รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

วันที่ 21-25 มกราคม ค.ศ. 2008 พระคุณจ้ายอด พิมพิสาร ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี เป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาพระสงฆ์ 4 สังฆมณฑลในภาคอีสาน ครั้งที่ 18  หัวข้อ บทบาทพระสงฆ์กับการอภิบาลด้วยพระวาจาในบริบทวัฒนธรรมอีสาน ณ โรงแรม โฆษะ จังหวัดขอนแก่น มีพระสงฆ์เข้าร่วมการสัมมนาจำนวน 95 องค์

พระคุณเจ้ายอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการสงฆ์อีสานกล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่ได้รับหน้าที่นี้ ต่อจากพระคุณเจ้าพเยาว์ มณีทรัพย์  การสัมมนาครั้งนี้ ด้านเนื้อหาก็คิดว่า 2 วันแรกทุกคนคงได้รับประโยชน์มาก ทั้งคุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ และศาสนาจารย์สำราญ หมอกชัย เพราะเป็นเรื่องเนื้อหาที่ชัดเจน และประสบการณ์การทำงานในภาคอีสานโดยตรง อีกวันหนึ่งก็ไปพักผ่อนร่วมกัน สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เพื่อจะได้ร่วมมือกันทำงานในภูมิภาคนี้ ได้ประสานและไปในทิศทางเดียวกัน”

“สำหรับการสัมมนาสงฆ์สี่สังฆมณฑลอีสาน คิดว่าเป็นการรวมตัวที่ดีมาก เพราะเขาเคยมีชีวิตในบ้านเณรเล็กกันมาก่อนที่ท่าแร่ และอุบลฯ รวมทั้งภาษาอีสาน ซึ่งเป็นสื่อเชื่อมความใกล้ชิดกันได้ดี คิดว่าคุ้มค่ากับการสัมมนา และสัตบุรุษในภาคอีสาน ในสังฆมณฑลต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นญาติพี่น้องกัน อพยพย้ายไปทำมาหากินในที่ต่างๆ กัน”

คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ วิทยากรในการสัมมนา พูดถึงพระคัมภีร์ ตามคำสอนของสังคายนาวาติกัน เรื่องการเผยความจริงของพระเจ้า (Dei Verbum) ค.ศ. 1965 ซึ่งก่อนหน้านี้ พระศาสนจักรได้ยึดเอาหนังสือพระคัมภีร์ฉบับวุลกาตา ภาษาละติน ตามสังคายนาเมืองเตรนท์ (Trent) เมื่อ ค.ศ.1546 เป็นต้นมา ถึง 400 กว่าปี

“หนังสือพระคัมภีร์ตามสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เป็นก้าวสำคัญยิ่งในการประเมินคุณค่า และความสำคัญของพระคัมภีร์เสียใหม่”

พระคัมภีร์ได้รับการเคารพเทียบเท่าศีลมหาสนิท เพราะสิ่งที่บรรจุอยู่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า เพื่อความรอดของเรา และคริสตชนทุกคนควรเข้าถึงพระคัมภีร์โดยง่าย เป็นการเปิดทางให้มีการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่นต่างๆ

หนังสือพระคัมภีร์เป็นหนังสือวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่แตกต่างจากหนังสืออื่น ต้องเข้าใจและอ่านให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของผู้เขียน

“พระวาจาของพระเจ้าที่ปรากฏในคำพูดของมนุษย์ เพื่อความรอดของเรา”

และเขียนขึ้นมาเพื่อให้เรา “เชื่อ” และ ได้รับ “ความรอด” การอ่านพระคัมภีร์ต้องอ่านเหมือนกับพระเจ้าตรัสกับเรา ต้องเปิดใจ ต้อนรับพระวาจาด้วยใจกว้าง รับฟังพระเจ้าตรัสกับเรา  ไตร่ตรองพระวาจาให้เข้าใจถ่องแท้ด้วยตนเอง และปฏิบัติตามจากสิ่งที่เราได้รับจากการไตร่ตรอง และปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า”

“การอ่านพระคัมภีร์ ต้องอ่านด้วยท่าทีของการสวดภาวนา”

เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์แล้ว ที่สุดแล้ว “พระวาจาต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เราต้องพยายามคิดและปฏิบัติเหมือนพระเยซู”

คุณพ่อชัยยะได้สรุปด้วยคำเตือนใจในโอกาสวันบวชพระสงฆ์ว่า “จงเชื่อในสิ่งที่อ่าน สอนในสิ่งที่เชื่อ และปฏิบัติตามสิ่งที่สอน”

ศาสนาจารย์สำราญ หมอกชัย คริสตจักรเยเนซาเรท หนองคาย สังกัดภาคที่ 7 ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 19 ภาค

อาจารย์สำราญ ในฐานะผู้ช่วยศิษยาภิบาลและเป็นศิษยาภิบาลมาแล้วถึง 31 ปี ปัจจุบันอายุ 55 ปี ได้เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า “แต่เดิมนับถือศาสนาพุทธ และความรู้เวลานั้นเมื่อได้ยิน ได้ฟังเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ พระเยซูไม่ชอบและเกิดความรู้สึกต่อต้านด้วย แต่เชื่อว่าอาศัยการอธิษฐานของบิดาซึ่งเป็นคริสเตียนก่อน ทำให้เกิดรู้สึกอยากรู้จัก อยากนับถือ จึงได้พยายามศึกษาอย่างจริงจัง และพยายามประกาศข่าวดีให้คนได้รู้จัก ได้ศึกษาจนได้เป็นศิษยาภิบาล”

อาจารย์สำราญ ยังพูดถึงวัฒนธรรมอีสานว่า เกิดขึ้นจากความเชื่อ 3 ด้านคือ

1. ความเชื่อเรื่องผี เช่นผีฟ้า ผีตา ปู่ ผีตาแถน ผีตาแฮก ฯลฯ

2. ความเชื่อในศาสนาพุทธ

3. ความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ เรื่องเวทย์มนต์ คาถาอาคม การปลุกเสกของขลัง ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในภาคอีสาน และในอีกหลายแห่งในประเทศไทย

อาจารย์สำราญเน้นว่า “เมื่อรับเชื่อเป็นคริสเตียนแล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่น สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับชีวิตตน และในวัฒนธรรมอีสาน หรือสังคมไทย มีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องหลายอย่าง เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว ก็ต้องปฏิบัติให้ชัดเจน”

“ในฐานะศิษยาภิบาล ก็พยายามให้เวลากับสมาชิก และการเยี่ยมเยี่ยนเพราะถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก จะได้รู้จักและเข้าใจสมาชิก และครอบครัว รวมทั้งชุมชนด้วย”

นอกจากนี้ ็ยังมีรายการวิทยุคลินิกสำหรับประกาศข่าวดี มีคุณหมอประจำ ทำการรักษาคนเจ็บป่วย และช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส

สำหรับคริสตจักรเยเนซาเรธ พยายามให้ชุมชนได้สำนึกว่าเป็นบ้านของพระเจ้า และเขามีส่วนเป็นเจ้าของ จะมาอธิษฐาน มาเยี่ยม พักผ่อนได้ มีสมาชิกอยู่ 130 คน

คุณพ่อณัฐพล ศรีมะณี เลขาธิการสงฆ์อีสาน กล่าวว่า “เริ่มต้นครั้งแรก ค.ศ.1991 สมัยพระคุณเจ้าพเยาว์ มณีทรัพย์ และเริ่มสำหรับพระสงฆ์อายุบวช 5 ปีก่อน ต่อมาจึงเห็นว่าพระสงฆ์ในเขตสี่อีสานเรามีวัฒนธรรม ภาษา ประเพณี เหมือนกัน และแต่ก่อนก็อยู่บ้านเณรเล็กเดียวกันมา และค่อยๆ แยกออกไปเป็นสังฆมณฑลต่างๆ จึงได้เริ่มสำหรับพระสงฆ์ทั้งหมด เพื่อการทำงานอภิบาลจะได้ไปในทิศทางเดียวกัน”

สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ คุณพ่อสมนึก สุทธิ เป็นประธาน ได้กล่าวถึงภาพรวมการสัมมนาสงฆ์อีสาน ครั้งที่ 18 นี้ว่า

1. ด้านบุคคลเป้าหมายที่เข้ามาร่วมสัมมนามากเกินคาดถึง 95 องค์

2. ด้านเนื้อหาสังเกตว่าทุกคนให้ความสนใจมาก เนื้อหาทันสมัย เหมาะกับกาลเวลา และเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา

3. สถานที่ เราได้ปรึกษากันและพยายามจัดให้เหมาะสม และเป็นสถานที่ที่สงบเงียบกว่านี้ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องอื่นๆ ตามมาอีก ที่สุดได้เลือกที่นี้ เพื่อจะได้รู้เห็นชีวิตของชาวบ้านอีกแบบหนึ่งด้วย

สังฆมณฑลอุดรธานี ปัจจุบันมี 40 องค์ ซิสเตอร์ 110 คน ธรรมทูตฆราวาส 4 คน มีสัตบุรุษประมาณ 17,000 คน

การสัมมนาสงฆ์อีสานนี้หมุดเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ปีที่แล้วอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ส่วนปีหน้า ค.ศ.2009 สังฆมณฑลอุบลราชธานีเป็นเจ้าภาพ

ที่ประชุมได้พยายามสรุปผลการสัมมนาออกมาเป็นถ้อยแถลง เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน

คุณพ่อวรยุทธ กิจบำรุง  เลขาธิการ คพส.  รายงาน