พระสงฆ์ถูกเรียกมาให้เป็น “ภาพลักษณ์ที่มีชีวิตของพระคริสตเจ้า” (PVD 43)

 อวยพรมายังบรรดาพระสังฆราช, พระสงฆ์
นักบวชชาย-หญิง และพี่น้องคริสตชนที่รักทั้งหลาย

ปีพระสงฆ์ เวลาแห่งพระพรของพระเจ้า

นับเป็นเวลาที่เหมาะสม  เป็นเวลาแห่งพระพรความศักดิ์สิทธิ์ ที่สมเด็จพระสันตะปาปาได้ประกาศให้ปีนี้เป็น “ปีพระสงฆ์” ในโอกาสครบรอบ 150 ปีแห่งการจากไปของเจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ ท่านนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ พระสงฆ์เจ้าอาวาสที่ลือชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และเป็นแบบฉบับของชีวิตสงฆ์เสมอมา ดังนั้น ชาวเราจึงต้องพร้อมใจกันสรรเสริญ ขอบพระคุณ และถวายพรพระเจ้าเป็นพิเศษสำหรับเวลาหนึ่งปีที่พระศาสนจักรประกาศให้เป็น “ปีพระสงฆ์” พร้อมกับพระคุณความรักที่พระเจ้าประทานให้แก่พระศาสนจักร

ดังนั้น จึงนับเป็นโอกาสดีที่พระศาสนจักรในประเทศไทยจะพร้อมใจกันรำลึก และฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตของพระศาสนจักร เพราะพระศาสนจักรคือพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า และพระศาสนจักรคือเราทุกคนก็ล้วนมีส่วนในความศักดิ์สิทธิ์ และในความเป็นพระมหาสมณะของพระคริสตเจ้าซึ่งเป็นศีรษะของพระศาสนจักร โดยทางศีลล้างบาปเราต่างได้เข้ามามีส่วนในสมณภาพและความศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสตเจ้า แน่นอนทีเดียว พระคริสตเจ้าทรงเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักรในประเทศไทยและของเราทุกคน  ปีพระสงฆ์จึงโน้มนำเราทั้งบรรดาคริสตชนฆราวาส นักบวช และพระสงฆ์ ให้ฟื้นฟูความเชื่อ ความรัก และความหวัง ต่อองค์พระคริสตเจ้า พระผู้อภิบาลและพระมหาสมณะผู้ทรงพระทัยดีของเราอย่างแท้จริง นับเป็นเวลาแห่งการทบทวนความหมายและฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของพระศาสนจักรอีกด้วย

พระสงฆ์ คือ ศาสนบริกรผู้รับใช้ของพระเจ้าเพื่อเลี้ยงดูฝูงแกะของพระองค์

“เราจะให้ผู้เลี้ยงที่ทำตามใจเราแก่ท่าน” (ยรม 3:15) พระวาจานี้จากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ทำให้เราเห็นชัดว่าพระเจ้าทรงสัญญากับประชากรของพระองค์ว่า จะไม่ทรงปล่อยให้พวกเขาขาดผู้อภิบาล เพื่อรวบรวมและนำทางเขาให้ดำเนินไปด้วยกัน “เราจะแต่งตั้งผู้เลี้ยงให้เลี้ยงดูเขา เขาจะไม่ต้องกลัวและตกใจอีกต่อไป” (ยรม 23:4) (เทียบ PDV 1)

พระศาสนจักรทราบดีว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นชีวิตของพระศาสนจักร พระศาสนจักรเชื่อมั่น วางใจ และติดตามพระองค์อย่างมั่นใจในพระสัญญาของพระเจ้า “เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี” (ยน 10:11) และเชื่อเสมอมาว่าพระองค์ทรงเป็น “องค์ผู้เลี้ยงแกะผู้ยิ่งใหญ่” (ฮบ 13:20) พระเยซูเจ้าทรงมอบศาสนบริการการเลี้ยงดูบรรดาคริสตชน ซึ่งเป็นเสมือนฝูงแกะของพระเจ้าแก่บรรดาอัครสาวกและผู้สืบตำแหน่งต่อจากท่าน (ยน 21:15; 1ปต 5:2) โดยเหตุนี้ จึงเป็นความจริงอย่างแน่นอนว่าถ้าไม่มีพระสงฆ์ศาสนบริกร พระศาสนจักรก็จะไม่อาจดำเนินชีวิตศักดิ์สิทธิ์ คือ ชีวิตของพระคริสตเจ้าได้ พระองค์ทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ทรงเลี้ยงดูประชากรของพระองค์ผ่านทางบรรดาพระสงฆ์ ดังนั้น พระสงฆ์คือผู้รับใช้ของพระเจ้าเพื่อดูแลประชากรของพระองค์ตลอดไป

นอกจากนั้น พระสงฆ์ คือ ภาพลักษณ์ของพระเยซูคริสตเจ้า อาศัยศีลบวช ในฐานะผู้นำและผู้อภิบาลพระศาสนจักรในความหมายใหม่และในความหมายเฉพาะเพียงหนึ่งเดียว คือในฐานะเป็น“ผู้รับใช้” (เทียบ มก 10:45) เราทราบและเชื่ออย่างลึกซึ้งว่า การรับใช้ของพระเยซูเจ้านั้นปรากฏเป็นจริงสูงสุด เมื่อพระองค์ทรงมอบชีวิตของพระองค์ทั้งหมด ยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เป็นการอุทิศองค์อย่างสมบูรณ์ด้วยความเชื่อฟังและความรัก (เทียบ ฟป 2:7-8) อำนาจของพระเยซูคริสตเจ้าในฐานะผู้นำโดยแท้จริง จึงเป็นสิ่งเดียวกับการรับใช้ (เทียบ PDV 21) ดังนั้น เหตุผลและแรงจูงใจภายในที่หล่อเลี้ยงและนำทางชีวิตจิตของพระสงฆ์ คือ จิตตารมณ์ความรักของพระเยซูคริสตเจ้าในฐานะผู้อภิบาล ซึ่งหมายถึงการอุทิศตนอย่างสมบูรณ์เพื่อพระศาสนจักร (PDV 23)

ในโอกาสปีพระสงฆ์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจความหมายของการเป็นพระสงฆ์อย่างลึกซึ้งและตรงประเด็นตามคำสอนของพระคัมภีร์และคำสอนของพระศาสนจักรที่สอนว่า พระสงฆ์คือผู้รับใช้ของพระคริสตเจ้าเพื่อรับใช้ และเลี้ยงดูคริสตชนซึ่งเป็นเสมือนฝูงแกะของพระองค์

เราจะฉลองปีพระสงฆ์อย่างไร
สำหรับบรรดาพี่น้องคริสตชน

  • พี่น้องคริสชนต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า โดยทางศีลล้างบาปเราทุกคนได้เข้ามีส่วนในความศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสตเจ้า เราแต่ละคนล้วนเป็นสงฆ์และเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์โดยมีสังฆภาพสามัญ (Common Priesthood) ร่วมกับพระองค์ เราทุกคนจึงมีส่วนในความเป็นสงฆ์ของพระคริสตเจ้า โดยแท้จริงแล้วพระสงฆ์ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในหมู่สัตบุรุษก็กำลังเจริญเติบโตในความเป็นพระสงฆ์ศาสนบริกร พร้อมกับการอภิบาลดูแลและรับใช้บรรดาสัตบุรุษ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่สุดที่บรรดาสัตบุรุษจะตระหนักถึงชีวิตและพันธกิจของพระสงฆ์ ส่งเสริมท่านด้วยคำภาวนาและรับศาสนบริการจากท่าน เพราะทุกครั้งที่พระสงฆ์ปฏิบัติศาสนบริการนั้น ท่านก็พัฒนาตนเองให้เติบโตขึ้นในความเป็นสงฆ์เพื่อการรับใช้ และยิ่งเราตระหนักถึงการมีส่วนในสังฆภาพมากขึ้นเพียงใด เราก็ยิ่งจะเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ในฐานะคริสตชนยิ่งขึ้นเพียงนั้น
  • พี่น้องพึงเอาใจใส่ภาวนาเพื่อพระสงฆ์ของพี่น้อง ขอพระเจ้าโปรดให้ตลอดปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นฟูชีวิต ฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิ์ และการปรับปรุงพัฒนาชีวิตสงฆ์ในด้านความศักดิ์สิทธิ์ และศาสนบริการให้เปี่ยมด้วยความรักยิ่งขึ้นต่อพระคริสตเจ้า และต่อพระศาสนจักร
  • ปีพระสงฆ์ควรเป็นปีแห่งการภาวนาเพื่อกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์ เพราะกระแสเรียกแห่งการเป็นพระสงฆ์นั้นเป็นพระพรของพระเจ้า ดังนั้น ปีพระสงฆ์จึงควรปลุกจิตสำนึกของพี่น้องสัตบุรุษว่า ทุกคนต้องร่วมใจกันภาวนาเพื่อกระแสเรียก ส่งเสริม สนับสนุน กระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการอบรมเด็กๆ ในครอบครัว ให้มีความเชื่อและมีทัศนะคติที่ดีต่อการดำเนินชีวิตเพื่อรับใช้พระเจ้าในฐานะพระสงฆ์
  • พี่น้องยังอาจรับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ได้ในโอกาสปีพระสงฆ์  ตามข้อกำหนดของพระศาสนจักร

สำหรับนักบวชชายและหญิง

  • ท่านทั้งหลายคือหมู่คณะที่ดำเนินชีวิตศักดิ์สิทธิ์ เป็นพยานถึงหมู่คณะชาวสวรรค์ตั้งแต่ยังอยู่ในโลกและเป็นพยานถึงชีวิตของชาวสวรรค์ในสังคมปัจจุบัน ขณะเดียวกันท่านยังอยู่ในพระศาสนจักร ดำเนินชีวิตพร้อมกับสัตบุรุษและพระสงฆ์ทั้งหลาย เพราะท่านก็รับศาสนบริการของพระสงฆ์ด้วยเช่นกัน จึงเป็นโอกาสดีที่ชีวิตของท่านจะเป็นพยานถึงความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพระคริสตเจ้า ในความสัมพันธ์ศักดิ์สิทธิ์กับบรรดาพระสงฆ์ศาสนบริกรและกับพี่น้องสัตบุรุษ
  • ท่านทั้งหลายคือหมู่คณะแห่งการภาวนา ดังนั้น ขอให้เสียงภาวนาของท่านเป็นโอกาสที่จะวอนขอพระเจ้าเพื่อพระพรความศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ประทานให้ท่านผ่านทางศาสนบริการของพระสงฆ์เป็นพิเศษด้วย
  • ท่านมีกระแสเรียกโดยเฉพาะตามพรพิเศษของคณะ และพรพิเศษเหล่านี้พระเจ้าประทานให้เพื่อรับใช้และเสริมสร้างความดี ความรักของพระองค์ในสังฆมณฑลต่างๆ ดังนั้น ขอให้พรพิเศษของท่านเสริมสร้างความเชื่อ ความรัก และความหวัง ในความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระศาสนจักรท้องถิ่น ร่วมกับพระสงฆ์ศาสนบริกร เพื่อก่อให้เกิดสันติภาพและความดีแท้จริง เป็นพยานถึงพระคริสตเจ้าด้วยชีวิตให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเสมอ

สำหรับบรรดาพระสงฆ์ของพระคริสตเจ้า

  • ปีพระสงฆ์ คือ ปีของท่าน พระเจ้าทรงพระกรุณาและเปี่ยมด้วยความรักที่ประทานเวลาพิเศษเช่นนี้ให้ท่าน พระสงฆ์ทั้งหลาย ปีนี้จึงเป็นเวลาพิเศษสุดที่ท่านจะต้องฟื้นฟูชีวิต “สงฆ์” ซึ่งหมายถึง “ความศักดิ์สิทธิ์” อย่างจริงจัง
  • พระจิตเจ้า คือ บ่อเกิดของพระพรความศักดิ์สิทธิ์ พระพรความเป็นสงฆ์ของท่านทำให้ท่านมีส่วนในสังฆภาพการเป็นศาสนบริกรศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ดังนั้น การฟื้นฟูชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของพระสงฆ์ในปีพระสงฆ์นี้ จึงต้องเริ่มที่องค์พระจิตเจ้า ผู้ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งการกลับใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะทำให้พระสงฆ์มีธรรมชาติเป็นผู้อ่อนโยน และเปี่ยมด้วยความหวัง
  • จงทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นฟูชีวิตจิตอย่างแท้จริง
    • จงถวายบูชามิสซาด้วยความรักสูงสุด เพราะบูชามิสซาคือบ่อเกิดและจุดสูงสุดแห่งชีวิตของพระศาสนจักรและของพระสงฆ์
    • มีความใกล้ชิดกับพระวาจาของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง เพราะพระวาจาของพระเจ้าคือชีวิตและพลังแห่งพันธกิจแท้ของพระศาสนจักร พระสงฆ์จำเป็นต้องไตร่ตรองและรำพึงพระวาจา (Lectio Divina) ทุกๆ วัน เพราะเป็นโอกาสดีที่จะจุ่มตัวในพลังพระวาจาและชีวิตของพระคริสตเจ้า
    • ฟื้นฟูการสวดภาวนาทำวัตรตามหน้าที่ของพระสงฆ์ (Breviarium) ที่ท่านได้สัญญาไว้เมื่อรับศีลบวชเพราะอาศัยการภาวนาอย่างซื่อสัตย์เท่านั้น พระสงฆ์จึงจะซื่อสัตย์ในความใกล้ชิดอย่างแท้จริงกับพระคริสตเจ้าและกับพี่น้องคริสตชนได้
    • ปฏิบัติกิจศรัทธา โดยเฉพาะการฟื้นฟูชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระคริสตเจ้าเป็นพิเศษในศีลมหาสนิท โดยให้เวลากับการเฝ้าศีลมหาสนิทส่วนตัวเป็นพิเศษเสมอ ชีวิตเช่นนี้เท่านั้นจะเป็นแบบฉบับความศรัทธาสำหรับพี่น้องคริสตชน
    • จงดำเนินชีวิตเป็นพยานเด่นชัดถึงความรัก การอุทิศตนเองโดยไม่มีเงื่อนไข อย่างสง่างามและน่าเคารพ คือ ชีวิตสมถะ เรียบง่าย ชีวิตโสดเพื่อพระอาณาจักรของพระเจ้า เปี่ยมด้วยความรักแท้จริงต่อคริสตชนทุกคน มีความสุภาพถ่อมตนและนอบน้อมเชื่อฟังพระสังฆราชผู้ปกครอง ปีพระสงฆ์ควรเป็นปีแห่งการฟื้นฟูคุณธรรมเหล่านี้ในชีวิตสงฆ์ให้เด่นชัด พระศาสนจักรจะได้มีชีวิตสดชื่นอย่างเต็มที่จากชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นของศาสนบริกรของพระเจ้า
  • จงทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นฟูชีวิตด้านความเป็นมนุษย์
    • พระสงฆ์ ถูกเรียกมาให้เป็น “ภาพลักษณ์ที่มีชีวิตของพระคริสตเจ้า” (PDV 43) รากฐานที่จำเป็นของพันธกิจชีวิตสงฆ์ทั้งหมดจะมีไม่ได้ ถ้าขาดการอบรมชีวิตด้านความเป็นมนุษย์อย่างเหมาะสม พระสงฆ์จึงจำเป็นต้องมีบุคลิกเหมือนพระคริสตเจ้า และต้องได้รับการปรับปรุงให้ยิ่งวันยิ่งเหมือนพระคริสตเจ้ามากยิ่งขึ้น ปีพระสงฆ์จึงควรเป็นเวลาแห่งการปรับปรุง และขัดเกลามิติชีวิตด้านความเป็นมนุษย์ของพระสงฆ์ให้สะท้อนภาพลักษณ์ของพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง
    • พระสงฆ์จำเป็นต้องหล่อหลอมบุคลิกลักษณะด้านมนุษย์ของตน ในรูปแบบที่พระสงฆ์จะเป็นสะพานนำผู้อื่นไปพบกับพระเยซูคริสตเจ้า พระผู้ไถ่กู้มนุษย์
    • โอกาสปีพระสงฆ์นี้ บรรดาพระสงฆ์ควรจะร่วมกันแสวงหาเอกลักษณ์ และรูปแบบชีวิตพระสงฆ์ที่เหมาะสมกับสังคมไทย เพื่อเป็นพยานชีวิตถึงพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง และอุทิศตนในการดำเนินชีวิตร่วมกันตามเอกลักษณ์นั้นอย่างจริงจัง
  • จงทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นฟูชีวิตด้านสติปัญญา การเข้าใจความเชื่อของพระสงฆ์ให้โดดเด่นชัดเจน
    • ก่อนอื่นหมด และเหนือกว่าสิ่งใด พระสงฆ์ต้องเป็นนักเทววิทยา เป็นผู้ที่มีความเชื่อ โดยมุ่งมั่นจะบรรลุถึงความเข้าใจความเชื่ออย่างลึกซึ้ง เนื่องจากความเชื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการออกเดินทาง และเป็นจุดจบของเทววิทยา ความเชื่อจึงก่อให้เกิดความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ที่มีความเชื่อกับพระเยซูคริสตเจ้าในพระศาสนจักร (เทียบ PDV 53) ดังนั้น เอกลักษณ์ของพระสงฆ์จึงจำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาการเพื่อรู้จักพระเจ้ายิ่งขึ้น เป็นผู้สอนและผู้นำคนอื่นด้วยความเชื่อมั่นในความเชื่อนั้น
    • ผลที่ตามมาคือ การไตร่ตรองเทววิทยามีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การทำนให้สอดคล้องกับพระเยซูคริสตเจ้าซึ่งทรงเป็นพระปรีชาญาณของพระเจ้า การไตร่ตรองแบบมีวุฒิภาวะจะต้องถูกอธิบายว่าเป็นการมีส่วนร่วมใน “การคิด” ของพระคริสตเจ้า (เทียบ 1คร 2:16)
    • ดังนั้น ปีพระสงฆ์ จึงต้องเป็นโอกาสให้พระสงฆ์ทุกคนฟื้นฟูความรู้ในความเชื่อของพระศาสนจักร ในความรู้แท้ถึงองค์พระคริสตเจ้าที่นำสู่ความรักสนิทสัมพันธ์กับพระคริสตเจ้าและพระศาสนจักร
  • จงทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นฟูชีวิตผู้อภิบาล ดูแลด้วยความรัก เป็นผู้อภิบาลที่ดีตามแบบอย่างพระคริสตเจ้า
    • ปรับกระบวนทัศน์การดำเนินชีวิตพระสงฆ์ให้เป็นเหมือนพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง พระสงฆ์คาทอลิกไทยต้องมุ่งปรับกระบวนทัศน์ในการดำเนินชีวิตให้เป็นเหมือนพระคริสตเจ้า ผู้อภิบาลที่ดี โดยเฉพาะการเป็นพระสงฆ์ผู้รับใช้ดังเช่นพระคริสตเจ้า พระองค์ “มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์” (มก 10:45; ยน 13:12-17) และดังที่ท่านนักบุญเปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายอมเป็นทาสรับใช้ทุกคน เพื่อเอาชนะใจผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” (1คร 9:19)
    • พระสงฆ์ต้องทำหน้าที่ประกาศพระวาจา โดยพระสงฆ์เองต้องได้รับฟังพระวาจา และมีความเข้าใจมากขึ้นถึงการเปิดเผยพระวาจา ไตร่ตรองรำพึงและแสดงออกโดยการสอนและการดำเนินชีวิต พระสงฆ์ควรได้รับการฟื้นฟูให้ประกอบคารวะกิจ และการประทานความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อว่าเมื่อสวดภาวนาและประกอบพิธีกรรมพระสงฆ์จะได้นำทุกคนไปช่วยงานกอบกู้ โดยการถวายบูชาขอบพระคุณและประกอบศีลศักดิ์สิทธิ์ พระสงฆ์ควรได้รับการอบรมเพื่อรับผิดชอบหน้าที่อภิบาลสัตบุรุษ เพื่อจะรู้วิธีนำพระคริสตเจ้าไปสู่เพื่อนพี่น้องคริสตชนทุกๆ คน (เทียบ PDV 57)
    • พระสงฆ์ต้องฟื้นฟูความกระตือรือร้นในงานอภิบาล นั่นคือ “พระสงฆ์จะต้องเป็นประจักษ์พยานความรักของพระคริสตเจ้า ผู้เสด็จผ่านไปที่ใดก็ทรงกระทำความดี…” (กจ 10:38) พระสงฆ์จะต้องเป็นเครื่องหมายที่มองเห็นได้ถึงความห่วงใยของพระศาสนจักร ผู้เป็นมารดาและอาจารย์ ให้เข้ากับมนุษย์ซึ่งในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากความยากลำบากมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ตกอยู่ในความยากจนที่ไม่ได้รับความเห็นใจ ได้รับความรุนแรงที่เป็นความบอดมืด และอำนาจที่อยุติธรรม จึงจำเป็นที่คนของพระเจ้าจะต้องพร้อมสรรพเพื่อกิจการดีทุกอย่าง (เทียบ 2ทธ 3:17)
    • การฟื้นฟูชีวิตด้านความสนิทสัมพันธ์ ความสำนึกว่าพระศาสนจักรเป็น “ความสนิทสัมพันธ์” จะช่วยให้พระสงฆ์ปฏิบัติงานอภิบาลด้วยจิตตารมณ์ของหมู่คณะ ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับสมาชิกคนอื่นๆ ของพระศาสนจักร พระสงฆ์กับพระสังฆราช พระสงฆ์นักบวชกับพระสงฆ์สังฆมณฑล พระสงฆ์กับสัตบุรุษ ปีพระสงฆ์จึงควรเป็นเวลาฟื้นฟูชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระศาสนจักรอย่างแท้จริง ช่วยให้พระสงฆ์สำนึกถึงบทบาทของตนอย่างแท้จริงในพระศาสนจักรและผ่านทางพระศาสนจักร “ความสำนึกนี้มิได้ทำให้ความหมายแท้จริงของความรับผิดชอบลดน้อยลง แต่ให้ความมั่นใจแก่เขาว่า พระศาสนจักรเติบโตขึ้นเนื่องจากงานที่ให้เปล่าของพระจิตเจ้าและการรับใช้ของเขา  เนื่องจากพระหรรษทานทุกประการของพระเจ้าที่ทรงมอบให้แก่ความรับผิดชอบด้วยความสมัครใจของมนุษย์ คือการรับใช้พระวรสารของพระสงฆ์ซึ่งเป็นดัง “ข้ารับใช้ที่ไม่สมควรแต่ประการใด” (เทียบ ลก 17:10)
    • พระสงฆ์บิดาผู้ใจดี ในปีพระสงฆ์นี้ นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ต้องเป็นแบบอย่างของชีวิตที่พร้อมจะก้าวไปสู่การรับฟัง การบรรเทาใจ และการให้อภัยบาปด้วยความรักเช่นพระคริสตเจ้า กระแสสังคมไทยปัจจุบันทำให้ความสำนึกถึงบาปลดลง ทำให้คนห่างไกลจากศีลอภัยบาป ดังนั้น พระสงฆ์จงใช้โอกาสปีพระสงฆ์นี้ทำหน้าที่งดงามที่สุด คือการเป็นผู้ฟังแก้บาป ให้เวลา และให้ความรักต่อคริสตชนในความปกครองดูแลที่ต้องการพระเมตตาของพระเจ้า โดยเฉพาะต่อเด็ก และเยาวชน ซึ่งกระแสสังคมชักพาให้ขาดความสำนึกถึงบาป และมโนธรรมที่งดงาม อย่างไรก็ดี การเป็นผู้ฟังแก้บาปที่ดีนั้นจำเป็นที่พระสงฆ์จะต้องเป็นผู้ที่เข้าหาศีลอภัยบาปด้วยความรักอย่างลึกซึ้งแท้จริงด้วย ดังนั้น ปีพระสงฆ์ต้องเป็นปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า เป็นปีแห่งการชดเชยใช้โทษบาป และการคืนดีกับพระเจ้าทั้งในระดับส่วนตัว และระดับสังคม

สำหรับพี่น้องพระสังฆราช ภารดรที่รักในพระคริสตเจ้า

  • ช่างเวลานี้เป็นเวลาเหมาะสมที่สุดที่พระศาสนจักรได้ประกาศปีพระสงฆ์ ดังนั้น
    • จึงเป็นพันธกิจและความรักของคณะพระสังฆราช “มหาสมณะ” และบ่อเกิดของชีวิตสงฆ์ ขอให้เราร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ปีนี้เป็นไปตามพระประสงค์ของสมเด็จพระสันตะปาปา ให้เรารื้อฟื้นชีวิตและพันธกิจศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้รับมาจากพระคริสตเจ้าเช่นเดียวกัน ด้วยการเป็นพยานและแบบอย่างด้านความศักดิ์สิทธิ์และผู้อภิบาลที่ดีตามแบบอย่างพระคริสตเจ้า
    • ให้เราพร้อมใจกันยืนยันความเชื่อ ความรัก และความหวัง ในพระพรของพระเจ้าที่ประทานพระสงฆ์แก่พระศาสนจักร ให้คณะพระสังฆราชได้ใช้ปีนี้เพื่อการเพิ่มพูนความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของตน และของคณะสงฆ์ อีกทั้งดำเนินชีวิตดุจบิดาที่รักพระศาสนจักรอย่างเข้มข้น ทั้งนี้เพื่อพระเจ้าจะได้เพิ่มพูนพระพรของพระองค์อาศัยชีวิตและศาสนบริการแห่งความรักของคณะพระสังฆราชคาทอลิกไทยเสมอไป

พี่น้องที่รักทั้งหลาย  ให้เราร่วมใจกันถวายปีพระสงฆ์นี้ไว้ในความรักและคำเสนอวิงวอนของพระแม่มารีย์ พระมารดาของพระสงฆ์ และคำเสนอวิงวอนของท่านนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ เพื่อว่าอาศัยการฟื้นฟูในทุกมิติของชีวิตศักดิ์สิทธิ์ โดยสำนึกถึงความเป็นสงฆ์และความศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าประทานให้นี้ พระศาสนจักรไทยจะได้เป็นเครื่องหมาย และเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเปี่ยมด้วยพระพรแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และบันดาลความศักดิ์สิทธิ์และความหวังแก่สังคมไทยยิ่ง ๆ ขึ้นตลอดไป

ข้าแต่พระแม่มารีย์ พระมารดาแห่งพระศาสนจักรและพระมารดาของพระสงฆ์  ช่วยวิงวอนเทอญ

ท่านนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์   ช่วยวิงวอนเทอญ

ให้ไว้ ณ บ้านผู้หว่าน สามพราน
โอกาส “ปีพระสงฆ์” และเปิดการสัมมนาพระสงฆ์คาทอลิกไทย ประจำปี 2009
13-17 กรกฎาคม ค.ศ. 2009

(พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู)
ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระสงฆ์และผู้ถวายตัว

(พระสังฆราชยอร์ช ยอด พิมพิสาร)
ประธานสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย