รักและรับใช้ คือ หัวใจของชีวิตสงฆ์

 

สงฆ์อีสาน ศึกษาชีวิตสงฆ์ของบุญราศี สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2
“ต้นแบบความศักดิ์สิทธิ์ ภาวนา อุทิศชีวิตทั้งครบแด่พระเป็นเจ้า”

เมื่อวันที่ 16-20 มกราคม ค.ศ.2012 พระคุณเจ้าชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการพระสงฆ์ 4 สังฆมณฑล ในเขตอีสาน คืออัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง สังฆมณฑลอุบลราชธานี สังฆมณฑลนครราชสีมา และสังฆมณฑลอุดรธานี มีคุณพ่อณัฐพล ศรีมะณี เป็นเลขาธิการฯ ได้จัดสัมมนาประจำปี หัวข้อ “ชีวิตสงฆ์ของบุญราศี สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2” มีพระสงฆ์เข้าร่วมประมาณ 120 องค์ ปีนี้สังฆมณฑลอุดรธานีเป็นเจ้าภาพ

อาจารย์ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย วิทยากรหลัก ได้พูดว่า สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เป็นพระสันตะปาปาที่รู้จักกันดีและกว้างขวางทั่วโลก ทั้งในแวดวงพระศาสนจักรและผู้นำประเทศ รวมทั้งผู้นำศาสนาต่างๆ เนื่องจากสมณสมัยของพระองค์นานกว่า 25 ปี และทรงมีโอกาสเสด็จไปพบปะกับประชาชนในอิตาลีกว่า 144 ครั้ง ไปนอกประเทศอิตาลี 104 ครั้ง รวมทั้งเสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อวันที่ 10-11 พฤษภาคม ค.ศ.1984/พ.ศ.2527 และมีเอกสารต่างๆ ออกมาจากวาติกัน ทั้งที่เป็นคำสอน และแนวการปฏิบัติหลายฉบับ ซึ่งพระองค์จะตรัสตรงๆ ต่อประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมที่เป็นคำสอนของพระศาสนจักร จึงมีเอกสารต่างๆ มากมายจริงๆ

อาจารย์ชัยณรงค์ได้รับเลือกเป็นประธานสื่อมวลชนคาทอลิก สาขาวิทยุโทรทัศน์ (UNDA) เมื่อ ค.ศ.1987 โดยตำแหน่งนี้ ทำให้ต้องเป็นสมาชิกของสมณสภาสื่อสารสังคม มีกำหนดประชุมที่วาติกันทุกปี และได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาในช่วงสุดท้ายเป็นประจำ พร้อมทั้งได้มีโอกาสพบปะกับนักข่าวสายวาติกันบ้าง นักข่าวเหล่านี้จะมีเรื่องราวข้อมูลเกี่ยวกับพระสันตะปาปาทุกแง่ทุกมุม

อาจารย์ชัยณรงค์กล่าวว่า สิ่งที่นำมาพูดและแบ่งปันครั้งนี้ มาจากข้อมูลที่ได้รับจากสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 สนิทและไว้วางพระทัยมากที่สุด

และในโอกาสฉลอง 50 ปี ชีวิตสงฆ์ของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้พิมพ์หนังสือ ชื่อ “The Mystery and The Gift” จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้มีโอกาสรับทราบเพราะมีโอกาสทำงานใกล้ชิดบ้างในบางครั้ง

ตามที่ได้อ่านและเตรียมมาแบ่งปันครั้งนี้ อาจารย์กล่าวว่า “โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ได้เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น โดยเฉพาะรหัสธรรมเรื่องความทุกข์ของพระองค์ ซึ่งเป็นกำลังใจสำหรับชีวิตผมด้วย”

เนื่องจากสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล 1 ปี (ค.ศ.1977) ก่อนที่สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 จะได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาใน ค.ศ.1978

สมัยเป็นพระคาร์ดินัล ได้พบปะร่วมงานกันในการประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 บ้าง เมื่อพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปา ได้เชิญพระคาร์ดินัลโยเซฟ รัตซิงเกอร์ เข้ามาทำงานในวาติกันและรับผิดชอบงานสำคัญๆ หลายอย่าง โดยเฉพาะสมณกระทรวงว่าด้วยพระสัจธรรม

พระสันตะปาปาทรงมองโลกอย่างไร?

สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงมองว่าพันปีแรก เรื่องพระศาสนจักรประกาศพระเยซูเจ้าอย่างเต็มที่ ทำให้มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในยุโรป สหัสวรรษที่สอง เป็นช่วงเวลาแบ่งแยกเป็นนิกายต่างๆ สหัสวรรษที่สาม คาดหวังการรวมตัวกันของศาสนาต่างๆ เพื่อทำให้โลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทำให้พระองค์ทรงใส่พระทัยเรื่องศาสนสัมพันธ์มาก

พระองค์ทรงเชิญผู้นำศาสนาต่างๆ ไปภาวนาร่วมกันที่อัสซีซีเป็นครั้งแรกใน ค.ศ.1986 และในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ก็ทรงทำเช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ.2011 นี้ ซึ่งมีผู้แทนศาสนาทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ไปร่วมด้วย

แบบอย่างจากนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์

สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงประกาศให้ ค.ศ.2010-2011 เป็นปีพระสงฆ์ ซึ่งแบบอย่างชีวิตของพระสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ เป็นแบบอย่างที่สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงถือเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิตสงฆ์ของพระองค์ หลายโอกาสในชีวิตส่วนพระองค์ก็ทรงเอ่ยถึงชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญยอห์น มารีย์เวียนเนย์ ด้วย

สมัยนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ (ค.ศ.1786-1859) นั้น เป็นสภาพสังคมที่ยากลำบาก เพราะเป็นช่วงหลังปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 ไม่นาน ทำให้วัดหลายแห่งถูกยึดและถูกทำลาย ศาสนาถูกต่อต้าน นักบวชถูกรังเกียจจากบ้านเมือง ประชาชน ฯลฯ สภาพความศรัทธาเฉื่อยชามาก ท่านนักบุญได้เริ่มสอนคำสอนให้เด็กๆ

เมื่อสมัยที่สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ยังเป็นพระสงฆ์หนุ่มชื่อ คุณพ่อคาโรล วอยติวา ได้ไปเยี่ยมวัดที่นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ เป็นเจ้าอาวาส และได้พักอยู่หลายวันเพื่อซึมซับความรู้สึกโดยเฉพาะพระแท่นบูชา จอกกาลิกส์ และที่ฟังแก้บาปซึ่งนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ฟังแก้บาปไม่ต่ำกว่าวันละ 10 ชั่วโมง และรำพึงเรื่องการฟังแก้บาปนานเป็นพิเศษ

คุณพ่อยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร?

เมื่อได้ไปคุยกับชาวบ้าน พวกเขามีเรื่องเล่าถึงนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ที่ประทับใจหลายเรื่อง เมื่อท่านมารับหน้าที่ใหม่ มาวัดไม่ถูก ท่านก็ถามเด็กๆ ว่า

“ทางไปวัด ไปทางไหน?”

เด็กๆ ก็พาท่านไป และคุณพ่อก็บอกกับเด็กว่า

“วันนี้เธอบอกทางไปวัดให้พ่อ แต่ต่อไป พ่อจะสอนทางไปสวรรค์ให้กับพวกเธอ”

เมื่อเดินทางไปประจำวัดที่คราครู้ฟ ซึ่งเป็นวัดบ้านนอก ต้องต่อรถหลายครั้ง จากจังหวัดไปอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน และเดินไปอีก 3 กิโลเมตร กว่าจะถึงก็ไกลและใช้เวลามาก

“เมื่อพระองค์ไปถึง ได้ก้มลงและคุกเข่าจูบพื้นดิน คุณพ่อถือว่าเป็นแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น แผ่นดินที่มีประชากรของพระเจ้าอยู่ พระเจ้าทรงมอบหมายให้ท่านมาดูแลประชากรของพระองค์ที่นี่”

พระองค์ทรงเล่าว่า ได้ทำอย่างนี้โดยเลียนแบบอย่างนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ซึ่งพระองค์รู้สึกประทับใจมาก และได้ทำเสมอในทุกที่ที่ไป แม้เมื่อเป็นพระสันตะปาปาแล้วก็ยังทรงทำอยู่

แบบอย่างด้านงานอภิบาล

สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงเล่าว่า “เมื่อพระสังฆราชมอบหมายงานหน้าที่ต่างๆ ให้คุณพ่อ จงรับด้วยความชื่นชมยินดี พระองค์ใช้คำว่า “Joy” ไม่ว่างานนั้นจะยาก หรือง่าย ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม อย่างไรก็ดี เพราะพระเจ้าทรงมอบหมายผ่านทางพระสังฆราช พระองค์เชื่อในตัวเรา ไว้วางใจให้เราไปดูแลฝูงแกะของพระองค์ ไปประจำวัดเพื่อดูแลสัตบุรุษของพระองค์

นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ได้เริ่มงานอภิบาลกับเด็กๆ ต่อจากนั้นก็เป็นผู้ใหญ่ และผู้ปกครองตามมา

วัยประถมเป็นวัยที่รับอะไรได้ง่ายทุกอย่าง นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ได้เริ่มทำ และสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงเลียนแบบท่าน

“ท่านสอนคำสอนเด็กๆ ระดับประถมด้วยตัวเอง ท่านถือว่าเป็นช่วงสำคัญ เด็กๆ พร้อมจะรับทั้งหมด ถ้าเราให้สิ่งที่ดี เด็กก็จะได้รับและจะคงอยู่ติดตัวไปตลอดชีวิต”

ถ้าเราไม่เอาใจใส่เด็กวัยนี้เท่าที่ควร เหมือนกับการสร้างบ้าน เราไม่ให้ความสำคัญกับรากฐาน ให้เสาเข็มแข็งแรง ถ้าบ้านนี้สร้างสูงขึ้นๆ บ้านก็จะพังได้ เด็กที่ได้เรียนคำสอนอย่างดี เติบโตขึ้นก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดี การรู้จักพระเจ้า ความเชื่อในพระเจ้า พระคัมภีร์ ก็อยู่ในช่วงนี้

ต่อมาเมื่อท่านได้รับหน้าที่ดูแลเยาวชน สำหรับเด็กเยาวชนจะแตกต่างจากเด็กๆ เพราะความคิด จิตใจ ความสนใจจะแตกต่างกันไป วิธีการสอนก็ต่างกัน ท่านจะอาศัยกิจกรรม กีฬา เดินเที่ยวภูเขาไปสัมผัสชีวิต เรียนรู้ธรรมชาติ ‘เวลาเราขึ้นไปบนภูเขา เราก็เข้าใกล้พระเจ้าไปนิดหนึ่ง’ ซึ่งเป็นคำพูดง่ายๆ

จากประสบการณ์การทำงานของพระองค์ที่ใกล้ชิดกับเด็กๆ และเยาวชนนี้เอง ทำให้พระองค์ทรงประกาศวันเยาวชนโลก เป็นวันของพวกเขา เป็นวันที่พระองค์ไปพบกับลูกๆ ของพระองค์ ถือว่าเป็นงานยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ทรงสนใจและเอาใจใส่พวกเขา และเยาวชนก็ถือว่าเป็นวันของพวกเขา และเฝ้ารอคอยเยาวชนจากทั่วโลกต่างปรารถนาจะไปร่วมงานนี้ ในประเทศไทยเรา เยาวชนก็ได้ไปร่วมงานนี้กันสม่ำเสมอ

สังคมไหนเฉื่อยชา มองให้ลึกแล้วอยู่ที่ความเชื่อของคน ของชุมชน ถ้าสังคมหรือคนมีความเชื่อแล้ว สิ่งอื่นๆ ที่ดีงามก็จะตามมา แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว สิ่งอื่นๆ ที่เราจะให้แก่เขา ก็ไม่มีความหมายอะไร

“หัวใจของการสอนคำสอนอยู่ที่ความเชื่อ และความรักต่อพระเจ้า ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะสอนจบหรือไม่ หรือได้คะแนนมากน้อยเท่าไหร่?”

แบบอย่างความเชื่อศรัทธาและกระแสเรียก

ความทรงจำที่ดีสมัยเป็นเด็กระดับประถมของ “คาโรล วอยติวา” ต่อบิดาคือ ท่านมักจะเห็นบิดาของท่านสวดภาวนาเสมอ บางครั้งท่านตื่นขึ้นมากลางดึก ได้เห็นบิดาคุกเข่าสวด เหมือนกับสวดอยู่ในวัดบ่อยๆ หลายครั้งพระองค์ตรัสบ่อยๆ ว่าบ้านคือบ่อเกิดแห่งกระแสเรียก ทำให้ท่านได้ใกล้ชิด และเป็นเด็กช่วยมิสซา

ท่านมีความศรัทธาต่อแม่พระ และสวมรูปพระ “เสื้อสายจำพวก” ซึ่งมีอารามคาร์เมไลท์อยู่ใกล้ๆ เมื่อท่านได้รับและได้สวมใส่กับตัวท่านจนตลอดชีวิต แม้ในช่วงที่ต้องผ่าตัดเมื่อถูกลอบปลงพระชนม์ ท่านขอร้องหมอว่า “ขอสวมเสื้อสายจำพวกนี้ไว้”

“กระแสเรียกเป็นพระธรรมล้ำลึกและเป็นพระพร (Mystery and Gift) เป็นสิ่งที่พระองค์ไม่เข้าใจ พระเป็นเจ้าทรงเลือกและมอบหมายงานให้

ยิ่งรำพึงถึงเรื่องนี้ ยิ่งเห็นคุณค่าที่พระเป็นเจ้าทรงมอบหมายให้ และเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของกระแสเรียกเป็นพระสงฆ์มากยิ่งขึ้น”

ตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก เป็นนักศึกษา พระองค์ต้องไปทำงานในเหมือง ได้ใกล้ชิดกับผู้ใช้แรงงาน และกรรมกร และเข้าบ้านเณรสมัยที่พวกนาซีเข้ามายึดครองโปแลนด์ และต่อมาได้บวชเป็นพระสงฆ์ แต่ละช่วงเวลาที่ต้องประสบในชีวิต ล้วนมีคุณค่าต่อชีวิตสงฆ์และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

พระองค์ทรงบวชเป็นพระสงฆ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หนึ่งปี ค.ศ.1946 ก่อนสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 (ค.ศ.1962-1965)

เมื่อทรงระลึกถึงชีวิตสงฆ์ครั้งใด จะนึกถึงภาพที่พระองค์ทรงนอนคว่ำหน้าราบไปบนพื้นและกางมือออก ในวันบวช ซึ่งมีหมายความว่า “บัดนี้ข้าพเจ้าถวายทั้งสิ้นแด่พระเป็นเจ้า บัดนี้ลูกเป็นของพระองค์”

การที่กางแขนออก ขณะที่ทุกคนสวดบทเร้าวิงวอน “ลูกยินดีที่จะติดตามพระองค์ พร้อมที่จะรับทุกข์ทรมานพร้อมกับพระองค์ ลูกพร้อมจะติดตามพระองค์ พร้อมจะรับความยากลำบากพร้อมกับพระเยซูคริสตเจ้า คิดถึงตอนนี้ เหมือนกับเป็นการฟื้นฟูชีวิตสงฆ์อยู่ตลอดเวลา”

ในที่นี้ ทำให้คิดถึงรหัสธรรมของพระคริสตเจ้า การเป็นพระสงฆ์ทุกองค์ การที่เรามีส่วนในรหัสธรรมความเชื่อ ในการไถ่กู้ของพระเยซูเจ้า ซึ่งสำเร็จไปแล้วจากการถวายของพระเยซูเจ้า การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า แต่การไถ่ก็ยังคงอยู่ในทุกวันนี้ การถวายบูชาของพระสงฆ์ ทำให้การถวายบูชาของพระคริสต์คงอยู่ทุกวันนี้ และจะยังคงอยู่ในอนาคต ตราบใดที่ยังมีมนุษย์ เมื่อคิดถึงตรงนี้ แล้วฉันเป็นใคร พระเจ้าจึงให้เรามีส่วนร่วมการไถ่กู้ของพระองค์ ถือว่าเป็นพระพรยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระประทาน (Gift) ให้เรา เป็นของประทานที่ประเสริฐอย่างเหลือเกิน!

“พระพรที่พระเป็นเจ้าประทานให้ เป็นของประเสริฐ ยิ่งคิดถึงที่ไร ก็ยิ่งซาบซึ้งใจ และคิดถึงพระพรนี้มากยิ่งขึ้น คิดถึงพระพรนี้ประเสริฐมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

บทประกาศรหัสธรรมหลังเสกศีลในมิสซา ซึ่งมี 3 แบบ แต่บทที่พระองค์ชอบสวด คือ “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าทั้งหลายรับประทานปังและดื่มจากถ้วยนี้ ก็เป็นการประกาศว่าพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ ทั้งนี้จนกว่าจะเสด็จกลับมาอีก”

พระองค์ทรงชอบรำพึงและมีความหมายมากเป็นพิเศษ สำหรับชีวิตพระสงฆ์ที่ได้กินและดื่มจากถ้วยนี้

เป็นเหตุผลลึกสุดของพระสงฆ์ ถ้าไม่มีศีลมหาสนิท ก็ไม่มีพระสงฆ์ ถ้าขาดพระสงฆ์ ก็ไม่มีศีลมหาสนิท

พระองค์ตรัสว่า “ผู้ใดก็ตามที่เป็นพระสงฆ์ ต้องรำพึงถึงเรื่องนี้ตลอดชีวิต ยิ่งรำพึง ยิ่งได้รับพระพร ได้เห็นพระเจ้าทรงไว้วางใจในพระสงฆ์ และทำให้พระสงฆ์เติบใหญ่ในชีวิตสงฆ์ และจะมีความสุขในชีวิตสงฆ์เสมอ”

บ้านคือสถานที่แรกที่จะได้ยินเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า ในการอบรมลูกๆ ให้เป็นพระสงฆ์ ด้วยชีวิตและแบบอย่างของพ่อแม่ ที่ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า ได้อ่านพระคัมภีร์ให้ลูกฟัง เท่ากับเป็นการปลูกฝังกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์ให้แก่ลูกๆ บ้านคือบ้านเณรแห่งแรก บ้านคือบ่อเกิดแห่งกระแสเรียก

แบบอย่างแห่งการภาวนา

สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 มากว่า 20 ปี ทรงกล่าวถึงชีวิตสงฆ์ของพระองค์ว่า ลักษณะที่เด่นและที่สำคัญคือ “การภาวนา”

“การภาวนาเป็นเวลาที่รู้สึกว่า พระองค์ใกล้ชิดกับพระเยซูเจ้านานมากเหมือนกับอยู่สองต่อสองกับพระองค์ ทรงให้เวลาอยู่กับการภาวนานานและลึกซึ้ง

ถ้าหากอยากรู้จักสมด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ต้องสังเกตเวลาที่พระองค์ทรงสวดภาวนา โดยเฉพาะเวลาที่ทรงค์สวดในวัดน้อยของพระองค์ พระองค์จะสวดภาวนารำพึงก่อนมิสซาประมาณ 30-60 นาที ด้วยท่าทีสงบนิ่ง เป็นความสนิทสัมพันธ์เหมือนในพระตรีเอกภาพ พร้อมทั้งในบทภาวนาของพระองค์ด้วย”

“เมื่อพระองค์เสด็จเยือนประเทศไทย พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ได้เล่าให้ฟังว่า พระองค์สวดภาวนาเสมอ แม้จะมีเวลาเพียงเล็กน้อย และได้เล่าว่าเมื่อจะเสด็จไปเยี่ยมค่ายอพยพ เมื่อถึงกำหนดเวลาและทุกอย่างพร้อมแล้ว พระองค์ยังคงสวดภาวนาอยู่ในวัดน้อย ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องเวลาก็กังวลมาก แม้แต่พระสมณทูตก็ไม่กล้าเข้าไปแจ้งให้ทราบ ต้องรอจนกว่าพระองค์จะสวดภาวนาเสร็จ และเสด็จออกมาจากวัดน้อยเอง เพราะเวลาสวดภาวนาเป็นเวลาของพระองค์จริงๆ”

พระคาร์ดินัลรัตซิงเกอร์ได้กล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์ว่า “พระสงฆ์ต้องเจริญชีวิตด้วยความศักดิ์สิทธิ์เป็นความรักต่อพระคริสตเจ้าเท่านั้น จึงจะเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงและสามารถเห็นได้ชัด ซึ่งมาจากการภาวนาอย่างดีที่สุด การเตรียมถวายบูชามิสซา การเตรียมเทศน์อย่างดี และการโปรดศีลศักดิ์สิทธ์ต่างๆ”

อีกอย่างหนึ่งคือ ช่วงเวลาเสกศีล “นี่คือกายของเรา นี่คือโลหิตของเรา ที่จะมอบเพื่อพวกท่าน” เวลาที่สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 กล่าวคำนี้ “เหมือนเป็นคำกล่าวของพระองค์เอง นั่นหมายถึงพระองค์พร้อมที่จะมอบตัวเอง เป็นเหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า เพื่อเป็นเครื่องบูชา” ชีวิตของพระองค์เป็นการถวายแด่พระเป็นเจ้าทุกครั้งที่ถวายมิสซา

เมื่อถูกลอบปลงพระชนม์วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1984 และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงขึ้น พระองค์เสด็จเยี่ยมผู้ลอบปลงพระชนม์ด้วยพระองค์เอง เป็นการบอกว่า “พระองค์ให้อภัยแก่เขา”

พระองค์ทรงเลียนแบบพระเยซูเจ้า “ทรงอภัยโทษให้กับผู้ที่ปลงพระชนม์ เพราะเขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไร”

ในช่วงที่พระองค์ฉลองปีปีติมหาการุญ ค.ศ.2000 ทรงเริ่มอ่อนล้า และปีถัดมาพระอาการโรคพาร์กินสันเริ่มรุนแรงมากขึ้น ทรงเจ็บปวดและทรมานมาก แต่พระองค์ทรงน้อมรับความทุกข์ทรมาน การมีส่วนร่วมในความทุกข์ที่มีคุณค่า

ทำให้คำภาวนาที่กล่าวว่า “นี่คือกายของเรา นี่คือโลหิตของเรา ที่จะมอบเพื่อพวกท่าน!” มีคุณค่าและความหมายและเป็นชีวิตจริงๆ

แบบอย่างความศรัทธาต่อแม่พระ

ความศรัทธาต่อแม่พระ ตั้งแต่เป็นเด็ก ในชีวิตของพระองค์ที่เห็นได้ชัดเจน ตราของพระองค์มีอักษรเอ็ม หมายถึงแม่พระ คำขวัญ “Totus Tuus” ที่มาจากข้อความของนักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต ที่เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า

“ลูกเป็นของพระนางโดยสิ้นเชิง และทุกสิ่งที่ลูกมี เป็นของพระนาง พระแม่คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับลูก โอ้พระนางมารีย์ โปรดรับลูกด้วยเถิด”

รวมทั้งพระองค์จะทรงสวดภาวนาและสวดสายประคำอยู่เสมอ แม้จะมีเวลาน้อย พระองค์เสด็จไปที่ลูร์ด ที่ฟาติมา ทรงนำลูกกระสุนที่หมอผ่าตัดออกมา ไปถวายแม่พระเป็นการขอบพระคุณพระแม่

สายประคำมีส่วนในชีวิตของพระองค์มาตั้งแต่เด็กแล้ว พระองค์จะทรงสวดสายประคำเสมอ และทรงให้ข้อรำพึงอีกทศหนึ่ง

การสวดสายประคำเป็นธรรมเนียมประเพณีของพระศาสนจักรที่สวยงามที่สุด ที่แสดงออกถึงความรักที่มีต่อแม่พระ

การสวดสายประคำในครอบครัว เป็นวิธีต่อสู้กับความเหลกเหลวของสังคมยุคปัจจุบัน

สรุปชีวิตของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2

“การสนิทสัมพันธ์กับพระคริสต์ สำคัญเป็นอันดับหนึ่ง การทำงานของเราในหน้าที่ต่างๆ สำคัญ แต่เป็นเรื่องรอง และเราจะทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายด้วยความชื่นชมยินดีเสมอ มีใจที่จะโมทนาต่อพระเจ้าเสมอ การเตรียมการเทศน์สอน การเตรียมการโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตสงฆ์เป็นรหัสธรรม และเป็นพระพร (gift)

เนื่องจากพระสงฆ์มีการไถ่กู้ ในมิสซา ในปัญหาต่างๆ ในชีวิต ขอให้เรารับรู้ว่า พระเป็นเจ้าปรารถนาจะทำเช่นกัน แต่อยู่ที่เราจะเปิดใจให้พระองค์ทรงใช้เราหรือไม่ พระองค์ทรงให้เสรีภาพ และอิสรภาพแก่เรา อยู่ที่เราจะมอบชีวิตของเราแด่พระองค์หรือไม่”

ตลอด 3 ชั่วโมง อาจารย์ชัยณรงค์พยายามให้บรรดาคุณพ่อตั้งคำถามแบบไตร่ตรองเป็นระยะ เรื่องที่ได้ยินได้ฟังนี้ “คุณพ่อได้ทำแล้วหรือยัง ทำมากน้อยแค่ไหน? เราได้เลียนแบบอย่างความศักดิ์สิทธิ์ของพระสันตะปาปาบุญราศี ของนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ มากน้อยแค่ไหน?”

อาจารย์ชัยณรงค์ได้แบ่งปันประสบการณ์และความคิด เกี่ยวกับชีวิตสงฆ์ของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 หลังจากได้ไตร่ตรอง ความเป็นพระสงฆ์นี้เป็นพระพรที่พระเจ้าประทานให้ทุกคน แต่ทรงเลือกเฉพาะบางคนเท่านั้นให้เป็นพระสงฆ์ เหมือนที่พระวรสารกล่าวถึง “ตาแลนต์” ที่ให้ทุกคน และแต่ละคนได้รับตาแลนต์มาเท่าไหร่? อย่างไร? ตาแลนต์ของเราเป็นอย่างไร?

สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงแบ่งปันชีวิตสงฆ์ของพระองค์ มีข้อความเชิงให้ใตร่ตรองว่า

“พระสงฆ์ทุกองค์ในยุคนี้ จะต้องพยายามค้นหาความเป็นสงฆ์ของตนเองให้พบ เป็นการค้นพบความเป็นสงฆ์ในพระคริสตเจ้าสำหรับยุคปัจจุบัน”

สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้แบ่งปันชีวิตสงฆ์ของพระองค์โอกาสฉลอง 50 ปีชีวิตสงฆ์ พระองค์กล่าวในตอนสุดท้ายเป็นคำ “ขอบคุณพระเจ้า - Deo Gratias”

พระองค์ได้เริ่มต้น “ขอบคุณพระเป็นเจ้าและขอบคุณแม่พระ” นอกจากนี้ ยังทรงกล่าวขอบคุณอีกว่า

“ขอบคุณพระศาสนจักรท้องถิ่น... โดยเฉพาะสังฆณฑลของพระองค์

ขอบคุณเพื่อนสงฆ์ ...ในสังฆมณฑลเดียวกันที่ทำงานด้วยกัน

ขอบคุณฆราวาส... ซึ่งเป็นผู้มีส่วนและร่วมงาน”

อาจารย์ชัยณรงค์ได้จบการบรรยายด้วยเรื่องเล่าที่ว่า ในช่วงสุดท้าย แม้พระวรกายจะทรงอ่อนล้ามากแล้ว แต่ยังมีพระสติ พระองค์ได้ขอให้ซิสเตอร์ริต้า พยาบาลผู้คอยรับใช้พระองค์มาตลอด ช่วยเอา “สตอลลา” (Stola) มาให้ เมื่อรับแล้วทรงจุมพิตสตอลลาด้วยความรักยิ่ง หลังจากนั้นทรงเข้าสู่พระอาการโคม่าจนสิ้นพระชนม์ เมื่อถามซิสเตอร์ว่าพระองค์หมายถึงอะไร

ซิสเตอร์อธิบายว่า “การจุมพิตสตอลา หมายถึงพระองค์ทรงเป็นพระสงฆ์ และทรงรักชีวิตสงฆ์ตลอดชีวิต”

พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ได้กล่าวผ่านการบันทึกเทปที่นำไปเปิดในการสัมมนาพระสงฆ์อีสาน ณ โรงแรมบุศยรินทร์ จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ.2012 ซึ่งสังฆมณฑลอุดรธานี เป็นเจ้าภาพ มีพระสงฆ์เข้าร่วม 120 องค์

โดยกล่าวถึงแบบอย่างชีวิตสงฆ์ของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ซึ่งพระคุณเจ้าได้มีโอกาสเข้าเฝ้าที่วาติกัน เมื่อไปถวายรายงานทุก 3 ปี (ad limina) กว่า 10 ครั้ง ตั้งแต่ได้รับสถาปนาเป็นพระคาร์ดินัลเมื่อ ค.ศ.1983 และได้เป็นประธานจัดงานต้อนรับพระสันตะปาปาในส่วนของพระศาสนจักรคาทอลิกไทยเมื่อ ค.ศ.1984

เมื่อพระองค์เสด็จเยือนประเทศไทย ทำให้ทั่วโลกรู้จักประเทศไทยมากขึ้น และทำให้พระศาสนจักรไทยมีกำลังใจมากขึ้น

คำพูดที่พระองค์ตรัสเป็นภาษาไทย ที่เราได้ยินแล้วยินดีเป็นอย่างมาก เป็นคำสั้นๆว่า “พ่อรักเมืองไทย” พระองค์ตรัสหลายครั้ง

โอกาสที่ทรงสถาปนาคุณพ่อนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง เป็นบุญราศี ค.ศ.2000 ที่กรุงโรม ซึ่งชีวิตของคุณพ่อเป็นแบบอย่างแก่พระสงฆ์เราในเรื่องความเชื่อที่เข้มแข็ง กล้าหาญ ความเชื่อที่ให้อภัย เพื่อเราจะได้เลียนแบบอย่างชีวิตของท่าน และนำความเชื่อมาสู่สังคมไทย

เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ มีประชาชนหลายล้านคนเดินทางไปแสดงความรักเคารพพระองค์ และมีเสียงเรียกร้องขอให้พระองค์เป็นนักบุญ (Santo Subito) ซึ่งทำให้เราได้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์

สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงกล่าวในบทเทศน์ ในมิสซาสถาปนาพระองค์เป็นบุญราศีว่า “พระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระองค์เต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อที่มั่นคง เข้มแข็ง และเอื้ออาทร เป็นความเชื่อแห่งอัครสาวกที่พระองค์ได้รับมาจากพระเยซูเจ้าผ่านทางนักบุญเปโตร”

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนสังเกตได้คือ ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะการณ์ใด หรือเกิดอะไรขึ้น พระองค์จะทรงสวดภาวนาเสมอ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม ระหว่างเดินทางไป อ.พนัสนิคม พระองค์ทรงสวดภาวนาเพื่อประเทศไทย และพระศาสนจักรในประเทศไทยให้มีสันติสุข

“ชีวิตของพระองค์น่าจะเป็นแบบอย่างแก่เราพระสงฆ์ได้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องสวดภาวนา”

พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร พระสังฆราชกิตติคุณสังฆมณฑลอุดรธานี ได้แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของพระสันตะปาปาในมุมมองเบาๆ สบายๆ โดยเฉพาะพระอารมณ์ขันของพระองค์

เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จเยือนประเทศไทย พระคุณเจ้าเป็นผู้แปลพระดำรัสของพระสันตะปาปาทุกฉบับเป็นภาษาไทยด้วย

คุณพ่อวัยพรต พุฒสา พระสงฆ์คณะธรรมทูตแห่งมารีนิรมล (โอเอ็มไอ.) ได้แบ่งปันจากเอกสารต่างๆ ของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 หลังจากได้ศึกษาและทำรายงานเกี่ยวกับพระองค์

พระคุณเจ้าหลุยส์ จำเนียร สันติสุขนิรันดร์ ได้แบ่งปันสมณสาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ชื่อ “พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (Verbum Domini)

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้มีโอกาสไปเยี่ยมและดูงานของคุณพ่อไมเกิ้ล เช ที่วัดไผ่สีทอง และวัดดอนหวาย ซึ่งเป็นบ้านรับเด็กที่ติดเชื้อเอดส์ หรือพ่อแม่ติดเชื้อเอดส์ และยังเป็นศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับแม่บ้านด้วย รวมทั้งวัดนักบุญอัลฟอนโซซึ่งคณะพระมหาไถ่รับผิดชอบอยู่

สำหรับการสัมมนาพระสงฆ์อีสาน ครั้งที่ 23 ค.ศ.2013 สังฆมณฑลอุบลราชธานีจะเป็นเจ้าภาพ

คุณพ่อวรยุทธ กิจบำรุง  เลขาธิการ คพส.  รายงาน