ่อมตน 7) ผู้ประกาศข่าวดีที่เป็นประกาศก 8) ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ 9) ความห่วงใยดูแลสิ่งสร้าง”

ค.ศ.2013 ยังเป็นโอกาสครบรอบการเปิดประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ครบ 50 ปีด้วย ในการประชุมครั้งนี้ได้ศึกษาเฉพาะพระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่ (Gaudium et Spes)

พระคุณเจ้ายอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ พูดถึง “การดำเนินชีวิตในสังคมไทยและวัฒนธรรมไทย การอยู่ร่วมกันกับศาสนาอื่นอย่างสันติ เรื่องศาสนสัมพันธ์ ในงานประกาศข่าวดีของพระสงฆ์และการเป็นผู้อภิบาลที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่นำความเชื่อไปสู่ปวงชนเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรให้เรา (คริสตชน) อยู่ร่วมกับศาสนาอื่นได้อย่างสันติ พระสงฆ์ต้องปรับตัว ปรับบุคลิกและท่าที เพื่อให้การประกาศข่าวดีบังเกิดผล”

คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร กล่าวถึงสมณสารฉบับนี้ว่า “ในการประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ทรงเปรียบว่า เป็นการเปิดประตูให้ลมจากภายนอกพัดเข้ามาให้สดชื่นขึ้น เป็นความชื่นชมยินดี และความหวังของโลก พระศาสนจักรอยู่ในโลก ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับโลก”

คุณพ่อเน้นว่า “ขณะที่สังคมโลกทุกวันนี้กำลังเสื่อม และทำลายตนเองด้านศีลธรรม ความจริงถูกย่ำยี ความหลอกลวงกำลังแพร่ขยายมากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่พระสงฆ์นักบวช ต้องทุ่มเทอุทิศตนอย่างเต็มที่ (Total Commitment)”

“สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ด้านพิธีกรรม จากการหันหลังในสัตบุรุษ เปลี่ยนเป็นหันหน้าเข้าหาสัตบุรุษ และส่งเสริมให้ฆราวาสมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น”

คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช พูดถึงวาติกันครั้งที่ 2 กล่าวถึง “พระศาสนจักรต้องอ่านเครื่องหมายแห่งกาลเวลา ซึ่งในประเทศไทยวันนี้คือประชากรอาเซียน ผู้คนจะอพยพเข้ามา พระศาสนจักรไทยต้องเตรียมใจ เปิดใจ พร้อมที่จะปรับตัว พระศาสนจักรต้องพยายามสร้างความสมดุล และต่อยอดสิ่งที่เราเคยทำ เคยปฏิบัติมา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เราต้องชี้ให้เห็นผลร้ายของความรุนแรง ประวัติศาสตร์ได้สอนเรามานานแล้ว และการแต่งงาน การหย่าร้าง ที่กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ พระศาสนจักรจะสอนอย่างไร”

“เทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวาง รวดเร็ว และพระศาสนจักรต้องพยายามชี้ให้เห็นว่า นี่เป็นเครื่องมือที่มนุษย์จะใช้เพื่อความก้าวหน้า เพื่อสังคมโลก”

“พระศาสนจักรต้องพยายามปลุกเสียงฆราวาส ให้เป็นเสมือนเสียงประกาศก ในสังคมที่บางส่วนพระสงฆ์นักบวชเข้าไม่ถึง คือการเมือง เป็นนักการเมืองแล้วถูกกลืนไป แตกแยกเป็นสี เป็นกลุ่ม และมีความรุนแรงมากขึ้น พระสงฆ์ต้องนำคำสอนของพระศาสนจักร ความซื่อสัตย์ การรับใช้ เกียรติและศักดิ์ศรีมนุษย์ คุณค่าของมนุษย์ที่เป็นคุณค่าที่แท้จริง”

อาจารย์สุมิตรา พงศธร ได้สะท้อนพระธรรมนูญว่าด้วยพระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่ ในมุมมองนักการศึกษา และสรุปออกมาเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ “1) ไมว่าสังคมและโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่พระเยซูเจ้าทรงมีชีวิตมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุดเสมอ 2) ชีวิตสงฆ์ เป็นชีวิตที่แสวงหาและเลียนแบบพระเยซูคริสต์ และแบบอย่างของพระสงฆ์จำเป็นและสำคัญสำหรับคริสตชน 3) สาระสำคัญของพระธรรมนูญเน้นเรื่องศักดิ์ศรีมนุษย์ ความหมายที่แท้จริงของความรักและอิสรภาพ ความสำคัญของมโนธรรม และการหล่อหลอมความเชื่อ การอ่าน วิเคราะห์และสังเคราะห์สัญญาณแห่งกาลเวลา”

สำหรับเด็กนักเรียน การหล่อหลอมความเชื่อที่เคยมีพื้นฐานอยู่ที่ครอบครัว ที่บ้าน แต่วันนี้อาจไม่ใช่แล้ว เนื่องจากกระแสสังคม ภาระ และหน้าที่ จึงมาตกที่พระสงฆ์ นักบวช บุคลากรของพระศาสนจักร ซึ่งต้องมีการไตร่ตรองกันใหม่”

“บทบาทของพระศาสนจักร ต้องเป็นเชื้อแป้ง เป็นแสงสว่าง และเป็นจิตวิญญาณของสังคมมนุษย์ ข่าวดีของพระคริสต์ยังมีความใหม่เสมอในโลก”

คุณพอล แพตริก พร ศรีจันทร์ ได้แบ่งปันความคิด มุมมองในฐานะฆราวาส ซึ่งวันนี้ได้เป็นฆราวาสจิตอาสา ประกาศข่าวดี ได้เปรียบเทียบอาชีพด้านการตลาดของตน กับพันธกิจของพระสงฆ์ ว่า “เป้าหมายของพันธกิจสงฆ์ คือ ทำให้ผู้รับมีความสุขหรือสวรรค์ พระสงฆ์ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ประกาศอย่างชัดเจน และเป็นผู้มีบุคลิกยิ้มแย้ม มีท่าทีต้อนรับ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี น่าเข้าหา พูดคุยแล้วอบอุ่น”

“การยิ้มสื่อความหมายหลายอย่าง การยิ้ม คือความสุขที่เห็นได้ สัมผัสได้ คือพยานชีวิตความสุข หนึ่งยิ้มส่งให้ ตรงจากใจ ฟื้นจิต ฟูใจ หลากหลายให้ชื่นฉ่ำ ช่างเลิศล้ำ เกินร้อยคำพรรรณา กัณฑ์เทศน์สอน ที่ห่างใจ”

นอกจากนี้ สิ่งที่ฝากถึงคุณพ่อเป็นพิเศษคือการใช้ภาษา คำศัพท์ของศาสนาอื่น ซึ่งทำให้สับสนและบางครั้งความหมายไม่ตรง ตามความคิดของตน คิดว่าไม่ควรอย่างยิ่ง”

สำหรับวิทยากรรับเชิญ คุณหมอ สุมล นาคเฉลิม ได้แบ่งปันประสบการณ์การทำงาน เนื่องจากอยู่ในแวดวงราชการมานาน และวันนี้เป็นวิทยากรรับเชิญทั่วไป กล่าวถึงสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคมไทยในทุกด้าน ด้านการเมือง สังคม ศาสนา สิ่งที่เกิดขึ้นกับการศึกษา และเยาวชนไทย ครอบครัวที่หย่าร้าง ฯลฯ

“การทุจริตที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ ทุกแวดวง รุนแรงจนกลายเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องร่วมกันต่อสู้ พระสงฆ์นักบวช ต้องทำงานหนัก และต้องกล้าต่อสู้กับการทุจริต ปลูกฝังความถูกต้องให้กับเด็กวันนี้ของเรา”

“เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง สังคมไทยจะได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง อันตรายที่น่ากลัวคือ การที่คนไทย ขายที่ดินให้กับชาวต่างชาติ หลายแห่งเกิดขึ้นแล้ว คนไทยกลายเป็นลูกจ้างบนที่ดินของตนเอง”

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ กล่าวถึงกระแสตะวันตก ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมไทยวันนี้ “ตามกระแสโลกาภิวัตน์ กระแสวัตถุนิยมรุนแรง ขาดความสุขด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริง และสถาบันทางสังคมทำหน้าที่ไม่ครบสมบูรณ์ตามที่ควรจะเป็น ทุกวันนี้ประเทศไทยเผชิญกับยาเสพติด เด็กและเยาวชน ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ความยากจน และโรคเอดส์”

“สังคมธรรมาภิบาล ตามที่ไอเอ็มเอฟ. ได้ให้คำจำกัดความไว้ 1) หลักนิติธรรม และความเสมอภาค (Rule of Law& Equity) 2) หลักความมีศักดิ์ศรี มีคุณธรรม (Integrity) 3) หลักความรับผิดชอบ (Accountability) 4) หลักความโปร่งใส (transparency) 5) หลักการมีส่วนร่วม (Participation) 6) หลักประสิทธิภาพ(efficiency)”

คุณจิตร์ได้กล่าวถึงบทบาทของศาสนาว่า “ทุกศาสนาล้วนสอนให้ละเว้นความชั่ว มุ่งทำความดี สอนให้มีความรัก เมตตา เสียสละ ยุติธรรม การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ฯลฯ”

ในฐานะที่ศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยว เป็นที่พึ่งของประชาชน บทบาทของศาสนายังคงต้องเป็นคำตอบให้กับสังคมวันนี้ว่า

“ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์ทั้งในยามทุกข์และยามสุข ส่งเสริมศีลธรรมและความเป็นระเบียบของสังคม เสนอแนะแนวทางการดำเนินชีวิตและหลักปฏิบัติไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ของมวลมนุษยชาติ”

ช่วงแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ที่ทำงานต่างๆ ทั้งพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชหญิง และฆราวาส นับว่าเป็นช่วงที่ได้รับความสนใจและทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ผู้ร่วมสัมมนาเป็นอย่างมาก

พระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ได้เล่าถึงการทำงานในภาคเหนือกับชนเผ่าต่างๆ ที่แตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรม คุณพ่อวีรชัย ศรีประมงค์ ได้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตธรรมทูตในประเทศกัมพูชา ประมาณ 20 ปี คุณพ่อเป็นธรรมทูตไทยคนแรกที่ไปทำงานในกัมพูชา ซิสเตอร์สุวรรณี ใจร่วม คณะศรีชุมพาบาล ทำงานกับคนยากจน สตรี และคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยอาศัยวิชากฎหมายที่ได้ศึกษามา จนสามารถประกอบอาชีพทนายความได้ ครูทองบาง จันทรักษ์ มี รับราชการเป็นครู ทำงานและประกาศข่าวดีด้วยชีวิต และเป็นแบบอย่าง ครูอินวร หัสราช เป็นครูคำสอนมากว่า 40 ปี และยังได้แหล่ พร้อมทั้งเป่าแคน บอกเล่าถึงการประกาศข่าวดีด้วยชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจมาก

เป็นที่น่าสังเกตว่า วิทยากรหลายท่านได้ยกตัวอย่างชีวิตของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ซึ่งแม้จะทรงมีตำแหน่งสูงสุด เป็นผู้นำโลกคาทอลิก ทรงวางพระองค์เรียบง่าย ธรรมดาๆ เข้ากับประชาชน เด็ก เยาวชน ไม่ยึดติดกับรูปแบบ ความหรูหรา ถือเป็นแบบอย่างแก่พระสงฆ์นักบวช และผู้นำประเทศต่างๆ ด้วย

สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ สภาพระสังฆราชฯ ได้มีมติให้ร่วมฉลองปีความเชื่อในระดับประเทศด้วย โดยเพิ่มวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม ได้เชิญนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ มาจัดกิจกรรม มีพิธีบูชาขอบพระคุณ และพระคุณเจ้าพบนักเรียน รวมทั้งคณะนักบวชๆ ได้มาจัดนิทรรศการเพื่อส่งเสริมกระแสเรียก มีนักเรียนไปร่วมประมาณ 3,200 คน วันเสาร์ที่ 20กรกฎาคม สภาพระสังฆราชฯ ร่วมกับวิทยาลัยแสงธรรม ได้จัดพิธีบวชสังฆานุกร แต่งตั้งผู้อ่านพระคัมภีร์และผู้ช่วยพิธีกรรม มีคริสตชนไปร่วมพิธีกันประมาณ 5,000 คน โดยใช้หอประชุมสมเด้จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 หลังใหม่ เป็นสถานที่จัดงานหลัก รวมทั้งบริเวณโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ด้วย

“เพื่อนสงฆ์” ได้สอบถามความคิดเห็นของผู้เข้าร่วม รวมทั้งผู้มีส่วนร่วมในการจัดบางท่าน ถึงสิ่งที่ได้รับ

คุณพ่อดาวิด ชูแกรต์ คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (MEP) อายุ 35 ปี อายุบวช 5 ปี

“ผมมาสัมมนาครั้งนี้เป็นครั้งแรก ดีใจมากที่มีโอกาสมา เพราะเป็นโอกาสที่ได้มาพบปะพี่น้องสงฆ์ในประเทศไทย ได้พบและรู้จักพระสงฆ์ไทยและมิสชันนารีต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย และได้สวดภาวนาร่วมกัน”

“เนื้อหาในการสัมมนาน่าสนใจมาก เป็นโอกาสที่จะฟื้นฟูความเชื่อของเราแต่ละคน”

ในฐานะมิสชันนารี ได้เห็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซนต์เป็นคนไทย ผมรู้สึกว่าภารกิจของคณะ MEP สำเร็จแล้ว พระสันตะปาปาทรงตั้งคณะ MEP ขึ้นเพื่อให้เราไปก่อตั้งพระศาสนจักรท้องถิ่น บัดนี้ภารกิจของคณะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมสังเกตว่ามิสชันนารียังมีบทบาทที่สำคัญด้วย ในประเทศไทยมีวิธีการประกาศข่าวดีหลายวิธี ถือเป็นโบนัสสำหรับประเทศไทย”

“สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับมิสชันนารีต่างชาติก็คือเรื่องภาษา จะต้องมีความอดทน เพราะต้องสื่อสารกับคนไทยเพื่อประกาศข่าวดี”

คุณพ่อพิรัตน์ ดำรงศักดิ์ สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี อายุ 52 ปี อายุบวช 22 ปี

“การมาร่วมสัมมนาพระสงฆ์ในครั้งนี้ ทำให้เราได้มาย่อยและรู้จักตัวเองว่า จะประกาศพระวรสารอย่างไรในชีวิต”

“ส่วนเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือเรื่อง Gaudium et Spes ที่คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร บรรยาย เป็นเรื่องที่ผมต้องกลับไปให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ ในเรื่องความหวังและความยินดี”

“ตั้งแต่บวชมา 22 ปี ผมมาร่วมสัมมนาทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มาช้าเพราะต้องเตรียมฉลองวัด”

คุณพ่อมิเกล กาไรซาบาล คณะเยสุอิต อายุ 71 ปี อายุบวช 41 ปี

“ผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่พระสงฆ์ได้มาอยู่รวมกัน ภาวนาด้วยกัน พูดคุย และพักผ่อนร่วมกัน ถือเป็นพระพรอย่างยิ่ง ส่วนเนื้อหาเป็นอันดับรอง เพราะจิตตารมณ์แห่งความเป็นสงฆ์ได้รับการฟื้นฟูด้วยการอยู่ร่วมกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผมจึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้มีการจัดสัมมนาแบบนี้”

“ในด้านเนื้อหา ผมคิดว่าเราทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในบริบทที่มีข้อจำกัด ผมชอบวันแรกที่เชิญวิทยากรจากข้างนอกมาให้ข้อมูลความรู้ ซึ่งบางทีเราไม่มีโอกาสได้รับรู้จากแวดวงคาทอลิกของเราเลย เราต้องฟังเสียงร้องของชาวโลกว่าเขาทุกข์อย่างไร เขาต้องการอะไร”

“วันที่สามที่เชิญครูคำสอนมา ทำให้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน และเชิญซิสเตอร์สุวรรณีมาเป็นวิทยากร มาแบ่งปัน เป็นข้อมูลที่มีค่ามาก ได้เห็นความศรัทธา ความเอาใจใส่ และความร้อนรนของฆราวาส เป็นแรงบันดาลใจให้พระสงฆ์ต้องทำงานมากขึ้น เพราะได้เห็นตัวอย่างที่ดีของฆราวาส”

“สำหรับ “วาระพระคุณเจ้าพบคณะสงฆ์” มีเวลาน้อยไป น่าจะมีเวลาให้พระสังฆราชแต่ละองค์ได้พูดมากกว่านี้

ในภาพรวม ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ผมรู้สึกพอใจมาก และชอบมาก ผมสังเกตเห็นพระสงฆ์ที่เข้าสัมมนาให้ความสนใจมากและพอใจมาก ถือเป็นมิติใหม่ที่พระสงฆ์ให้ความสนใจการสัมมนามากขึ้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องประชุม มีขาดบ้างเล็กน้อย”

คุณพ่อวีรศักดิ์ สุภาเพิ่ม คณะวินเซนเซียน อายุ 57 ปี อายุบวช 4 ปี เลขานุการพระสังฆราช สังฆมณฑลอุดรธานี

“ผมชอบการสัมมนาครั้งนี้ มีบรรยากาศแบบพี่น้อง ได้เนื้อหาสาระดี ทำให้เราได้มีโอกาสกลับไปดูสภาพการณ์ของโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศของเรา ได้เรียนรู้ว่าโลกกำลังก้าวไปมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง ‘ประชาคมอาเซียน’ (AEC) และได้ทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ดังนั้น พระศาสนจักรท้องถิ่นต้องให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะตัวพระสงฆ์เอง ต้องร่วมมือและเป็นผู้นำให้กับชุมชน และชาวบ้าน ให้พวกเขาได้รับรู้และเรียนรู้ สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาทำให้เราได้ย้อนกลับมาดูตัวเองว่าได้ทำงานอย่างเต็มที่มากน้อยเพียงไร

“ผมมาร่วมสัมมนาทุกครั้งตั้งแต่บวชมา เพราะชอบบรรยากาศแบบพี่น้อง ได้ประโยชน์เพื่อนำไปใช้ในการทำงาน คิดว่าการจัด 2 ปีครั้งแบบนี้ดีแล้ว บรรดาพระสงฆ์จะได้กลับมาพูดคุยแบ่งปันข้อคิดประสบการณ์แก่กันและกัน ผมได้แบ่งปันกับรุ่นพี่บางคน มีคุณพ่อองค์หนึ่งจากภาคใต้ ผมได้เห็นชีวิตเขาลำบากอย่างไร เขาจะขอบคุณพระทุกครั้งที่เดินทางกลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย ผมต้องขอบคุณพระที่ทำงานอยู่ในที่สบายกว่าเขาเยอะ และเสียดายมากสำหรับคนที่ไม่ได้มา อย่างภาคเหนือ ถนนหนทางยังไม่ดี คุณพ่อบางองค์ต้องเดินทางไปทำงานด้วยความลำบาก บางทีต้องเดินเท้าเข้าไป ทำให้ผมต้องเริ่มต้นตัวเองใหม่”

“ผมต้องขอบคุณพระสงฆ์รุ่นพี่ที่ได้ให้ข้อคิดสะกิดใจผมในเรื่องการสวดภาวนา ถึงแม้จะทำงานหนัก ก็ต้องสวดภาวนาอย่างสม่ำเสมอ แม้จะมีโอกาสสวดภาวนาน้อยลงบ้าง แต่ก็อย่าให้ขาด”

คุณพ่อนิโกลาส์ เลอเฟบือร์ คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (MEP) อายุ 47 ปี อายุบวช 8 ปี

“ผมมาสัมมนาครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษที่ได้มารู้จักกับบรรดาพระสงฆ์”

“สำหรับเนื้อหาครั้งนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมปัจจุบันที่บรรยายโดยวิทยากรคนแรกซึ่งเป็นข้อมูลใหม่ และที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ การบรรยายของพระคุณเจ้าชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ และคุณพอล พร ศรจันทร์ ซึ่งเป็นการบรรยายเชิงสนทนาพูดคุยแสดงความรู้สึกส่วนตัว มีการพูดถึงประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงว่า พระสงฆ์จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างไร ต้องปรับเปลี่ยนบุคลิก ท่าทีอย่างไร ในการประกาศข่าวดี”

คุณพ่อวีระเดช ใจเสรี อุปสังฆราช อัครสังฆมณฑลท่าแร่ฯ อายุ 50 ปี อายุบวช 21 ปี

“เนื้อหาในปีนี้มีประโยชน์มาก ได้ความรู้มาก รู้สึกว่าการมาสัมมนาในปีนี้คุ้มค่า และประทับใจวิทยากรทุกคนที่มาแบ่งปัน และเป็นหัวข้อที่เหมาะกับยุคสมัยมาก”

“สิ่งที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้คือ ทำให้เห็นถึงงานอภิบาล จะต้องเน้นเรื่องการปฏิบัติควบคู่ไปกับการประกาศข่าวดี โดยเฉพาะพระสงฆ์ของเรา เรื่องการเจริญชีวิตเป็นแบบอย่าง ควบคู่ไปกับการประกาศข่าวดี เพราะจากที่ได้ฟังเนื้อหาการบรรยายของวิทยากรตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ล้วนแต่มุ่งมาที่เรื่องการเจริญชีวิตเป็นแบบอย่าง เป็นพยาน สำหรับเราพระสงฆ์ ต้องเจริญชีวิตเป็นแบบอย่าง เป็นพยาน การเป็นนายชุมพาบาลท่ามกลางฝูงแกะ ต้องเข้าหาสัตบุรุษ สนใจสัตบุรุษ และอยู่ร่วมกับสัตบุรุษ นี่คือสิ่งที่คิดว่าต้องให้พระสงฆ์เราตระหนัก และพยายามปฏิบัติให้ได้”

“บรรยากาศทั่วไปดีมาก และในปีนี้ได้พัฒนาเรื่องการจัด โดยให้พิธีฉลอง 25 ปี และ50 ปีชีวิตสงฆ์ มาอยู่วันแรก แทนที่จะเป็นวันสุดท้าย”

คุณพ่อวิทยา งามวงศ์ อุปสังฆราช สังฆมณฑลอุบลราชธานี อายุ 60 ปี อายุบวช 33 ปี

“ผมรู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมสัมมนาในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์สังคมโลก และสังคมไทยในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาไปเร็วมาก เป็นต้นชุมชนของเราที่ต้องเตรียมการเรื่องการติดต่อคมนาคมกับคนภายนอก เรื่องโลกาภิวัตน์ เรื่องการอพยพย้ายถิ่น ได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้มากขึ้น

“นอกจากนี้ ยังได้มาปลุกจิตสำนึกในการประกาศข่าวดีขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นข่าวดีที่ต้องดูแลเอาใจใส่ ทั้งลูกแกะที่อยู่กับเรา และลูกแกะที่หายไป ผมรู้สึกว่าจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ ในการมอบข่าวดีให้แก่ลูกแกะของเรา”

“สังฆมณฑลอุบลราชธานีได้รับเกียรติให้มีส่วนร่วมในการจัดสัมมนาครั้งนี้ เรารู้สึกดีใจและถือเป็นเกียรติ ได้เตรียมการกันตั้งแต่ปีที่แล้ว และเราก็ให้ความร่วมมือตามกำลังความสามารถของเรา”

“ผมสังเกตว่าพระสงฆ์ให้ความสนใจมาก เพราะการจัดเนื้อหา มีข้อมูลทันเหตุการณ์ ที่น่าสนใจคือ ได้เชิญวิทยาการท้องถิ่นที่มีประสบการณ์จริงมาแบ่งปัน เช่น พระคุณเจ้าวีระ อาภรณ์รัตน์ มาแบ่งปันการประกาศข่าวดีในภาคเหนือ คุณพ่อวีรชัย ศรีประมงค์ มาแบ่งปันการประกาศข่าวดีกับพี่น้องชาวกัมพูชา และแม้แต่วิทยากรที่เป็นฆราวาส อย่างครูทองบาง จันทรักษ์ ก็นำประสบการณ์จริงในชีวิตคริสตชนของเขามาแบ่งปัน”

คุณพ่อสมควร หมายแม้น สังฆมณฑลราชบุรี อายุ 49 ปี อายุบวช 18 ปี

“ผมมองว่าทีมวิทยากร และทีมผู้ประสานงาน ได้เตรียมตัวและทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ดังนั้น วิธีการนำเสนอ และมีการสรุปที่ทำให้เราพระสงฆ์สามารถเข้าใจในเนื้อหาที่วิทยากรบรรยาย การสรุปตอนท้ายเป็นการกระชับเนื้อหาในภาพรวม”

“การจัดแบบนี้ ทำให้เราพระสงฆ์ที่ทำงานอยู่ตามวัดได้มีโอกาสมาพบกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์แก่กันและกัน นอกเหนือจากเนื้อหาที่ได้รับจากการสัมมนาแล้ว เรายังได้เนื้อหาจากบรรดาเพื่อนพระสงฆ์ด้วยกันที่ทำงานในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะบนดอย ตามวัด หรือตามโรงเรียน ทุกคนจะมีข่าวดี และมีปัญหา ก็จะนำมาแบ่งปันกัน มาแชร์กัน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้ไป Meeting กลุ่มรุ่นปีของเรา เป็นการสร้างความสัมพันธ์ การที่เราจากกันไปนานแรมปี แล้วได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ทำให้มีความเข้าใจกันมากขึ้น มีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง มีการแชร์ประสบการณ์กันมากขึ้น”

“สำหรับบรรยากาศของผู้เข้าร่วมสัมมนา ผมสังเกตว่าพระสงฆ์ที่มาร่วมสัมมนาทุกคนมีความตื่นตัว เมื่อเรามาเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ หรือรุ่นน้อง ทุกคนจะรีบเข้ามาทักทายกัน ชวนกันไปเล่นกีฬา และเมื่อกลับไปแล้ว เราก็มีกำลังใจ และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะไปนำเสนอ ไปแบ่งปันให้กับสัตบุรุษของเรา”

คุณพ่อประเสริฐ ตรรกเวศม์ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ บวช 30 ปี อายุ 56 ปี

“บรรยากาศทั่วๆ ไป รู้สึกดีทุกอย่าง พระสงฆ์ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สำหรับเนื้อหาในปีนี้ได้ออกนอกกรอบ ช่วยให้พระสงฆ์ที่เข้าสัมมนาได้กลับไปพิจารณาว่า แต่ละคนจะเริ่มต้นจากตัวเองอย่างไร ต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพตนเองอย่างไร เพื่อนำความยินดีและความหวังไปสู่บุคคลต่างๆ ตามสังคายนาฯ ผมคิดว่าได้ประโยชน์มากและรู้สึกเสียดายสำหรับหลายๆ คนที่ขาดโอกาสเข้าร่วมสัมมนา”

“พระสงฆ์หลายองค์สนใจเนื้อหา ผมคิดว่าหลายองค์ต้องกลับไปเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเอง เป็นต้นด้านชีวิตจิต คิดว่าต้องเริ่มจากตัวพระสงฆ์เองก่อน”

“ครั้งนี้ได้เห็นบางแง่มุม ทำให้ต้องกลับมาไตร่ตรอง ที่หลายคนบอกว่าต้องเริ่มจากพระคัมภีร์ ต้องเริ่มจากเทววิทยา สิ่งเหล่านี้ได้รับการอบรมมาจากบ้านเณรใหญ่มากแล้ว เราจะนำพระเจ้าที่เรารู้จักระเจ้าของทุกคนในภาคปฏิบัติอย่างไร ในด้านการสื่อสารอย่างไร อย่างเช่น บางทีพื้นฐานของพระสงฆ์องค์นั้นคิดว่าจะต้องแม่นพระคัมภีร์ แม่นเทววิทยา แม่นพิธีกรรม แต่กลับลืมพื้นฐานที่มาจากความคิดของฆราวาส คือ “การยิ้ม” ขอให้ยิ้ม สื่อสารได้รู้เรื่อง ขอให้เป็นการสื่อที่เริ่มจากตัวเองก่อนว่าตัวเองเข้าใจแล้วว่าจะสื่อสารกับใคร ขอให้มีความสุข เพราะการจะนำความสุขไปให้ใคร เราต้องมีความสุขก่อน เราต้องพิจารณาดูว่า ชีวิตของเราทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างไม่มีความสุขหรือเปล่า เราต้องกลับมาทบทวนตัวเอง”

คุณพ่อณัฐพล ศรีมะณี สังฆมณฑลอุบลราชธานี อายุ 51 ปี บวช 23 ปี ประจัดสัมมนาครั้งนี้

“ผมรู้สึกดีใจและภูมิใจที่พระสงฆ์มาร่วมสัมมนาจำนวนมาก ได้ให้เวลาและให้ความสนใจฟังการบรรยาย และเห็นว่าเป็นเนื้อหาที่ดี มีคุณค่าต่อชีวิตสงฆ์และงานอภิบาล พระสงฆ์ให้ความสนใจมาก ไม่ค่อยถาม ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่จะรับฟัง”

“สิ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษคือ การประกาศข่าวดีแบบใหม่ต้องเกิดจากตัวพระสงฆ์เอง ที่ต้องเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ภาวนา ต้องเลียนแบบอย่างสมเด็จพระสันตะปาปา ต้องออกจากวัดไปพบผู้คนให้มากขึ้น ต้องมีความกล้าหาญมากขึ้น”

“สำหรับบรรยากาศการประกาศข่าวดีในภาคอีสาน ปัจจุบันภาคอีสานมีความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านอาชีพการงาน การคมนาคมขนส่ง การพบปะผู้คนอยู่ในวงกว้างมากขึ้น การเดินทางก็สะดวกขึ้น ในภาคอีสานมีโอกาสได้เสวนากันในทางวัฒนธรรม การประกาศข่าวดีในภาคอีสานอาจจะต้องเปลี่ยน ต้องมีจุดที่ทำให้พี่น้องต่างศาสนาสนใจจริงๆ นี่คือสิ่งที่เราต้องหาคำตอบร่วมกันว่าจะต้องทำอย่างไร”

สังฆมณฑลอุบลราชธานีเป็นผู้ร่วมจัดการสัมมนาในปีนี้ มีคุณพ่อณัฐพล ศรีมะณี เป็นประธาน และมีพระสงฆ์ของสังฆมณฑลอุบลราชธานีและในเขตอีสานร่วมกันรับผิดชอบ

สำหรับการสัมมนาฯ ครั้งต่อไป ค.ศ.2015 เป็นครั้งที่ 30 สังฆมณฑลจันทบุรีเป็นผู้ร่วมจัดการสัมมนาในครั้งนี

เลขาธิการ คพส. รายงาน