พระสงฆ์ที่รักทั้งหลาย

โอกาสสมโภชพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าปีนี้ ตรงกับวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ค.ศ.2009 เป็นธรรมเนียมที่เราภาวนาอธิษฐานเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระสงฆ์และนักบวช สำหรับปีนี้เราตั้งใจอุทิศให้เป็น “ปีพระสงฆ์” เพื่อรำลึกถึงการมรณภาพครบ 150 ปีของนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ องค์อุปถัมภ์ของพระสงฆ์ทั่วโลก ในปีนี้เราขอวิงวอนให้พระสงฆ์ทุกองค์รื้อฟื้นชีวิตภายในอย่างจริงจัง เพื่อทุกคนจะได้กลายเป็นประจักษ์พยานที่เข้มแข็งต่อพระวรสารในโลกปัจจุบัน จนถึงวันที่เราสมโภชพระหฤทัยฯ ในปีหน้า เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์มักจะกล่าวบ่อยๆ ว่า “พระสงฆ์เป็นความรักแห่งพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า” คำกล่าวนี้มีความหมายลึกซึ้ง ก่อนอื่นหมดชวนให้เราไตร่ตรองถึงการมีใจกตัญญูต่อพระพรอันยิ่งใหญ่ที่พระสงฆ์เป็นผู้แทนมิใช่สำหรับพระศาสนจักรเท่านั้น แต่เพื่อมนุษยชาติด้วย เรากำลังคิดถึงพระสงฆ์ที่ประกาศพระวาจาและพันธกิจของพระคริสตเจ้าอย่างเงียบๆ ทุกวัน ให้กับบรรดาสัตบุรุษและโลก พยายามที่จะเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสตเจ้าในความคิด แรงบันดาลใจ ความรู้สึกนึกคิด และการดำเนินชีวิต เราต้องแสดงความชื่นชมงานแพร่ธรรม การรับใช้อย่างเงียบๆ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และความรักโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังของพระสงฆ์ เราต้องสรรเสริญความซื่อสัตย์และกล้าหาญของพระสงฆ์จำนวนมาก ซึ่งแม้จะต้องประสบความยากลำบากและไม่เห็นทางออก แต่ยังคงซื่อสัตย์ต่อกระแสเรียกของตนในฐานะที่เป็น “มิตรของพระคริสตเจ้า” ซึ่งทรงเรียก ทรงเลือก และทรงส่งออกไป

ข้าพเจ้าจำพระสงฆ์เจ้าอาวาสองค์แรกของข้าพเจ้าได้ดี เมื่อครั้งที่เป็นพระสงฆ์บวชใหม่ ทำงานเป็นผู้ช่วยของท่านอย่างใกล้ชิด ท่านได้ให้แบบฉบับแก่ข้าพเจ้าเรื่องการอุทิศตนอย่างสิ้นสุดจิตใจให้กับหน้าที่อภิบาลของท่าน แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตในการส่งศีลให้ผู้ป่วยหนัก ข้าพเจ้าจำเพื่อนพระสงฆ์มากมายที่เคยพบและยังพบอยู่เป็นประจำได้ดี รวมถึงผู้ที่พบตอนเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ท่านเหล่านั้นได้อุทิศตนด้วยใจกว้างในการประกอบพันธกิจ คำพูดของนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ยังทำให้นึกถึงดวงหทัยของพระคริสตเจ้าที่ถูกทิ่มแทง และมงกุฎหนามที่สวมอยู่บนศีรษะของพระองค์ สิ่งนี้ชวนให้นึกถึงสถานการณ์ความทุกข์ทรมานต่างๆ ที่พระสงฆ์ต้องทนรับ อาจเป็นเพราะพวกเขามีส่วนต้องรับความเจ็บปวดอันเป็นประสบการณ์ตามธรรมชาติของมนุษย์ หรือเพราะต้องเผชิญกับการเข้าใจผิดของบรรดาสัตบุรุษที่พวกท่านอภิบาล เราต้องคิดถึงบรรดาพระสงฆ์ที่ถูกลบหลู่ศักดิ์ศรี ถูกขัดขวางการแพร่ธรรม และถูกเบียดเบียน จนบางครั้งต้องหลั่งเลือดเพื่อเป็นบูชาสูงสุด

นอกนั้น ยังเป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะต้องกล่าวว่า มีหลายกรณีที่พระศาสนจักรต้องทนทุกข์เพราะความไม่ซื่อสัตย์ของพระสงฆ์บางองค์ นี่แหละเป็นจุดที่โลกหาเหตุมาโจมตีการเป็นที่สะดุดและไม่ยอมรับพระสงฆ์เหล่านั้น ในกรณีเช่นนี้ สิ่งที่อาจช่วยพระศาสนจักรได้มากที่สุดได้แก่ การยอมรับความอ่อนแอของพระสงฆ์อย่างตรงไปตรงมา และตระหนักที่จะรื้อฟื้นใหม่ ด้วยความชื่นชมยินดีกับความยิ่งใหญ่แห่งพระพรของพระเจ้า ที่แฝงอยู่ในแบบฉบับอันดีงามของพระสงฆ์และนักบวชมากมายผู้มีใจกว้าง จิตใจเร่าร้อนด้วยความรักต่อพระเจ้าและวิญญาณ เป็นผู้นำวิญญาณที่เพียรทนและมีชีวิตจิตที่สูงส่ง ณ จุดนี้ คำสอนและแบบฉบับของนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ยืนยันได้เป็นอย่างดีสำหรับพวกเราทุกคน

เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์เป็นคนสุภาพอ่อนโยน แต่ในฐานะที่เป็นพระสงฆ์ ท่านตระหนักดีถึงการที่ต้องเป็นพระพรสำหรับสัตบุรุษด้วย นั่นคือ “เป็นนายชุมพาบาลที่ดีและเป็นพระสงฆ์เจ้าอาวาสผู้มีหัวใจเป็นแบบฉบับ พระหฤทัยของพระเจ้าคือขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งพระเจ้าผู้ทรงพระทัยดีจะมอบให้กับวัดนั้นๆ และนี่คือพระพรแห่งพระเมตตาของพระเจ้าที่มีค่ามากที่สุดประการหนึ่ง” ท่านนักบุญพูดถึงพระสงฆ์ราวกับว่าไม่สามารถหยั่งถึงความสง่างามแห่งพระพรและพันธกิจที่นำมามอบแก่มนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งสร้างชนิดหนึ่ง “พระสงฆ์นั้นช่างยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร!... หากรู้ว่าเขาเป็นใคร เขาคงต้องตาย... แม้พระเจ้ายังทรงนบนอบเขา เขาเพียงกล่าววาจาไม่กี่คำ พระเจ้าก็เสด็จจากสวรรค์ลงมาตามคำกล่าวนั้น เพื่อมาประทับอยู่ในแผ่นศีลเล็กๆ...” เมื่อต้องอธิบายถึงความสำคัญของศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ให้สัตบุรุษฟัง ท่านมักจะกล่าวว่า

“ถ้าปราศจากศีลมหาสนิทแล้วไซร้ เราก็จะไม่มีพระคริสตเจ้า”

ใครเล่าจะอัญเชิญพระองค์ไปประทับในตู้ศีล? คือพระสงฆ์

ใครจะเป็นผู้คอยต้อนรับวิญญาณของท่านเมื่อลืมตามาดูโลก? คือพระสงฆ์

ใครเป็นผู้หล่อเลี้ยงวิญญาณท่านและให้พลังแก่ท่านในการเดินทางแห่งชีวิต? คือพระสงฆ์

ใครเป็นผู้เตรียมตัวท่านให้ไปปรากฏตัวต่อพระพักตร์พระเจ้า ชำระล้างท่านเป็นครั้งสุดท้ายด้วยพระโลหิตของพระคริสตเจ้า? คือพระสงฆ์ ... และเป็นพระสงฆ์เสมอ

หากบังเอิญวิญญาณเราต้องตาย (เพราะบาป) ใครจะเป็นผู้ชุบชีวิตเราขึ้นมาใหม่ ใครจะเป็นผู้สร้างสันติใหม่? ก็พระสงฆ์อีกนั่นแหละ พระสงฆ์เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง! “มีแต่ในสวรรค์เท่านั้นที่พระสงฆ์จะรู้อย่างสมบูรณ์ว่าตนเป็นใคร” คำพูดเหล่านี้ออกมาจากใจที่พองโตของเจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งฟังดูแล้วออกจะมากเกินไป แต่แสดงให้เห็นถึงความชื่นชมที่ท่านนักบุญมีต่อศีลบวชเป็นพระสงฆ์ ดูเหมือนท่านจะเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกรับผิดชอบของพระสงฆ์ “หากเรารู้อย่างสมบูรณ์ว่าพระสงฆ์คือผู้ใดในโลกนี้ เราคงจะช็อคตาย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความรัก ... หากไม่มีพระสงฆ์ พระทรมานและความตายของพระคริสตเจ้าก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใด เป็นพระสงฆ์นั่นเองที่ดำเนินงานแห่งการไถ่กู้ต่อไปในโลก ... จะมีประโยชน์อันใดถ้าในบ้านเต็มไปด้วยทอง แต่ไม่มีใครไปเปิดมัน? พระสงฆ์คือผู้ถือกุญแจที่จะเปิดขุมทรัพย์แห่งสวรรค์ เป็นพระองค์นั่นเองที่จะเป็นผู้เปิดประตู ท่านเป็นผู้รับใช้ของพระคริสตเจ้า เป็นผู้ดูแลทรัพย์สมบัติของพระองค์ ... ลองปล่อยให้วัดไม่มีพระสงฆ์สัก 20 ปี ผู้คนคงจะลงเอยด้วยการกราบไหว้สัตว์... พระสงฆ์มิได้เป็นสงฆ์เพื่อตนเอง แต่เป็นสงฆ์เพื่อพวกเรา”

คุณพ่อยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ มาถึงเมืองอาร์สหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีสัตบุรุษ 230 คน พระสังฆราชเตือนท่านล่วงหน้าว่า ที่วัดนี้ท่านจะพบกับสภาพการถือศาสนาที่แย่มากๆ ท่านตระหนักดีว่าต้องไปที่นั่นเพื่อทำให้การประทับอยู่ของพระคริสตเจ้ากลับคืนมา และเป็นพยานสำหรับพระเมตตาแห่งการไถ่กู้ของพระองค์ “ข้าแต่พระเป็นเจ้า โปรดให้สัตบุรุษในวัดของลูกกลับใจด้วยเถิด ลูกพร้อมจะรับทรมานทุกอย่างตลอดชีวิตสุดแล้วแต่พระองค์” คุณพ่อเริ่มพันธกิจด้วยการสวดภาวนาเช่นนี้ อุทิศตนอย่างสิ้นเชิงเพื่อการกลับใจของสัตบุรุษในวัดโดยอบรมสัตบุรุษด้วยความเอาใจใส่ เพื่อนสงฆ์ที่รักทั้งหลาย ขอให้เราวิงวอนพระเยซูคริสตเจ้าสำหรับพระหรรษทาน เพื่อจะเรียนรู้แผนงานอภิบาลของท่านนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ด้วยตัวเราเอง! สิ่งแรกที่เราควรเรียนรู้คือ ความเป็นสงฆ์ทั้งครบพร้อมกับพันธกิจของท่านนักบุญ ในองค์พระเยซูความเป็นบุคคลและพันธกิจจะต้องสอดคล้องควบคู่กันไป พันธกิจการไถ่กู้ทั้งหมดของพระคริสตเจ้าเป็นการแสดงออกถึง “การสำนึกถึงการเป็นบุตรของพระองค์” ต่อพระพัตร์พระบิดาตลอดนิรันดร์ ด้วยท่าทีน้อมรับน้ำพระทัยของพระองค์ด้วยความรัก ด้วยวิธีการที่สุภาพจริงใจ พระสงฆ์ทุกองค์ต้องมุ่งสู่ความเป็นบุคคลทำนองเดียวกันนี้

แน่นอน เราต้องไม่ลืมว่าประสิทธิภาพของพันธกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์ของพระสงฆ์ แต่เราไม่อาจมองข้ามประสิทธิผลพิเศษรวมกัน ระหว่างความศักดิ์สิทธิ์ของพันธกิจและความศักดิ์สิทธิ์ของพระสงฆ์ เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์มิได้รีรอที่จะพยายามเชื่อมโยงชีวิตของท่านในฐานะที่เป็นพระสงฆ์ กับความศักดิ์สิทธิ์แห่งพันธกิจที่ได้รับมอบ โดยตัดสินใจที่จะ “ใช้ ชีวิต” อยู่ภายในวัดของท่าน ผู้เขียนประวัติคุณพ่อคนแรกบอกว่า “พอเดินทางมาถึง คุณพ่อได้เลือกวัดเป็นบ้าน ท่านเข้าไปในวัดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และไม่ยอมออกจากวัดจนกระทั่งหลังระฆังพรหมถือสารตอนค่ำ ทุกคนจะพบคุณพ่อในวัดเมื่อใดก็ได้ตามที่ต้องการ”

การที่ผู้เขียนประวัติพูดเช่นนั้น เราไม่ควรมองข้ามความจริงที่ว่า ท่านยังรู้จัก “ใช้ชีวิต” อย่างเข้มแข็งอยู่กับชุนชมวัด หมั่นออกเยี่ยมคนป่วยและครอบครัว จัดกิจกรรมแพร่ธรรม จัดงานเฉลิมฉลองต่างๆ บอกบุญและบริหารเงินบริจาคสำหรับงานกุศลและงานธรรมทูต ขยายและตบแต่งวัด ดูแลเด็กกำพร้าและบรรดาครูของคณะพระญาณสอดส่อง (Providence คณะนักบวชที่ท่านตั้งขึ้น) หาทุนการศึกษาให้เด็กๆ ตั้งคณะต่างๆ แล้วหาฆราวาสเข้ามาช่วยงาน แน่นอนว่าแบบฉบับของท่านทำให้เราต้องบอกว่า เราร่วมมือในกรอบงานต่างๆ ที่จะต้องเปิดขยายเพิ่มขึ้นสำหรับฆราวาส ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสร่วมกันเป็นประชากรสงฆ์ และอาศัยอานิสงส์แห่งพันธกิจของพวกเขา พระสงฆ์ก็เจริญชีวิตอยู่ท่ามกลางฆราวาส “เพื่อพระสงฆ์จะได้นำทุกคนไปสู่ความเป็นเอกภาพแห่งเมตตากิจ ‘รักและให้เกียรติซึ่งกันและกัน’” (รม 12:10) ณ ตรงนี้ เราต้องหันกลับไปดูการเตือนใจพระสงฆ์ของสังคายนาวาติกันที่ 2 “พระสงฆ์ต้องมีความจริงใจและยินดีส่งเสริมศักดิ์ศรีของฆราวาสและบทบาทพิเศษที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติในพันธกิจของพระศาสนจักร... พระสงฆ์ควรพร้อมที่จะฟังฆราวาส สนใจความต้องการของพวกเขาดุจพี่น้อง ยอมรับประสบการณ์และความสามารถในวิชาชีพของพวกเขา อาศัยวิธีนี้พวกเขาจะสามารถช่วยกันแยกแยะเครื่องหมายแห่งกาลเวลาได้”

นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ สอนสัตบุรุษของท่านด้วยการดำเนินชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานเป็นอันดับแรกด้วยแบบฉบับของท่าน พวกเขาเรียนรู้ที่จะสวดภาวนาและไปเฝ้าศีลมหาสนิทบ่อยๆ “เพื่อสวดภาวนาอย่างดี ไม่จำเป็นต้องภาวนาอย่างพร่ำเพรื่อ” เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์สอนพวกเขาว่า “เราทราบดีว่าพระเยซูเจ้าประทับอยู่ในตู้ศีล ขอให้เราเปิดใจกับพระองค์ ให้เราชื่นชมกับการประทับอยู่อย่างศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ นี่คือการสวดภาวนาที่ดีที่สุด” ท่านมักจะขอร้องสัตบุรุษว่าดังนี้ “พี่น้อง ขอให้พวกเรามารับศีลมหาสนิท ขอให้เรามาหาพระเยซู ขอให้เจริญชีวิตกับพระองค์ เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ในพระองค์ ... แน่นอนว่าเราไม่คู่ควรกับพระองค์ แต่เราต้องการพระองค์” การสอนสัตบุรุษให้เข้าใจถึงการประทับอยู่ในศีลมหาสนิทและการรับศีลมหาสนิทนั้น พิสูจน์ว่าได้ผลมาก โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเห็นคุณพ่อถวายบูชามิสซา ผู้ร่วมมิสซากล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นแบบฉบับของการนมัสการที่ดีไปกว่านี้... คุณพ่อเพ่งไปที่แผ่นศีลด้วยความรักอันยิ่งใหญ่จริงๆ” “ถึงจะเอางานดีๆ ทั้งหลายมารวมกัน ก็ไม่เท่ากับการถวายบูชามิสซา” ท่านมักจะกล่าวเช่นนี้ “เพราะมันเป็นผลงานของมนุษย์ ส่วนบูชามิสซาเป็นผลงานของพระเจ้า” ท่านเชื่อมั่นว่าความศรัทธาร้อนรนของชีวิตสงฆ์ ขึ้นอยู่กับการถวายบูชามิสซา เหตุผลที่พระสงฆ์บางองค์หละหลวมก็เพราะมิได้ใส่ใจกับบูชามิสซาเลย น่าสงสารพระสงฆ์เหล่านั้นจริงๆ เขาถวายบูชามิสซาราวกับเป็นกิจวัตรประจำวัน เมื่อถวายบูชามิสซา ท่านนักบุญมักจะถวายชีวิตตนเองเป็นบูชาด้วย “ช่างดีเสียนี่กระไร หากทุกเช้าพระสงฆ์จะถวายตนเองเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า”

การทำตนเป็นหนึ่งเดียวกับการบูชาบนไม้กางเขน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในซึ่งทำให้ท่านเคลื่อนย้ายจากพระแท่นบูชาไปสู่ที่ฟังแก้บาป พระสงฆ์ไม่ควรปล่อยให้ที่ฟังแก้บาปว่าง หรือปล่อยให้สัตบุรุษไม่สนใจศีลอภัยบาป ในประเทศฝรั่งเศสสมัยเจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ การแก้บาปไม่ใช่ของง่ายหรือทำกันบ่อยกว่าสมัยนี้ เนื่องมาจากผลกระทบของการปฏิวัติ ทำให้ผู้คนเมินเฉยต่อการปฏิบัติศาสนกิจ แต่คุณพ่อเจ้าอาวาสพยายามทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะด้วยการเทศน์ หรือชักชวน เพื่อทำให้สัตบุรุษเข้าใจความหมายและความงดงามแห่งศีลอภัยบาปใหม่ โดยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท ท่านเริ่มเพิ่มความศรัทธาด้วยการใช้เวลานานๆ ต่อหน้าตู้ศีลในวัด การกระทำของคุณพ่อเป็นแรงบันดาลใจให้สัตบุรุษถือเป็นแบบฉบับด้วยการไปเฝ้าศีลในวัด เพราะรู้ดีว่าจะได้พบกับคุณพ่อเจ้าอาวาสซึ่งพร้อมเสมอที่จะฟังแก้บาปและอภัยบาปให้ ต่อมาผู้คนจากทั่วประเทศฝรั่งเศสได้พากันมาหาท่าน ทำให้ท่านต้องนั่งอยู่ในที่ฟังแก้บาปติดต่อกันถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน กล่าวกันว่าเมืองอาร์สได้กลายเป็นโรงพยาบาลรักษาวิญญาณไปแล้ว ผู้เขียนประวัติคนแรกบอกว่า “พระหรรษทานที่ท่านได้รับ (เพื่อการกลับใจของคนบาป) มีพลังมาก จนกระทั่งพระหรรษทานนั้นจะติดตามพวกเขาไปจนไม่ปล่อยให้อยู่เป็นสุขเลย” ท่านนักบุญได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งเดียวกันเมื่อกล่าวว่า “ไม่ใช่คนบาปที่หันกลับไปหาพระเพื่อทูนขอการอภัย แต่เป็นพระเจ้าที่ทรงวิ่งตามหาคนบาป แล้วทรงทำให้พวกเขากลับมาหาพระองค์ ”พระมหาไถ่ผู้ทรงพระทัยดีนี้ ทรงเปี่ยมด้วยความรักจนทำให้พระองค์แสวงหาเราทุกหนทุกแห่ง”

เราพระสงฆ์ควรรู้สึกว่า คำพูดต่อไปนี้ที่พระเป็นเจ้าทรงใส่ไว้ในพระโอษฐ์ของพระคริสตเจ้า มีความหมายสำหรับเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว “เรามอบหมายให้พระสงฆ์ของเราประกาศแก่คนบาปว่า เราพร้อมเสมอที่จะต้อนรับพวกเขา พระเมตตาของเราไม่มีขอบเขต เราอาจเรียนรู้ได้จากนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ เรื่องความวางใจในศีลอภัยบาปได้อย่างเต็มที่ โดยทำให้ศีลนี้เป็นศูนย์กลางแห่งการอภิบาลของเรา รวมถึง “เรื่องความรอด” ควบคู่ไปกับศีลนี้ เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ใช้วิธีที่แตกต่างกันกับผู้มาแก้บาป ผู้ที่ตั้งใจมาแก้บาปเพราะอยากได้รับการอภัยจากพระเจ้าจริงๆ จะพบในตัวคุณพ่อ การให้กำลังใจด้วยการจุ่มตัวลงไปใน “ธารแห่งพระเมตตาของพระเจ้า” ชำระล้างทุกสิ่งออกไปด้วยกระแสน้ำเชี่ยว หากผู้ใดไม่สบายใจเพราะคิดว่าตนเป็นคนอ่อนแอไม่มั่นคง กลัวจะตกในบาปเดิมอีก ท่านจะเผยให้เห็นรหัสธรรมแห่งความรักของพระเป็นเจ้าด้วยคำพูดที่ประทับใจว่า “พระคริสตเจ้าผู้ทรงพระทัยดีทรงทราบทุกอย่าง แม้ก่อนที่ท่านจะมาสารภาพ พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าแล้วว่าท่านจะตกในบาปเดิมอีก แต่ก็ทรงอภัยให้ท่าน ความรักของพระเป็นเจ้านั้นช่างยิ่งใหญ่เหลือเกินจนทำให้พระองค์ทรงลืมอนาคต เพื่อจะได้ประทานการอภัยให้แก่เรา” แต่สำหรับคนใจเย็นเฉยหรือไม่สนใจจะสารภาพบาปอย่างจริงจัง คุณพ่อรู้สึกเสียใจจนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความเจ็บปวดเพราะทัศนคติอันน่าชังนี้ “พ่อร้องไห้เพราะลูกไม่ร้องไห้” คุณพ่อมักจะกล่าวว่า “หากพระคริสตเจ้าไม่ใช่พระเจ้าผู้ทรงพระทัยดี! แต่ที่จริงพระองค์ทรงพระทัยดี! คนๆ นั้นจะต้องเป็นเดียรัจฉานแน่ๆ ที่กล้าทำเช่นนี้กับพระบิดาที่แสนใจดีได้!” คุณพ่อจุดประกายการเป็นทุกข์เสียใจให้คนใจเย็นเฉย โดยบังคับให้พวกเขาเห็นความปวดร้าวของพระเจ้าเพราะการทำบาปของเขา ซึ่งปรากฏอยู่บนในหน้าของพระสงฆ์ผู้ฟังแก้บาป สำหรับผู้ที่เข้ามาหาคุณพ่อด้วยความเต็มใจ พร้อมจะดำเนินชีวิตจิตที่ล้ำลึก ท่านจะเผยให้เห็นความรักอันยิ่งใหญ่ไพศาลดังมหาสมุทรของพระเจ้า อธิบายให้เห็นความงดงามอันประเสริฐในการดำเนินชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียว กันกับพระองค์ เจริญชีวิตไปพร้อมกับการประทับอยู่ของพระองค์ “ทุกสิ่งในสายพระเนตรของพระเป็นเจ้า ทุกสิ่งกับพระองค์ ทุกสิ่งเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระองค์... ช่างสวยงามเสียนี่กระไร!” คุณพ่อจะสอนให้สวดภาวนาว่า “พระเป็นเจ้าของลูก โปรดประทานพระหรรษทานให้ลูกรักพระองค์จนสุดความสามารถที่ลูกจะทำได้ด้วยเถิด”

ในสมัยนั้นคุณพ่อสามารถเปลี่ยนจิตใจและชีวิตของผู้คนจำนวนมาก เพราะท่านทำให้ผู้คนสามารถสัมผัสถึงความรักความเมตตาของพระคริสตเจ้า คนในสมัยเราก็เช่นเดียวกัน มีความจำเป็นเร่งด่วนจะต้องประกาศและเป็นประจักษ์พยานถึงความจริงแห่งองค์ความรัก พระเจ้าคือความรัก (1ยน 4:8) ขอขอบคุณพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู ที่ทรงทำให้นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ สร้างฝูงแกะของท่านขึ้นมาใหม่ แม้บางครั้งจะรู้สึกกลัวจนตัวสั่นเพราะความบกพร่องของตนเอง จนหลายครั้งคิดจะหนีไปจากความรับผิดชอบด้วยความรู้สึกว่าไม่คู่ควร แต่ด้วยความนบนอบ คุณพ่อ ไม่เคยทิ้งหน้าที่เลย เนื่องจากท่านถูกเผาด้วยไฟแห่งศรัทธาที่อยากจะช่วยวิญญาณให้รอด ท่านเลือกที่จะยึดมั่นในกระแสเรียกและพันธกิจโดยทำพลีกรรมอย่างเข้มงวด

 คุณพ่อเปรยว่า “ช่างโชคร้ายนักที่เราเป็นเจ้าอาวาส วิญญาณของเราเกิดความไม่มั่นคง” ซึ่งหมายความว่าเจ้าอาวาสอาจไม่มั่นใจในสภาพบาปหรือความเย็นชาที่ลูกวัดกำลังตกอยู่ในสภาพดังกล่าว คุณพ่อระวังตัวอย่างเคร่งครัดด้วยการภาวนา จำศีล เพื่อไม่ให้ร่างกายเป็นกบฎต่อวิญญาณสงฆ์ของท่าน นอกนั้น คุณพ่อยังทำพลีกรรมเพื่อประโยชน์ของวิญญาณที่อยู่ในการอภิบาลของท่าน โดยช่วยใช้โทษบาปแทนคนที่มาแก้บาปกับท่าน สำหรับเพื่อนพระสงฆ์ด้วยกัน คุณพ่ออธิบายว่า “พ่อจะบอกวิธีของพ่อให้ พ่อให้คนใช้โทษบาปนิดหน่อย ส่วนที่เหลือพ่อทำแทน” นอกจากการใช้โทษบาปที่คณะได้ทำแล้ว คำสอนของท่านยังใช้ได้ดีสำหรับเรา วิญญาณถูกไถ่กู้มาด้วยพระโลหิตที่ทรง คุณค่ายิ่งของพระเยซู พระสงฆ์จะไม่สามารถอุทิศตนให้กับความรอดของพวกเขา หากปฏิเสธการมีส่วนร่วมใน “ราคาอันล้ำค่า” แห่งการไถ่กู้

ในโลกทุกวันนี้ก็เหมือนในสมัยของเจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตและกิจกรรมของพระสงฆ์ ต้องสร้างความแตกต่างด้วยการเป็นประจักษ์พยานต่อข่าวดี ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ทรงลิขิตไว้อย่างถูกต้องว่า “คนสมัยใหม่พร้อมจะฟังการเป็นประจักษ์พยานมากกว่าจะฟังอาจารย์ หากเขาฟังอาจารย์ก็เพราะอาจารย์นั้นดำเนินชีวิตเป็นพยาน” เพื่อมิให้เรามีประสบการณ์ชีวิตที่ว่างเปล่าและพันธกิจที่ไม่เป็นผล จำเป็นต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า “เราได้รับแรงบันดาลใจจากพระวาจาของพระเจ้าจริงหรือไม่? พระวาจานั้นเป็นอาหารที่เรานำมาดำเนินชีวิตหรือไม่? เป็นอะไรที่มากไปกว่าปังและสิ่งต่างๆ ของโลกนี้ไหม? เรารู้จักพระวาจานั้นจริงๆ หรือไม่? เราเอาเจริงเอาจังกับพระวาจาจนประทับตราไว้ในชีวิตและเปลี่ยนความคิดของเราหรือไม่? ดังที่พระเยซูทรงเรียกอัครสาวกทั้ง 12 คนให้อยู่กับพระองค์ (เทียบ มก 3:14) และต่อมาทรงส่งพวกเขาออกไปเทศนา เช่นเดียวกันในวันนี้ พระสงฆ์ถูกเรียกให้ถอดแบบ “วิธีดำเนินชีวิตใหม่” ซึ่งพระเยซูทรงเป็นผู้ริเริ่มและบรรดาอัครสาวกเป็นผู้สานต่อ

เป็นการถอดแบบ “วิธีดำเนินชีวิตใหม่” ที่ทำให้พันธกิจสงฆ์ของเจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์สัมฤทธิ์ผล ในสมณลิขิต “Sacerdotti nostril primordial” ของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ค.ศ.1959 ในศตวรรษแรกของการมรณภาพของนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ กล่าวถึงชีวิตนักพรตพร้อมทั้งอ้างถึง “คำปฏิญาณสามประการ” ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาทรงเห็นว่าเหมาะสมกับพระสงฆ์เช่นกัน “แม้พระสงฆ์จะไม่มีข้อบังคับให้ต้องถือคำปฏิญาณสามประการนี้ในสถานภาพสงฆ์ แต่คำปฏิญาณสามประการนี้คือหนทางที่แน่นอนที่สุดที่จะบรรลุถึงความครบครันแห่งชีวิตคริสตชน” เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ดำเนินชีวิตตามคำปฏิญาณสามประการนี้ด้วยวิธีที่เหมาะสมกับพระสงฆ์ การถือความยากจนของท่านไม่เป็นความยากจนของนักบวชหรือฤษี แต่ก็คู่ควรกับพระสงฆ์ แม้ต้องจัดการกับเงินจำนวนมาก (เพราะผู้แสวงบุญที่ร่ำรวยสนใจในงานเมตตากิจของคุณพ่อ) เขาก็ระวังที่จะมอบทุกสิ่งที่ได้รับมาให้กับวัด คนยากจน เด็กกำพร้า และเด็กหญิงในบ้านพระญาณสอดส่อง (Providence) ผลก็คือ “คุณพ่อร่ำรวยพอจะเป็นผู้ให้คนอื่น แต่ตัวเองกลับยากจน” คุณพ่อมักจะอธิบายว่า “ความลับของพ่อนั้นง่ายมาก มอบทุกสิ่งให้คนอื่นไปโดยไม่เก็บอะไรไว้เลย” เมื่อขาดเงิน คุณพ่อมักจะพูดด้วยเสียงนุ่มนวลกับคนจนที่มาเคาะประตูว่า “วันนี้พ่อจนเหมือนเธอ พ่อเป็นคนหนึ่งในพวกเธอ” เมื่อใกล้จะสิ้นชีวิต คุณพ่อสามารถพูดด้วยความสบายใจอย่างเต็มที่ว่า “พ่อไม่มีอะไรเหลือแล้ว พระเจ้าจะทรงเรียกพ่อไปเมื่อไหร่ก็ได้” การถือพรหมจรรย์ก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่เรียกร้องจากพระสงฆ์ อาจกล่าวได้ว่าพันธกิจที่บริสุทธิ์จึงจะคู่ควรกับผู้ที่สัมผัสศีลมหาสนิททุกวัน ผู้ที่ต้องพิศเพ่งอย่างศรัทธา และด้วยศรัทธานี้จึงมอบศีลให้กับฝูงชุมพาของตนต่อไป มีการกล่าวถึงคุณพ่อว่า “ความบริสุทธิ์ของคุณพ่อเปล่งรัศมีออกมาให้เห็น” สัตบุรุษมักจะเห็นตอนที่ท่านหันหน้าไปมองตู้ศีล “ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรัก”

สุดท้าย ความนบนอบของท่านอยู่ที่การซื่อสัตย์ต่อพันธกิจประจำวัน เราทราบดีว่าท่านต้องทรมานกับความคิดที่ว่า ท่านไม่เหมาะสมกับพันธกิจการอภิบาลวัดจนอยากจะหนีไปไกลๆ “เพื่อใช้ชีวิตยากจนแบบสันโดษในที่เปลี่ยว” แต่เพราะความนบนอบและอยากช่วยเหลือวิญญาณให้รอด ทำให้ท่านอยู่ในหน้าที่ต่อไป ท่านอธิบายให้สัตบุรุษฟังว่า
“ไม่มีทางสองสายที่ดีเท่ากันเพื่อรับใช้พระเจ้า มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น ต้องรับใช้พระองค์อย่างที่พระองค์ทรงปรารถนา” ท่านถือว่านี่คือกฎทองสำหรับชีวิตแห่งการนบนอบ “ทำแต่สิ่งที่สามารถนำไปถวายแด่พระเจ้าได้”

สำหรับเรื่องชีวิตฝ่ายจิตที่ต้องได้รับการหล่อเลี้ยงจากคำปฏิญาณสามประการนั้น ข้าพเจ้าขอเชื้อเชิญพระสงฆ์ทุกองค์ในปีพระสงฆ์นี้ ให้ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่พระจิตเจ้ากำลังทำให้เกิดขึ้นในพระศาสนจักร ที่เห็นได้ชัดก็คงจะเป็นกระบวนการขับเคลื่อนใหม่ๆ ของพระศาสนจักรและชุมชนใหม่ “พระพรของพระจิตมีหลากหลาย... พระองค์ประทานพระพรตามที่ทรงพอพระทัย และทรงกระทำเช่นนั้นโดยที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ ในสถานที่ที่ไม่อาจคาดได้ และด้วยวิธีที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน... แต่พระองค์ก็ทรงแสดงให้เราเห็นว่าทรงกระทำเพื่อพระกายเดียว และในความเป็นเอกภาพของพระวรกายเดียว” สำหรับข้อความใน Presbyterorum Ordinis ยังเหมาะสมกับเวลานี้ “ขณะที่กำลังทดสอบจิตตารมณ์ต่างๆ ว่าเป็นจิตตารมณ์ของพระหรือไม่นั้น พระสงฆ์ต้องค้นหาด้วยความเชื่อ ยอมรับด้วยความชื่นชมยินดี และหมั่นส่งเสริมพระพรพิเศษที่หลากหลายของฆราวาสไม่ว่าพระพรนั้นจะต่ำหรือสูง” พระพรเหล่านี้จุดประกายให้หลายคนปรารถนาจะดำเนินชีวิตจิตที่ล้ำลึก อาจเป็นประโยชน์ไม่ใช่สำหรับฆราวาสเท่านั้น แต่รวมถึงพระสงฆ์และนักบวชด้วย ความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพันธกิจของผู้ที่ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ กับพันธกิจที่ได้รับพระพรพิเศษ สามารถสร้าง “แรงกระตุ้นที่ช่วยทำให้พระศาสนจักรเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการประกาศข่าวดี และเป็นประจักษ์พยานต่อข่าวดีแห่งความหวังและความรักไปทั่วโลก” ข้าพเจ้าขอกล่าวเพิ่มเติมจากสมณสาส์น Pastores Dabo Vobis ของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ว่า พันธกิจสงฆ์นั้นต้องมีคุณสมบัติแห่งสายสัมพันธ์ และต้องดำเนินไปในสายสัมพันธ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระสงฆ์กับพระสังฆราชของตน สายสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับพระสังฆราชที่มีรากฐานอยู่ในศีลบวช และทำให้ปรากฏชัดในสหบูชามิสซาร่วมกัน จะต้องทำให้ปรากฏออกมาเป็นภราดรภาพที่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล การทำเช่นนี้เท่านั้นจึงจะทำให้พระสงฆ์เจริญชีวิตในพระพรแห่งศีลพรหมจรรย์ สร้างชุมชนคริสตชนที่ดี อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในการประกาศข่าวดีครั้งแรกนั้น อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก

ปีนักบุญเปาโลที่กำลังผ่านไปนี้ เชื้อเชิญเราให้หันไปดูอัครสาวกแห่งชนต่างศาสนา ท่านเป็นแบบฉบับได้อย่างวิเศษสำหรับพระสงฆ์ในการอุทิศตนอย่างสิ้นเชิงให้กับพันธกิจ “ความรักของพระคริสตเจ้าผลักดันเราให้เดินหน้าต่อไป เพราะพวกเราเชื่อมั่นว่า มีผู้หนึ่งที่ได้สิ้นพระชนม์เพื่อทุกคน เพราะฉะนั้นทุกคนจึงตายไปด้วย” (2คร 5:14) ท่านนักบุญยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อทุกคน เพื่อทุกคนที่มีชีวิตอยู่จะไม่มีชีวิตเพื่อตนเอง แต่สำหรับพระองค์ที่สิ้นพระชนม์และเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพเพื่อพวกเขา” (2คร 5:15) มีวิธีที่ดีกว่านี้อีกไหม เพื่อนำมาเสนอให้พระสงฆ์ที่ตั้งใจจะก้าวหน้าไปตามหนทางแห่งความครบครัน?

เพื่อนพระสงฆ์ที่รัก การฉลองครบรอบ 150 ปีการมรณภาพของนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ (ค.ศ.1859) ต่อจากการฉลองครบรอบ 150 ปีการประจักษ์ของแม่พระที่เมืองลูร์ด (ค.ศ.1858) ใน ค.ศ.1959 สมเด็จพระสันตะปาปาบุญราศียอห์นที่ 23 ทรงตั้งข้อสังเกตว่า “ก่อนที่เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์จะจบชีวิตอันน่าพิศวงของท่านเล็กน้อย แม่พระปฏิสนธินิรมลได้ประจักษ์แก่เด็กที่บริสุทธิ์และสุภาพคนหนึ่งที่เมืองลูร์ด พร้อมทั้งมอบสาส์นให้สวดภาวนาและใช้โทษบาป ซึ่งได้ปฏิบัติกันเรื่อยมาตลอดศตวรรษ และก่อให้เกิดผลดีเป็นอันมาก ชีวิตของพระสงฆ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ ที่เราเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปีการมรณภาพของท่านนั้น เกิดก่อนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ตลอดจนความจริงที่ถูกนำมาสอนแก่เด็กผู้มีบุญแห่งเมืองมาร์เซย์ เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ศรัทธาต่อแม่พระปฏิสนธินิรมลเป็นอย่างมาก ใน ค.ศ.1836 ท่านถวายวัดของท่านแด่แม่พระปฏิสนธินิรมล และได้รับข้อความเชื่อนี้ใน ค.ศ.1854 ด้วยความเชื่อที่ลึกซึ้งพร้อมกับความยินดีเป็นอย่างยิ่ง” ท่านมักจะเตือนใจสัตบุรุษเสมอว่า “หลังจากทรงมอบทุกสิ่งที่พระองค์สามารถให้ได้แล้ว พระเยซูคริสตเจ้าก็ทรงมอบสิ่งที่มีค่าที่มากที่สุดของพระองค์ไว้ให้เป็นมารดาของเรา คือพระมารดาขององค์เอง”

เราขอมอบปีพระสงฆ์นี้ไว้กับพระแม่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ เราวิงวอนพระแม่โปรดจุดประกายในจิตใจของพระสงฆ์ทุกองค์ ให้น้อมรับด้วยใจกว้าง ที่จะมอบตนเองทั้งครบแด่พระคริสตเจ้าและพระศาสนจักร ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจด้วยความคิดและการกระทำของเจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นชีวิตแห่งการสวดภาวนาด้วยความร้อนรน และความรักอย่างลึกซึ้งต่อความรักของพระคริสตเจ้าซึ่งถูกตรึงบนไม้กางเขน ทำให้นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ เจริญเติบโตขึ้นทุกวันด้วยการมอบตนเองทั้งครบแด่พระคริสตเจ้าและพระศาสนจักรของพระองค์ ขอให้แบบฉบับของท่านทำให้พระสงฆ์ทุกองค์ถวายการเป็นพยานแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระสังฆราช กับพระสงฆ์ด้วยกัน และกับบรรดาสัตบุรุษ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในทุกวันนี้ แม้จะมีความชั่วมากมายในโลก พระวาจาที่พระคริสตเจ้าตรัสกับอัครสาวกในห้องอาหารชั้นบน ยังคงเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเรา “ท่านมีความยุ่งยากลำบากในโลก จงกล้าหาญไว้ เราชนะโลกแล้ว” (ยน 16:33) ความเชื่อในพระอาจารย์เจ้าของเราเป็นพลังให้เรามองไปข้างหน้าด้วยความไว้วางใจ

พระสงฆ์ที่รัก พระคริสตเจ้าทรงต้องการท่าน ขอให้ท่านจงเชื่อฟังพระองค์โดยเลียนแบบฉบับของเจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ อาศัยวิธีนี้ท่านจะเป็นผู้นำสารแห่งความหวัง การคืนดีกัน และสันติสำหรับโลกในยุคของเรา

ขออวยพรมายังทุกคน
นครวาติกัน วันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ.2009

พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16

 

 

ว. วรรณประทีป  แปล
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระสงฆ์  เรียบเรียง